กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 13 สิงหาคม 2552 08:52

แผนกระตุ้นทั่วโลกหนุนเศรษฐกิจฟื้น

International Monetary Fund (IMF)

International Monetary Fund (IMF)

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ไอเอ็มเอฟ คาดด้วยว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวช้าๆ จากภาวะถดถอยครั้งนี้ สภาพทางการเงินดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งรุนแรงสุดนับจากหลังสงครามโลกครั้งสอง ที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อปี 2551และลากยาวจนถึงปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ รวมถึงประเทศไทย และดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ จะเริ่มประสบผลสำเร็จบ้างแล้ว ทำให้เกิดความหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในไม่ช้า


เริ่มจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจปีหลังนี้จะสดใสกว่าครึ่งปีแรก อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล และผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรมต่างเพิ่มกำลังการผลิต

ธนาคารยูบีเอส คาดว่า ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ จะเติบโต 2.5% เพิ่มขึ้นจาก2% และคาดจะโต 3% ในไตรมาส 4 จากเดิมที่คาดจะโต 2.5% เช่นเดียวกับ เวลล์ส ฟาร์โก แอนด์ โค ที่ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์จีดีพีสหรัฐเติบโตที่ 3% เพิ่มขึ้นจาก 2.2% และไตรมาส 4 คาดจะเติบโต 2.0% เพิ่มขึ้นจาก 1.6% ส่วน ที.โรว์ กรุ๊ป ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตจีดีพีไตรมาส 3 เป็น 2.75% จาก 1.3%

การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีสหรัฐ สอดคล้องกับคำพูดของนายทิมโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และนายลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ที่กล่าวว่าเศรษฐ กิจของประเทศจะกลับมาเติบโตช่วงครึ่งหลังของปี และยังมองไม่เห็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะกลับมาถดถอยซ้ำสองอีก

รัฐมนตรีคลังสหรัฐย้ำว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อควบคุมการขาดดุลงบประมาณที่กำลังเพิ่มขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีในอนาคต

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐยังคาดว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐที่รายงานเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ระบุว่า อัตราว่างงานลดเหลือ 9.4% ในเดือนก.ค. ผลจากตำแหน่งงานที่สูญไป 247,000 ตำแหน่ง จากเมื่อเดือนมิ.ย.มีการสูญงานถึง 443,000 ตำแหน่ง ตัวเลขว่างงานนี้ลดลงจาก 9.5% ในเดือนมิ.ย. และสวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มเป็น 9.6%

ศก.ยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้น

ด้านยูโรโซน เศรษฐกิจที่ซบเซามานานกว่า 1 ปี เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวให้เห็นเช่นกัน โดยผู้บริโภคชาวยุโรปเริ่มหวนกลับไปจับจ่ายซื้อหาสินค้าอย่างคึกคักอีกครั้ง ขณะที่เงินลงทุนใหม่ๆ ก็หวนกลับเข้าไปในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่เคยซบเซาอย่างหนัก

ส่วนผู้ประกอบการหลายแห่งเริ่มชะลอแผนเลิกจ้าง และบรรยากาศการปล่อยกู้ในตลาด สินเชื่อเริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของ16 ประเทศ ยุโรปที่เคยดิ่งลงหนัก เริ่มบรรเทาเบาบางลง โดยการเติบโตของจีดีพีในกลุ่มยูโรโซน ช่วงไตรมาส 2 หดตัวเพียง 0.5% เทียบกับไตรมาสแรก ที่หดตัวถึง 2.5%

ส่วนเยอรมนี ซึ่งถือเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดของยุโรป ปรากฏว่าความเชื่อมั่นทางธุรกิจและความมั่นใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นตอกย้ำสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐ กิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่การส่งออกและคำสั่งซื้อจากภาคอุตสาหกรรม เดือนต่อเดือนปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในเดือนมิ.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้น7% เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี

เศรษฐกิจช่วงไตรมาสสองของอังกฤษเริ่มสดใสเช่นกัน โดยจีดีพีหดตัวเพียง 0.8%ต่ำกว่า 2.4% ในไตรมาสแรก และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ถึงสองเท่า

ไอเอ็มเอฟ-ธ.โลกเพิ่มคาดการณ์ ศก.เอเชีย

ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เป็น 5.5% ปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะโต 4.8% เพราะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดียมีแนวโน้มดีขึ้น

ไอเอ็มเอฟ ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวจีนขึ้น 1% เป็น 7.5% และเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตอินเดีย 0.9% เป็น 5.4%

“การปรับเพิ่มการคาดการณ์เป็นผลจากแนวโน้มที่ดีขึ้นในจีนและอินเดียส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค และกระแสเงินทุนที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด แต่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของประเทศพัฒนาแล้ว”

ส่วนปีหน้า ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย จาก 6.1% เป็น 7%

ธนาคารโลก ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจของจีนจาก 6.5% เป็น 7.2% เพราะความเฟื่องฟูด้านการลงทุน ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งคาดการณ์จีดีพีโลกโต 0.9%

ไอเอ็มเอฟ คาดด้วยว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวช้าๆ จากภาวะถดถอยครั้งนี้ สภาพทางการเงินดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากการคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนเมษายน แต่ถึงกระนั้น ไอเอ็มเอฟคาดว่า เศรษฐกิจโลกจะหดตัว 1.4% ปีนี้ และปรับเพิ่มคาดการณ์ขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีหน้าว่าจะอยู่ที่ 2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 1.9%

คาดน้ำมันทะลุ100ดอลล์ต้นปี54

เบิร์นสไตน์ รีเสิร์ช คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ภายในช่วงต้นปี 2554 ผลพวงจากความต้องการน้ำมันจากทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทัน

นักวิเคราะห์จากเบิร์นสไตน์ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันในระยะใกล้ที่ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 75 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่าระดับราคา 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทะยานขึ้นไปอีกในปี 2553 และจะขยับขึ้นเป็นตัวเลขสามหลักภายในช่วงปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554

“เราเชื่อว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ราคาโภคภัณฑ์หลายตัว โดยเฉพาะน้ำมันดิบในตลาดโลก จะกลับมาทะยานสูงขึ้นระยะหนึ่ง โดยความต้องการน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสดใสขึ้นในช่วงปลายปี 2552 ถึงต้นปี 2553 ประกอบกับการที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ลดกำลังการผลิตลง ก็จะช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันโดยรวมขยับเพิ่มขึ้น” นักวิเคราะห์จากเบิร์นสไตน์กล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวขึ้นเกือบถึงระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก่อนดิ่งลงเฉียดระดับ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนธันวาคมเพราะผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในสหรัฐ แต่ราคาหวนกลับมาอยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงนี้ จากความคาดหมายว่าเศรษฐกิจโลกฟื้ตัวจะกระตุ้นความต้องการน้ำมันมากขึ้น

Tags : ไอเอ็มเอฟ วิกฤติเศรษฐกิจโลก

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement