กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 12 สิงหาคม 2552 08:58

สัมภาษณ์พิเศษ:"จับทิศจีเอ็มใหม่ กับ นิค ไรลีย์" 40 วันใน แชพเตอร์ 11

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

หลังจากจีเอ็มใช้เวลา 40 วัน ผ่านกระบวนยื่นพิทักษ์ทรัพย์ หรือแชพเตอร์ 11 ในสหรัฐอเมริกา

จีเอ็มเริ่มต้นเดินหน้าปรับโครงสร้างการทำงาน พร้อมกับการเกิดขึ้นใหม่ของหลายหน่วยงาน รวมถึงจีเอ็มไอโอ หรือ General Motors Intertional Operation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ จีน โดยมี นิค ไรลีย์ นั่งในตำแหน่งประธานบริษัท ควบคู่กับตำแหน่ง รองประธานฝ่ายบริหารจีเอ็ม
ล่าสุด ไรลีย์ เปิดให้สื่อมวลชนไทยสัมภาษณ์พิเศษ ถึงแนวทางของจีเอ็มในอนาคต โครงสร้างใหม่ของจีเอ็มใหม่เป็นอย่างไร

แต่เดิมจีเอ็มมี 4 ส่วนหลัก ปัจจุบันลดลงเหลือ 2 ส่วนเท่านั้น คือ ตลาดอเมริกาเหนือ คือ สหรัฐ อเมริกา แคนาดา รวมถึงเม็กซิโก และอีกส่วนหนึ่ง คือ ประเทศอื่นๆ ทั้งหมด ที่อยู่นอกอเมริกาเหนือ ซึ่งก็คือ จีเอ็มไอโอ

การปรับโครงสร้างใหม่ของจีเอ็มมีหลักการอย่างไร

เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก ลดความซับซ้อนลงให้ได้มากที่สุด ให้เหลือขั้นตอนเดียว เพื่อให้การตัดสินใจต่างๆ ทำได้รวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งผู้จัดการประชาสัมพันธ์ในไทย แต่เดิมมีเจ้านาย 2 คน คือ ประธานในไทย และผู้จัดการประชาสัมพันธ์ประจำภูมิภาค ต่อไปก็จะขึ้นตรงกับประธานในไทยแค่คนเดียวเท่านั้น

ขณะที่ประธานในไทย คุณสตีฟ คาร์ไลส์ ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด หรือผลิตภัณฑ์ แต่แน่นอนว่า บางเรื่องยังต้องขึ้นอยู่กับบริษัทแม่บ้าง อาทิเช่น กระบวนการทางวิศวกรรม เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนทั้งหมด ก็คือ ต้องการให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถทำงานได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นด้วย

ตลาดส่วนจีเอ็มไอโอเป็นอย่างไร

ในตลาดนี้ มีประเทศที่มีความแข็งแกร่ง ก็คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรปตะวันตก แต่ว่าเรามองไปที่ประเทศอื่นๆ ที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น ซึ่งเราสามารถทำกำไรได้มากในช่วงที่ผ่านมา และจีเอ็มก็จะเร่งเพิ่มการทำงานในประเทศนั้นๆ ประเทศเกิดใหม่นี้จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต

ภาพรวมตลาดรถยนต์ทั่วโลกปีนี้เป็นอย่างไร

สหรัฐอเมริกาแย่มากๆ ปีนี้คาดว่าตลาดรวมจะเหลือ 10 ล้านคัน จากเดิม 17 ล้านคัน แต่ว่าการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในการซื้อคืนรถเก่าเพื่อให้ซื้อรถใหม่ ก็จะช่วยได้บ้าง

ส่วนจีนโดดเด่นมาก ปีนี้ปรับเป้าใหม่จากเดิม 9.5 ล้านคัน เป็น 11 ล้านคันแล้ว ส่วนเอเชียแปซิฟิก รวมถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดียด้วย อยู่ที่ 24 ล้านคัน ยุโรปก็แย่เช่นกัน ติดลบ 20% เหลือ 10 ล้านคัน รัสเซีย ลบ 50% จาก 3 ล้านคัน เหลือ 1.4 ล้านคัน ส่วนตลาดละตินอเมริกา อย่างบราซิลยังเติบโต และมีความเข้มแข็งรองจากจีน เวเนซุเอลาซึ่งเติบโตมาโดยตลอด แต่เริ่มที่จะอ่อนแอลงบ้างแล้ว

ปีนี้คาดว่าจีเอ็มมีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลก 12% จาก 52 ล้านคัน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว ที่ทำได้ 65 ล้านคัน

ขณะที่ปีหน้าเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร แต่จีเอ็มจะพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ให้ได้ ที่อเมริกา 17-17.5% จีนซึ่งปีนี้สร้างสถิติใหม่ ช่วง 6 เดือน มีส่วนแบ่งตลาด 13.5% เชื่อว่าปีหน้าจะโตขึ้นเล็กน้อย

ส่วนภาพรวมในตลาดอื่นๆ มั่นใจว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เติบโตช้าๆ ในปีหน้า ยกเว้นสวีเดนที่เราขายซาบ (Saab) ออกไป

มองตลาดไทยอย่างไร

แน่นอน ไทยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เราจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับไทยเพียงแห่งเดียว เราต้องมองประเทศอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย อาทิเช่น มาเลเซีย หรือว่า อินโดนีเซีย ที่มีศักยภาพที่ดีเช่นกัน

ทั้งนี้ จีเอ็มต้องการเน้นตลาดอาเซียนมาก เพราะมีศักยภาพที่ดี ซึ่งปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งตลาด ประมาณ 1.5-2% ปีนี้อาเซียนตลาดหดตัวประมาณ 20% แต่คาดว่าปีหน้าตลาดอาเซียน จะกลับขึ้นไปเท่ากับปี 2551 ที่ผ่านมา ส่วนในไทยเรามั่นใจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดระดับ 3.5-4% ได้อย่างแน่นอน

อาเซียนเตรียมให้สิทธิพิเศษด้านภาษี 0% ปีหน้า จีเอ็มเตรียมการอะไรไว้รองรับตรงนี้หรือไม่

เราสนใจและติดตามดูอย่างใกล้ชิด แต่ว่าเรายังเชื่อว่ามีบางประเทศ ที่จะให้สิทธิที่ไม่สมบูรณ์นัก อาทิเช่น มาเลเซีย หรือว่าเวียดนาม

ผลกระทบจากการเข้าสู่แชพเตอร์ 11 ต่อภาพลักษณ์ของจีเอ็ม ถึงวันนี้เป็นอย่างไร

ดีขึ้นมาก เนื่องจากว่าเมื่อ 4-5 เดือนก่อน ซึ่งเรารู้ว่าต้องเข้า แชพเตอร์ 11 จีเอ็มก็เตรียมแผนรองรับ และเมื่อเราสามารถออกมาได้ภายใน 40 วัน ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ สำหรับในภูมิภาคนี้ ไทย และอินเดีย มีผลกระทบบ้างเล็กน้อย ส่วนจีนไม่มีผลอะไรเลย

แผนการลงทุนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในไทย คืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอกู้เงิน ซึ่งทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี และเชื่อว่าจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้ และไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแผนการผลิตปิกอัพพันธุ์ใหม่ของเราด้วย ทั้งนี้ แผนกู้เงินของเรา แน่นอนว่า คงไม่ได้มาจากในไทยเพียงแห่งเดียว จะมีบางส่วนเป็นการกู้จากต่างประเทศด้วย แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในไทย

มีแผนสำรองเรื่องเงินกู้หรือไม่

ไม่มี เรามีเฉพาะแผน เอ และก็ยังคงเดินหน้าแผนเอต่อไป และก็เชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ ซึ่งจีเอ็มมั่นใจว่าทุกอย่างจะสรุปได้ในเร็วๆ นี้ และทำให้แผนการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และปิกอัพใหม่ของเราจะเริ่มต้นได้ภายใน 18-24 เดือนนับจากนี้

ถือว่าล่าช้าจากแผนเดิมหรือไม่

ครับช้าไป 1 ปี อย่างไรก็ตาม แผนการของเราอาจจะมองเฉพาะเรื่องของการกู้เงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองในภาพรวม มองตลาดด้วย ซึ่งขณะนี้ ตลาดรถยนต์หดตัวลงอย่างมาก การดีเลย์ในแผนลงทุนของจีเอ็ม อาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับเวลา

จีเอ็มยังคงเดินหน้าโครงการพลังงานทางเลือกในไทยหรือไม่

เรายังคงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างเครื่องยนต์ทางเลือก แต่ว่าขณะนี้ ยังไม่รู้จะทำตัวไหนออกมา เพราะต้องการรอให้นโยบายของภาครัฐชัดเจนก่อน โดยเฉพาะเรื่องของอี 85 ส่วน อี 20 หรือว่าซีเอ็นจี นั้นค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่จีเอ็มยืนยันว่า เร็วๆ นี้ เราจะมีเครื่องยนต์พลังงานทางเลือกออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน

ณ วันนี้ อะไรคือสิ่งที่จีเอ็มต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแล

อยากให้ดูเรื่องนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องของเอทานอล ให้ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด นอกจากนั้น ต้องการให้ดูในเรื่องของโครงสร้างภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ให้ออกมาในลักษณะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์มีความเข้มแข็ง และแข่งขันได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐดูแลเรื่องของเครือข่ายชิ้นส่วน ให้ความแข็งแรง และแตกต่าง เพื่อสร้างจุดขาย อย่างเช่น โครงการอีโคคาร์ (จีเอ็มไม่ได้เข้าร่วม) ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชิ้นส่วนได้มาก

Tags : จีเอ็ม

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement