หลังจากจีเอ็มใช้เวลา 40 วัน ผ่านกระบวนยื่นพิทักษ์ทรัพย์ หรือแชพเตอร์ 11 ในสหรัฐอเมริกา
จีเอ็มเริ่มต้นเดินหน้าปรับโครงสร้างการทำงาน พร้อมกับการเกิดขึ้นใหม่ของหลายหน่วยงาน รวมถึงจีเอ็มไอโอ หรือ General Motors Intertional Operation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ จีน โดยมี นิค ไรลีย์ นั่งในตำแหน่งประธานบริษัท ควบคู่กับตำแหน่ง รองประธานฝ่ายบริหารจีเอ็ม
ล่าสุด ไรลีย์ เปิดให้สื่อมวลชนไทยสัมภาษณ์พิเศษ ถึงแนวทางของจีเอ็มในอนาคต โครงสร้างใหม่ของจีเอ็มใหม่เป็นอย่างไร
แต่เดิมจีเอ็มมี 4 ส่วนหลัก ปัจจุบันลดลงเหลือ 2 ส่วนเท่านั้น คือ ตลาดอเมริกาเหนือ คือ สหรัฐ อเมริกา แคนาดา รวมถึงเม็กซิโก และอีกส่วนหนึ่ง คือ ประเทศอื่นๆ ทั้งหมด ที่อยู่นอกอเมริกาเหนือ ซึ่งก็คือ จีเอ็มไอโอ
การปรับโครงสร้างใหม่ของจีเอ็มมีหลักการอย่างไร
เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก ลดความซับซ้อนลงให้ได้มากที่สุด ให้เหลือขั้นตอนเดียว เพื่อให้การตัดสินใจต่างๆ ทำได้รวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งผู้จัดการประชาสัมพันธ์ในไทย แต่เดิมมีเจ้านาย 2 คน คือ ประธานในไทย และผู้จัดการประชาสัมพันธ์ประจำภูมิภาค ต่อไปก็จะขึ้นตรงกับประธานในไทยแค่คนเดียวเท่านั้น
ขณะที่ประธานในไทย คุณสตีฟ คาร์ไลส์ ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด หรือผลิตภัณฑ์ แต่แน่นอนว่า บางเรื่องยังต้องขึ้นอยู่กับบริษัทแม่บ้าง อาทิเช่น กระบวนการทางวิศวกรรม เป็นต้น
การปรับเปลี่ยนทั้งหมด ก็คือ ต้องการให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถทำงานได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นด้วย
ตลาดส่วนจีเอ็มไอโอเป็นอย่างไร
ในตลาดนี้ มีประเทศที่มีความแข็งแกร่ง ก็คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรปตะวันตก แต่ว่าเรามองไปที่ประเทศอื่นๆ ที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น ซึ่งเราสามารถทำกำไรได้มากในช่วงที่ผ่านมา และจีเอ็มก็จะเร่งเพิ่มการทำงานในประเทศนั้นๆ ประเทศเกิดใหม่นี้จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต
ภาพรวมตลาดรถยนต์ทั่วโลกปีนี้เป็นอย่างไร
สหรัฐอเมริกาแย่มากๆ ปีนี้คาดว่าตลาดรวมจะเหลือ 10 ล้านคัน จากเดิม 17 ล้านคัน แต่ว่าการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในการซื้อคืนรถเก่าเพื่อให้ซื้อรถใหม่ ก็จะช่วยได้บ้าง
ส่วนจีนโดดเด่นมาก ปีนี้ปรับเป้าใหม่จากเดิม 9.5 ล้านคัน เป็น 11 ล้านคันแล้ว ส่วนเอเชียแปซิฟิก รวมถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดียด้วย อยู่ที่ 24 ล้านคัน ยุโรปก็แย่เช่นกัน ติดลบ 20% เหลือ 10 ล้านคัน รัสเซีย ลบ 50% จาก 3 ล้านคัน เหลือ 1.4 ล้านคัน ส่วนตลาดละตินอเมริกา อย่างบราซิลยังเติบโต และมีความเข้มแข็งรองจากจีน เวเนซุเอลาซึ่งเติบโตมาโดยตลอด แต่เริ่มที่จะอ่อนแอลงบ้างแล้ว
ปีนี้คาดว่าจีเอ็มมีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลก 12% จาก 52 ล้านคัน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว ที่ทำได้ 65 ล้านคัน
ขณะที่ปีหน้าเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร แต่จีเอ็มจะพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ให้ได้ ที่อเมริกา 17-17.5% จีนซึ่งปีนี้สร้างสถิติใหม่ ช่วง 6 เดือน มีส่วนแบ่งตลาด 13.5% เชื่อว่าปีหน้าจะโตขึ้นเล็กน้อย
ส่วนภาพรวมในตลาดอื่นๆ มั่นใจว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เติบโตช้าๆ ในปีหน้า ยกเว้นสวีเดนที่เราขายซาบ (Saab) ออกไป
มองตลาดไทยอย่างไร
แน่นอน ไทยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เราจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับไทยเพียงแห่งเดียว เราต้องมองประเทศอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย อาทิเช่น มาเลเซีย หรือว่า อินโดนีเซีย ที่มีศักยภาพที่ดีเช่นกัน
ทั้งนี้ จีเอ็มต้องการเน้นตลาดอาเซียนมาก เพราะมีศักยภาพที่ดี ซึ่งปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งตลาด ประมาณ 1.5-2% ปีนี้อาเซียนตลาดหดตัวประมาณ 20% แต่คาดว่าปีหน้าตลาดอาเซียน จะกลับขึ้นไปเท่ากับปี 2551 ที่ผ่านมา ส่วนในไทยเรามั่นใจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดระดับ 3.5-4% ได้อย่างแน่นอน
อาเซียนเตรียมให้สิทธิพิเศษด้านภาษี 0% ปีหน้า จีเอ็มเตรียมการอะไรไว้รองรับตรงนี้หรือไม่
เราสนใจและติดตามดูอย่างใกล้ชิด แต่ว่าเรายังเชื่อว่ามีบางประเทศ ที่จะให้สิทธิที่ไม่สมบูรณ์นัก อาทิเช่น มาเลเซีย หรือว่าเวียดนาม
ผลกระทบจากการเข้าสู่แชพเตอร์ 11 ต่อภาพลักษณ์ของจีเอ็ม ถึงวันนี้เป็นอย่างไร
ดีขึ้นมาก เนื่องจากว่าเมื่อ 4-5 เดือนก่อน ซึ่งเรารู้ว่าต้องเข้า แชพเตอร์ 11 จีเอ็มก็เตรียมแผนรองรับ และเมื่อเราสามารถออกมาได้ภายใน 40 วัน ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ สำหรับในภูมิภาคนี้ ไทย และอินเดีย มีผลกระทบบ้างเล็กน้อย ส่วนจีนไม่มีผลอะไรเลย
แผนการลงทุนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในไทย คืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน
ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอกู้เงิน ซึ่งทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี และเชื่อว่าจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้ และไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแผนการผลิตปิกอัพพันธุ์ใหม่ของเราด้วย ทั้งนี้ แผนกู้เงินของเรา แน่นอนว่า คงไม่ได้มาจากในไทยเพียงแห่งเดียว จะมีบางส่วนเป็นการกู้จากต่างประเทศด้วย แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในไทย
มีแผนสำรองเรื่องเงินกู้หรือไม่
ไม่มี เรามีเฉพาะแผน เอ และก็ยังคงเดินหน้าแผนเอต่อไป และก็เชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ ซึ่งจีเอ็มมั่นใจว่าทุกอย่างจะสรุปได้ในเร็วๆ นี้ และทำให้แผนการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และปิกอัพใหม่ของเราจะเริ่มต้นได้ภายใน 18-24 เดือนนับจากนี้
ถือว่าล่าช้าจากแผนเดิมหรือไม่
ครับช้าไป 1 ปี อย่างไรก็ตาม แผนการของเราอาจจะมองเฉพาะเรื่องของการกู้เงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองในภาพรวม มองตลาดด้วย ซึ่งขณะนี้ ตลาดรถยนต์หดตัวลงอย่างมาก การดีเลย์ในแผนลงทุนของจีเอ็ม อาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับเวลา
จีเอ็มยังคงเดินหน้าโครงการพลังงานทางเลือกในไทยหรือไม่
เรายังคงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างเครื่องยนต์ทางเลือก แต่ว่าขณะนี้ ยังไม่รู้จะทำตัวไหนออกมา เพราะต้องการรอให้นโยบายของภาครัฐชัดเจนก่อน โดยเฉพาะเรื่องของอี 85 ส่วน อี 20 หรือว่าซีเอ็นจี นั้นค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่จีเอ็มยืนยันว่า เร็วๆ นี้ เราจะมีเครื่องยนต์พลังงานทางเลือกออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน
ณ วันนี้ อะไรคือสิ่งที่จีเอ็มต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแล
อยากให้ดูเรื่องนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องของเอทานอล ให้ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด นอกจากนั้น ต้องการให้ดูในเรื่องของโครงสร้างภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ให้ออกมาในลักษณะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์มีความเข้มแข็ง และแข่งขันได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐดูแลเรื่องของเครือข่ายชิ้นส่วน ให้ความแข็งแรง และแตกต่าง เพื่อสร้างจุดขาย อย่างเช่น โครงการอีโคคาร์ (จีเอ็มไม่ได้เข้าร่วม) ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชิ้นส่วนได้มาก
Tags : จีเอ็ม
