ความคิดเห็นจากงานสัมมนา "เมื่อราษฎร์ถวายฎีกา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ "
หมายเหตุ : คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาเรื่อง “เมื่อราษฎร์ถวายฎีกา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ" โดย นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา นางปิยะนาถ บุนนาค อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ และนายวีระ สมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสุริชัย หวันแก้ว ผอ.สถาบันวิจัยสังคม มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
นายธงทอง กล่าวว่า ฎีกาในประวัติศาสตร์ไทย ฎีกาในความหมายที่เป็นหนังสือที่ยื่นเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และฎีการ้องทุกข์
"การถวายฎีกาจึงเป็นสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่คงอยู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นช่องทางให้ผู้ต้องโทษอาญาได้ขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ช่องทางการถวายฎีกานี้ต้องไม่ใช่ศาลชั้นที่ 4 การพระราชทานอภัยโทษจึงไม่ใช่การกลับคำพิพากษาของศาล"
โดยผู้ที่ถวายฎีกาจะอ้างถึงคุณงามความดีในอดีต หรือการเจ็บป่วยทุกข์ยากต่างๆ โดยกรมราชทัณฑ์จะทำหน้าที่รวบรวม และนำเสนอฎีกา ของผู้ต้องขังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ประมวลเรื่อง และทำความเห็นประกอบฎีกาต่างๆ ก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อมีพระราชวินิจฉัยตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ โดยทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สำนักพระราชวังจะส่งเรื่องการถวายฎีกากลับมาให้กระทรวงยุติธรรม พิจารณาความเห็นประกอบเกี่ยวกับการถวายฎีกาอีกครั้ง
นายธงทอง กล่าวอีกว่า ในทางจารีตประเพณีนอกเหนือจากการอภัยโทษทางอาญาแล้ว ยังมีการอภัยโทษทางวินัยและโทษทางแพ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจค่อนข้างจำกัด "ทรงปกเกล้า" ไม่ได้ "ทรงปกครอง" แม้การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ แต่อยากฝากข้อคิดว่า การเมืองควรแก้ปัญหาด้วยการเมือง การทำให้การเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ สมควรต้องตรึกตรองด้วยความรอบคอบ เพราะในหลายประเด็นพระมหากษัตริย์ไม่สามารถชี้แจงหรือปกป้องตัวเองได้
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้หรือเหตุการณ์ใด พยายามอย่าให้พระมหากษัตริย์ต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องช่วยกันคิด
นางปิยะนาถ บุนนาค อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ กล่าวว่า ฎีกาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แบ่งเป็น 2 ประเภท 1.ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษ เรียกว่าฎีกานักโทษ เพื่อให้โอกาสผู้ต้องโทษได้กลับตัวเป็นคนดี แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต้องได้รับโทษก่อน 2.ฎีกาขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์หรือร้องทุกข์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่มีรูปแบบและวิธีการแน่นอน
นายวีระ สมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ฎีการ้องทุกข์กับฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และการนิรโทษกรรม มีความแตกต่างกันและไม่ควรนำมาปะปนกัน นิรโทษกรรมคือ ให้เลิกแล้วต่อกัน เป็นเรื่องความผิดทางการเมือง กระทำเป็นการทั่วไป ทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ได้ ในธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์จะคงพระราชอำนาจอภัยโทษไว้ให้เป็นทั้งกฎหมาย และพระราชอำนาจ
ส่วนประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขก็มีอำนาจในการอภัยโทษเช่นกัน โดยถือหลักว่าผู้กระทำผิดรู้สำนึก ได้ชดใช้โทษมาช่วงเวลาหนึ่ง และจะไม่กลับมากระทำผิดอีก ควรให้บุคคลดังกล่าวกลับมาใช้ชีวิตปกติ การอภัยโทษจึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องสาธารณะ โดยราษฎรทุกคนมีสิทธิขอและได้รับการอภัยโทษ
นายวีระ กล่าวอีกว่า อำนาจอภัยโทษเป็นอำนาจสูงสุด อยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมและการเมือง จำเป็นต้องมีการกำหนดขั้นตอน และเงื่อนไขให้ชัดเจนและรัดกุม เพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจไปในทางก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง โดยการอภัยโทษ หรือลดหย่อนโทษ ไม่สามารถกระทำได้ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำผิดอาญา กบฏ ทุจริตคอร์รัปชัน หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีก็ไม่อาจอภัยโทษให้แก่ผู้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมืองได้เช่นกัน หรือในประเทศสเปน กษัตริย์ก็ไม่อาจอภัยโทษแก่รัฐมนตรีที่ผิดอาญาหรือกบฏได้
รศ.สุริชัย หวันแก้ว กล่าวว่า สังคมไทยไม่ได้มีเพียง 2 กลุ่ม เราจึงไม่ควรมาเถียงว่ากันว่าควรหรือไม่ควรถวายฎีกา ที่ผ่านมาเราหวังพึ่งระบบตุลาการจนเกิดตุลาการเกินดุล หรือการหวังพึ่งการเมืองมากจนเกิดการกินรวบ การพิจารณาเรื่องฎีกาโดยไม่สนใจบริบทของสังคมบริโภคนิยม และมีการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีข้ามพรมแดนไม่ได้ เราอยู่ในสังคมพร่ามัว คิดว่าโกงก็ได้ขอให้มีผลงาน จะแก้วิกฤติก็ต้องนิรโทษกรรมเหมายกเข่ง ผู้คนคิดว่าไม่มีอะไรที่มีคุณค่าเป็นสัจธรรม ทุกอย่างขึ้นลงได้เหมือนตลาดหุ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงต่อข้อซักถามว่า การล่ารายชื่อ 1 ล้านชื่อ เพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทำได้หรือไม่
นายวีระ กล่าวว่า ขณะนี้มีการทำเรื่องการถวายฎีการ้องทุกข์มาร่วมกับการขออภัยโทษ และยังโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คดีได้รับการตัดสินแล้ว โดยส่วนตัวมองว่าไม่สามารถกระทำได้ ไม่ว่าจะมีรายชื่อกี่ล้านชื่อก็ตาม และยังเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอีกด้วย ในเบื้องต้นหากไม่แน่ใจว่ากระทำได้หรือไม่ ควรยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
Tags : พระราชอำนาจอภัยโทษ
