ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ให้ความเห็นในงานสัมมนา "ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก" เตือนภัยเศรษฐกิจต้องเผชิญกับดักสภาพคล่อง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 6 ประจำปี 2552 เมื่อวานนี้ โดยมีการเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก” โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริษัท แอ๊ดวานซ์อะโกร จำกัด ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ดร.วีรพงษ์ เห็นว่า ไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอีกหลายปี ไม่ใช่ 5-6 เดือนอย่างที่หนังสือพิมพ์ของประเทศตะวันตกหลอกเรา ฉะนั้นรัฐบาลควรคาดการณ์ว่า เราจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่อยากเห็นก็คือ การมองไปข้างหน้าของรัฐบาลว่ามีเป้าหมายอย่างไร โดยเป้าหมายนั้น จะต้องมีน้อยกว่าเครื่องมือ และถ้าเป้าหมายมีมากกว่าเครื่องมือ ต้องจัดลำดับความสำคัญหรือมียุทธวิธีที่จะแปลเป็นมาตรการเพื่อนำมาใช้
“ยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะฟื้นตัวและพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจดีหรือไม่ เพราะตอนนี้สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นช่วงกับดักสภาพคล่อง และอย่าหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเร็ว เพราะเศรษฐกิจจะกองกับพื้นไปอีกระยะ เพราะมี วัฏจักร ขึ้น 6 ปี ลง 6 ปี” เขากล่าว
ดร.วีรพงษ์กล่าวว่า ไม่เห็นว่ารัฐบาลของสหรัฐอเมริกาจะมีมาตรการอะไร นอกจากการขอเงินจากรัฐสภาเพื่อนำมาใช้ ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทย ที่เป็นอย่างนี้ เพราะไม่มีทฤษฎีอะไรมาอธิบายว่า ควรใช้มาตรการอะไร สำหรับประเทศไทยนั้น ควรเน้นดูแลภาคการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยประเด็นที่สำคัญ คือ การดูแลค่าเงินบาทให้เอื้อต่อภาคการส่งออก ซึ่งแบงก์ชาติ นอกจากไม่ทำหน้าที่นี้แล้ว ยังออกมาพูดว่า ค่าเงินบาทไม่เกี่ยวกับการส่งออกและท่องเที่ยว สำหรับเรื่องของการลงทุนเราคงหวังไม่ได้มาก เพียงแค่ประคองและอย่าหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็ว
“นโยบายของเราควรหันไปทางจีนมากขึ้น ที่ทำได้เร็ว คือ เรื่องของการท่องเที่ยว แต่ก็ยังติดเรื่องปัญหาทางการเมือง และไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งจีนเขาตกใจมาก และไม่ให้นักท่องเที่ยวเขาเข้ามาไทย จุดนี้เราจะทำอย่างไร ก็อยากเห็นจุดมุ่งหมายของรัฐบาลที่แปรเป็นมาตรการที่ชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราเอาจริง” เขากล่าว
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ทุกประเทศใช้นโยบายการขาดดุลงบประมาณมาดูแลเศรษฐกิจตามคำเชิญชวนของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกประเทศก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งกรณีของไทยนั้น มีแนวโน้มว่าระดับหนี้สาธารณะจะสูงถึง 60% ใน 4-5 ปีข้างหน้า หากประเทศใดบริหารจัดการได้ไม่ดี เมื่อเกิดปัญหาก็จะเป็นปัญหาในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้นการปรับตัวของเศรษฐกิจอาจเป็นลักษณะขึ้นๆ ลงๆ หรือเป็นรูปตัว W จึงอยากให้รัฐบาลไทยบริหารจัดการหนี้สินให้ดี ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนให้แก่ระบบเศรษฐกิจในอนาคต
“วิกฤติเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลจะหันมาถือหนี้แทนเอกชน มีการคำนวณคร่าวๆ จากไอเอ็มเอฟว่า หนี้ภาครัฐของประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกลุ่มจี 20 อยู่ในระดับเฉลี่ย 17-18% ของจีดีพี ในปีที่แล้วและปีนี้ แต่จะสูงขึ้นเป็น 100% ของจีดีพีในปี 2011-2012 ฉะนั้นทำให้อดห่วงไม่ได้ว่า มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกจะขาดภูมิคุ้มกัน”เขากล่าวและประเมินว่า ความมั่งคั่งของผู้บริโภคจะลดลงเฉลี่ย 20-100% ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับเฉลี่ย 3.5-3.6% และจะไม่สูงเฉลี่ยที่ 4.9% เท่ากับปี 2004-2007 ฉะนั้น เราต้องรับสภาพว่า เศรษฐกิจโลกจะโตน้อยกว่าอดีต
ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นที่เรียกว่า น่าเป็นห่วง ไม่ถึงขั้นเรียกว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวบ้างแล้ว แต่จะให้ฟื้นตัวมากกว่า รัฐบาลจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องยนต์เดียวที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสี่จะขยายตัวเป็นบวกได้ แต่เป็นอัตราขยายตัวที่ไม่สูงมากหรือสูงในระดับ 4-5% สำหรับปัญหาของภาคการส่งออกนั้น เห็นว่า ค่าเงินบาทยังสามารถสนับสนุนการส่งออกได้ ซึ่งแบงก์ชาติก็จะต้องดูแลค่าเงินให้เป็นไปตามประเทศเพื่อนบ้านอยู่ไม่ให้เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าเกินไป
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนสู่โลกาภิวัตน์ที่มีพลวัตมากขึ้น ที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมีการกระจายไปยังประเทศอื่นๆ จากขั้วเศรษฐกิจเดิมสู่เศรษฐกิจเอเชีย แต่เศรษฐกิจโลกก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน (Globalization of Risk) ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ในระยะต่อไปจำเป็นเริ่มต้นจากการสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศก่อน โดยต้องคำนึงถึง 4 ปัจจัยสำคัญ คือ การมีระบบธรรมาภิบาลที่ดี การสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคมที่ยั่งยืนสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
กงกฤช หิรัญกิจ กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวไทย ซึ่งปัญหาที่ผ่านมา ถือว่า ทำให้ภาคการท่องเที่ยวตกต่ำสุดในรอบ 49 ปี ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้วงการท่องเที่ยวคาดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกลดลง 4% และจากปัจจัยเหล่านี้ จึงคาดว่าในปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.1 ล้านคน เหลือ 10.8 ล้านคน หรือลดลง 22.8% โดยที่รายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่า จะลดลง 35% จากที่คาดว่าจะมีรายได้ 540,000 ล้านบาท เหลือเพียง 350,000 ล้านบาท
“เชื่อว่าในไตรมาสสามของปีนี้ การท่องเที่ยวจะลดลงอีก เนื่องจากไข้หวัด 2009 เพิ่งเข้ามา ราคาค่าบริการของธุรกิจท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 12% เนื่องจากการแข่งขันของแต่ละประเทศในภูมิภาค โดยเม็ดเงินท่องเที่ยวอาจหายไปถึง 1.9-2 แสนล้านบาท” เขากล่าว

ความคิดเห็นที่ 14
มรรค๘ , 24 กรกฎาคม 2552 20:45
สรุปว่าความสำคัญของรัฐบาล อยู่ที่การสมานฉันท์ และการป้องปราบไข้หวัดใหญ๋ ของคนในชาติให้ได้ก่อน แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นเองได้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องจอดข้างทางแน่
ความคิดเห็นที่ 13
คนมีปัญญาก็ปาก-มาเป็นเหมือนกันนะโว้ย , 24 กรกฎาคม 2552 20:29
คุณ Mango ครับ
ที่ ดร. โกร่งบอกให้ดูเรื่องการส่งออกก่อน เค้าพูดถูกแล้วครับ เพราะไทยส่งออกเป็นหลักรายได้มาจากการส่งออกกว่า 70% ส่วนจีนก็ถูกแล้วนี่ครับส่งออกแค่ 20% ส่วนอีก 80% ของรายได้ที่เหลือเป็นการลงทุนจากต่างชาติและการบริโภคในประเทศ ซึ่งการที่จีนมีประชากรหลัก 100 ล้านคน การส่งออกไปจีนซึ่งมีการผลิตและการบริโภคสูงถึง 80% ของ GDP จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ไม่ได้นั่งเทียนตรงไหน
คงมีแต่คนวิจารณ์ส่งเดชมากกว่า ที่หลับหูหลับตาพูดไม่ได้มีหลักการอะไรเลยซักนิด ว่างๆ ไปร้านสัก บอกเขาขอสักรอยหยักในสมองเพิ่มบ้างก็ดีนะครับ
ความคิดเห็นที่ 12
D , 24 กรกฎาคม 2552 17:43
ความเห็นที่ 5. จีนน่ะสัดส่วนการส่งออกปรมาณ 60 % ไปเอาข้อมูลที่ไหนมา ไปว่า อ. วีรพงศ์ สมองคุณ น่ะสงสัยราบเรียบไม่มีรอยหยักเลย ก็เราตอนนี้ที่สัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้น ก็เพราะต้องเร่งส่งออกเอาเงินไปใช้หนี้ ไอเอ็มเอฟ ที่พวก ปชป.มัน * ้เค้ามาอะดิ สัดส่วนเลยสูงขึ้น dual track ที่ ทักษินเค้าคิดริเริ่มไว้น่ะพอจะทำดันมาเอจพวกสารเลวมารัฐประหาร ซะนี่ เราต้องเน้นการบริโภคในประเทศด้วยลดสัดส่วนการส่งออกให้ลงมาเท่ากันก่อน ส่วนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ผมว่าตอนนี้เราต้องมากระตุ้นการใช่จ่ายในประเศก่อน เราต้องซื้อกันเองก่อน ดูอเมริกา เค้า buy america จีน เค้า buy china แล้วเราล่ะจะอยู่จุดไหน ทำอย่างไร ไม่เห็นอภิสอทธ์พูดถึง มันจบอะไรมาอะ รร.วัดไหนอะ ดีแต่พ่นน้ำลาย พูดอะไรก้ไม่มีอะไรใหม่ๆเหมือนพูดตามกระดาษ พุดก็รู้แล้วว่า ไม่มีกึ๋น ทำไม่ได้ก็ยื้อ อยู่นั่น เบื่อจิงๆไอพวกนี้ไอพวกอยู่กับความสมจิง ความฝัน อุดมคติ โลกเปลี่ยนไปแล้ว ยังโง่อยู่ได้ คาสิโน ทำเค้าไปสิ เก็บภาษี จะได้เอาเงินมาทำอย่างอื่น เงินจะได้ไม่รั่วไหล มีแต่พวกโง่ๆๆๆๆๆๆคัดค้าน คุณก็ไปเกิดตามเกาะดิ นอกแผ่นดินใหญ่ เกาะก็เยอะ หรือเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว พวกโง่แต่ปากดีอวดฉลาด ปชป. พวกที่เชื่อ โง่กว่า
ความคิดเห็นที่ 11
thailand , 24 กรกฎาคม 2552 17:42
ข้อความนี้เขาเรียกว่า วิเคราะห์จากข้อมูลและประสบการณ์ให้เห็นแล้วให้นายกไปดูไปทำงานต่อ ถ้านายกดูแล้วไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไร ส่วนความคิดเห็นที่ 5 เขาให้ดูเรื่องส่งออกก็ถูกต้องแล้ว การค้าขายต้องคิดหาหนทางสิเลือกอยากจะมาเป็นผู้บริหารแต่มาบอกว่าตลาดมันหด ตอบแบบนี้ลาออกไปเหอะให้คนของพรรคอื่นเขามาทำดีกว่า การค้าขายต่างประเทศเขาก็ดูหน้าตานายกนะ(ไม่ใช่หล่อแล้วต่างประเทศเขาจะคบด้วยนะ)คิดอย่างนั้นนะฟาย พยายามทำงานให้มากๆหน่อยนะขอบอก
ความคิดเห็นที่ 10
เบื่อพวก.... , 24 กรกฎาคม 2552 13:39
สัมมนานี้ ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งไปเชิญเขามาให้ความคิดเห็น ซึ่งเขาก็แสดงความคิดเห็น ตามข้อมูลและเหตุผลที่เขามีอยู่ แต่พวกที่วิจารณ์เขาเสียๆหายๆ น่าสงสัยว่า วิจารณ์โดยใช้อะไรอ้างอิง
เขาก็พูดถูก เรื่องต้องเน้นการส่งออก ก็รายได้ 70% ของเราอยู่ที่การส่งออก ไม่สำคัญเรื่องนี้ แล้วไปเน้นตัวรายได้ 30%หรือ? รายได้หลัก 70% ต้องรักษาไว้ให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ลดหรือ?
เรื่องชลประทาน พูดกันนักพูดกันหนา ควรพัฒนาสร้างโน่นสร้างนี่ จริงๆแล้ว ถูกทั้งหมดหรือไม่ น้ำดี ผลผลิตเกษตรสูง เกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงหรือ? ทำไมไม่คิดว่า จะมีม๊อบชาวนา ม๊อบ... ออกมาเต็มไปหมด ผลผลิตมากไป ไม่มีความต้องการมารองรับ ปํญหาอาจมากกว่าเดิม หวังว่า โครงการที่รัฐบาลคิดอยู่ คงรู้นะว่า ควรลงเงินไปแค่ไหน จึงจะเหมาะสม
ความคิดเห็นที่ 9
เบื่อพวก.... , 24 กรกฎาคม 2552 13:28
สัมมนานี้ ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งไปเชิญเขามาให้ความคิดเห็น ซึ่งเขาก็แสดงความคิดเห็น ตามข้อมูลและเหตุผลที่เขามีอยู่ แต่พวกที่วิจารณ์เขาเสียๆหายๆ น่าสงสัยว่า วิจารณ์โดยใช้อะไรอ้างอิง
เขาก็พูดถูก เรื่องต้องเน้นการส่งออก ก็รายได้ 70% ของเราอยู่ที่การส่งออก ไม่สำคัญเรื่องนี้ แล้วไปเน้นตัวรายได้ 30%หรือ? รายได้หลัก 70% ต้องรักษาไว้ให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ลดหรือ?
เรื่องชลประทาน พูดกันนักพูดกันหนา ควรพัฒนาสร้างโน่นสร้างนี่ จริงๆแล้ว ถูกทั้งหมดหรือไม่ น้ำดี ผลผลิตเกษตรสูง เกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงหรือ? ทำไมไม่คิดว่า จะมีม๊อบชาวนา ม๊อบ... ออกมาเต็มไปหมด ผลผลิตมากไป ไม่มีความต้องการมารองรับ ปํญหาอาจมากกว่าเดิม หวังว่า โครงการที่รัฐบาลคิดอยู่ คงรู้นะว่า ควรลงเงินไปแค่ไหน จึงจะเหมาะสม
ความคิดเห็นที่ 8
ไม่เก่งเท่าแต่ รู้เท่าทัน , 24 กรกฎาคม 2552 12:29
ทำไมไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงบ้างครับท่าน
เมื่อการบริโภคมันหด ก็รู้จักกิน้อยใช้น้อยบ้างสิครับ ระวังจะท้องแตกตาย
แล้วท่านจบดอกเตอร์มากี่ปีแล้ว เคยไปศึกษาหลักการใหม่บ้างรึเปล่า ผมก็จบเศรษฐศาสตร์ มา คงไม่เก่งเท่าทั่น แต่ผมแค่รู้เท่าทันเท่านั้นเอง
เงินมีน้อยก็กินน้อย ใช้น้อยไงครับทั่น
ความคิดเห็นที่ 7
น่าเบื่อ , 24 กรกฎาคม 2552 12:26
น่าเบื่อมีแต่วิจารณ์ ไม่ได้บอกวิธีแก้ไขใหม่ๆ ก็เห็นทุกรัฐบาลก็ดูแลส่งออก ท่องเที่ยว อยู่แล้ว แบงค์ชาติก็ดูแลค่าเงินบาทอยู่
ความคิดเห็นที่ 6
nok , 24 กรกฎาคม 2552 10:58
จะจำและคอยดูว่าใครวิเคราะห์ผิด หรือใครวิเคราะห์ผถูก กันแน่
ความคิดเห็นที่ 5
Mango , 24 กรกฎาคม 2552 10:56
เบื่อวีรพงษ์พวกที่ดีแต่วิจารณ์เป็น ดร ซะเปล่า แต่รอยหยักนิดเดียว
บอกว่าให้ดูแลเรื่องการส่งออกทั้งที่คู่ค้าของเราแย่จะตายอยู่แล้ว โง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่
ประเทศจีนส่งออกเขาแค่ 20 % ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยส่งออก 70 % ของ GDP
หัดหาข้อมูลซะมั่งดีกว่านั่งเทียนวิจารณ์อย่างเดียว
ความคิดเห็นที่ 4
= = , 24 กรกฎาคม 2552 10:36
***จะได้มีเวลาไปเอาตัวอย่างแปลกๆที่อวกาสมาทดลองหาวิทยาการใหม่ๆอ่ะดีที่สุดจะได้พัฒนาไวดี
ความคิดเห็นที่ 3
= = , 24 กรกฎาคม 2552 10:35
***คงอีกนานมั้งครับกว่านักศึกษาไทยจะสร้างยานไปสำรวจโลกพระจันทร์หรือดาวอังคารกับเขาบ้างเพื่อจะได้เจออะไรแปลกๆกับเขาบ้างจะได้ไม่ต้องมางมงายเชื่อโฆษณาชวนเชื่อกันอ่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 2
= = , 24 กรกฎาคม 2552 10:33
***ประเทศไทยจะว่าไปไม่ประสบปัญหาเศรษฐกิจโลกอะไรหรอกครับผู้ที่ประสบปัญหาจริงๆก็นายทุนไม่กี่รายซึ่งหมดมุขหลอกมั้งครับเพราะรุ่นเสี่ยทักษินทำซะ1/3/6ระดับ6หยุดการผลิตและการบริโภคไปเลยจะว่าไปก็เก่งดีอ่ะครับเพราะอยู่ต่ออีก5ปีคนทั้งอีสานและเหนือจะได้เป็นคนงานของรัฐโดยตรงแล้วมั้งครับเพื่อการปฎิรูป2ภาคนี้เหตุที่ไม่ทำชลประทานให้ดีและเหตุที่ต้องหลอกใจชาวเหนือเพื่อเอาไว้เป็นแหล่งที่ตั่งเพื่อทำอะไรพลาดก็ไม่มีอะไรมากคนฉลาดเขาต้องมีความพร้อมส่วนซื่อบื้อก็จะยึดคติเขาว่ามาเขาบอกมาแทบทั้งนั้นไม่มีอะไรมากพอดีเขาว่ามาเขาบอกมามันใช้ไม่ค่อยได้กับคนหัวรั้นอ่ะจิครับถ้าเป็นการทำงานที่จริงรัฐบาลชุดนี้น่าจะขอนางฮิลลาลีให้ช่วยรับเสี่ยไปทำงานเป็นนายกรัฐใดรัฐ1ในอเมริกานะครับเพราะลองวิทยานิพนของ จอร์ท บุท และบิล คลินตัน มาทั้งดุลเลยและเอามาใช้กับไทยอีกคงกำลังคิดว่าล้วทำไมไม่เหมือนอเมริกามั้งครับช่างเป็นคนที่เคร่งครัดกับตำราเรียนมากมากเลยสำหรับนายกคนนี้เก่งจริงๆลอกมาได้แต่ถ้าอยู่เมืองไทยเขาจะให้สอบตกและพักการเรียน2ปีมั้งครับเพราะดันไปลอกเขามาไร้ความคิดที่จะบริหารเมืองไทยทั้งสภาพภูมิประเทศ ประชาชนและอื่นๆมันเหมือนกันตรงไหนก็ไม่รู้ท่าทางลูกสาวนเสี่ยต้องหาเวลาชวนพ่อออกไปเดินดูนอกบ้านบ้างว่าอากาสโลกภายนอกมันดีน้าดีกว่าวันๆอยู่ในสภาและในบริษัทอ่ะครับ โลกความจริงกับในตำรามันคนล่ะโลกกันเลยเรียนมาแต่ไม่รู้หรอกว่าที่เรียนมาใช้ทำอะไรอย่างแคลคูลัสหรือตรีโกณใช้เวลาไป6ปีเพื่ออะไรเพื่อที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังออกแบบล้อเลื่อนยานอวกาสได้เงินรางวัล100ล้านบาทแบบที่เขาโฆษณาชวนเชื่อเมื่อ10ปีที่แล้วไงครับตื่นเต้นจนตัวสั่นเลยเรียนจบมาได้ทำแน่ๆเฮอเฮอ จนบัดนั้นและบัดนี้คนไทยยังไปทำเอาเงินรางวัลไม่ได้สักคนทั้งๆที่เรียนมาเหมือนกันแต่ทำไมไม่มีงานทำทั้งๆที่เสียค่าเล่าเรียนรวมกันทั้งประเทศกว่าหลายแสนล้านแต่เพื่อเอา1คนไปหาเงินรางวัล100ล้านโฆษณาชวนเชื่อชัดๆเฮอเฮอจะบอกว่าคนไทยทำเองได้หรือครับไม่ได้หรอกครับความคิดไม่พอมั้งเพราะหากมีเมื่อไรประเทศพัฒนาไปตั่งนานแล้วไม่ต้องมาเดินปิดถนให้รถติดเล่นมั้งครับที่ๆประท้วงก็มีอย่างรอบนอกก็หน้าอำเภอเลยครับเดี๋ยวนักข่าวเขาก็จะรีบไปทำข่าวให้อยู่ล้วเพราะเขาอยากขายข่าวหรืองานต่างๆก็มีกระทรวงต่างๆไปออกันหน้ากระทรวงที่ตัวเองเดือดร้อนนักข่าวก็ไปทำข่าวช่วยท่านกันอยู่แล้วสำหรับถนนถ้าเป็นแนวจรรโลงสังคมไปในทางที่ดีก็ว่าไปอย่างอันนั้นอ่ะดีน่าสนับสนุน
ความคิดเห็นที่ 1
หนา , 24 กรกฎาคม 2552 10:06
อ่านดูแล้วก็ไม่มีมุมุมองอะไรใหม่ เรื่องที่พูดมาข้างต้น มีคนพูดกันมากแล้ว ยกเว้นเรื่องคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างในปีต่อไป ซึ่งยังไม่รู้ว่าใครคาดผิดหรือคาดถูก เพราะยังไม่ถึงเวลานั้น มีแต่สัมมนากันทุกวัน แต่ไม่เห็นว่ามีการเอาข้อมูลแลพตัวเลขจริงมาวิเคราะห์กันให้เห็นเป็นรูปธรรม เวลานี้ที่อเมริกาเขายังไม่กล้าพูดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นจริงเมื่อไหร่ ทั้ง ๆ ที่มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกเป็นสิบ ๆ มีแค่พูดว่าจะมีคนว่างงานในปีหน้าเท่าไหร่ ซึ่งเขามีข้อมูลคนตกงานจริง ๆ เป็นสถิติ แล้วก็คาดไปข้างหน้า ไม่ใช่คาดแบบเดาสุ่มแบบเรา