จับตาปฏิรูปที่ดินที่รัฐบาลเตรียมผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใช้แทนพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และพ.ร.บ.บำรุงท้องที่ทั้งหมด
รัฐบาลเตรียมผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ทั้งหมด ซึ่งกระทรวงการคลังแก้ไขร่างกฎหมายล่าสุด และเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา พระราชบัญญัติดังกล่าวมีทั้งสิ้น 81 มาตรา โดยมีมาตราที่น่าสนใจดังนี้
หลักการและเหตุผล
โดยที่กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินและกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว การจัดเก็บภาษีตามกฎหมายทั้งสองฉบับไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการประเมินภาษีตามกฎหมายทั้งสองฉบับไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินคิดคำนวณจากค่ารายปีของโรงเรือน
ส่วนภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่คิดคำนวณจากราคากลางของที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับประกอบภาษีบำรุงท้องที่ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินการและการปฏิบัติการในเรื่องต่างๆ ยังแตกต่างกัน สมควรยกเลิกกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว และให้ใช้กฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน โดยประเมินฐานภาษีจากมูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง และจัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสมควรกำหนดให้การดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475
(2) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475
(3) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2485
(4) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534
(5) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2543
(6) พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508
(7) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 156 ลงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2515
(8) พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2516
(9) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2524
(10) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2529
(11) พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2543
(12) พระราชบัญญัติกำหนดราคาปานกลางที่ดิน สำหรับประเมินภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2529
มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
(1) ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์
(2) ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบทรัพย์ฝ่ายพระมหากษัตริย์ ที่มิได้ใช้หาประโยชน์
(3) ทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาประโยชน์
(4) ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนาญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ซึ่งประเทศไทยมีข้อผูกพันที่ต้องยกเว้นภาษีให้ตามอนุสัญญาหรือความตกลงอื่นใด
(5) ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการสถานทูตหรือสถานกงสุลของต่างประเทศ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน
(6) ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย
(7) ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าของศาสนาใดที่ใช้เฉพาะเพื่อการประกอบศาสนกิจหรือกิจการสาธารณะ หรือทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่ของสงฆ์ นักบวช หรือบาทหลวง ไม่ว่าศาสนาใด หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้า ทั้งนี้ เฉพาะที่มิได้ใช้หาประโยชน์
(8) ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสุสานสาธารณะหรือฌาปนสถานสาธารณะ โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
(9) ทรัพย์สินของเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจเฉพาะส่วนที่ได้รับยินยอมให้ทางราชการหรือประชาชนใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ของทรัพย์สินนั้นมิได้ใช้หรือหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินนั้น
(10) ทรัพย์สินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงร่วมกันเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้บังคับได้
หมวด 3 ฐานภาษี อัตราภาษี และการคำนวณภาษี
มาตรา 21 ฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์รวมกับมูลค่าของทรัพย์สินอื่นอันติดกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ที่มีลักษณะถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง
การคำนวณราคาประเมินทุนทรัพย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นฐานภาษี
(2) ที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรวมกับราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานภาษี
(3) ห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นฐานภาษี
การกำหนดมูลค่าทรัพย์สินอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของทรัพย์สินอื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ราคาประเมินทุนทรัพย์ตามวรรคสองให้หักค่าบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) สิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดที่มีอายุตั้งแต่หนึ่งปีจนถึงสิบปี ให้หักค่าบำรุงรักษาแต่ละปีในอัตราร้อยละหนึ่งต่อปี โดยเพิ่มขึ้นตามอายุของสิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดนั้น
(2) สิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดที่มีอายุตั้งแต่สิบปีขึ้นไปให้หักค่าบำรุงรักษาร้อยละสิบ
มาตรา 22 ราคาประเมินทุนทรัพย์ตามมาตรา 21 ให้เป็นไปตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ โดยไม่หักค่าเสื่อมราคาสิ่งปลูกสร้าง
ในกรณีที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาประเมินทุนทรัพย์ระหว่างปี ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นฐานในการคำนวณสำหรับปีถัดจากที่ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาประเมินทุนทรัพย์นั้น
มาตรา 23 เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้กรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ แล้วแต่กรณี ส่งหรือจัดให้มีการส่งบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ตามมาตรา 21 ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดประกาศใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ และส่งราคาทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดภายในสามสิบวันนับแต่ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 24 อัตราภาษีที่จัดเก็บตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอัตราภาษี ดังนี้
(1) อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนอกจาก (2) และ (3) ไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าของฐานภาษี
(2) อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน โดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหนึ่งของฐานภาษี
(3) อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าของฐานภาษี
ทั้งนี้ การลดอัตราภาษีสำหรับทรัพย์สินบางประเภทเป็นอย่างอื่น นอกจากที่กำหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้ตามพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 25 ให้มีคณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่งดังกล่าวแต่งตั้งไม่เกินจำนวนสามคน ผู้แทนนายกเทศมนตรีหรือนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการ
ให้ผู้ที่อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ และกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา 29 ในกรณีที่ดินที่ต้องเสียภาษีเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควรแต่สภาพที่ดิน ในสามปีแรก ให้เสียภาษีในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนดตามมาตรา 24 (1) ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และหากยังมิได้ทำประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มอีกหนึ่งเท่าในทุกสามปี แต่ไม่เกินร้อยละสองของฐานภาษี
การพิจารณาว่ามีการทำประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 33 ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีแทนผู้เสียภาษี
(1) ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ในกรณีที่ผู้เสียภาษีถึงแก่ความตาย
(2) ผู้จัดการทรัพย์สิน ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องสาบสูญ
(3) ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี
บทเฉพาะกาล
มาตรา 78 บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินและกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับสำหรับการจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระ หรือที่ต้องคืนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับจัดเก็บภาษี
มาตรา 80 เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ให้มีการบรรเทาภาษีเฉพาะภาษีส่วนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีบำรุงท้องที่ รวมทั้งผู้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่มาก่อน ให้ชำระภาษีในปีที่หนึ่งถึงปีที่สองตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(1) สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีเพิ่ม
ปีที่หนึ่ง ให้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่ากับภาระภาษีเดิมที่พึงเสียในปีที่ล่วงมาแล้ว รวมกับร้อยละห้าสิบของภาษีที่เพิ่มขึ้น
ปีที่สอง ให้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่ากับภาระภาษีเดิมที่เสียในปีที่หนึ่งรวมกับร้อยละเจ็ดสิบห้าของภาษีที่เพิ่มขึ้น
(2) สำหรับผู้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีบำรุงท้องที่มาก่อนให้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้
ปีที่หนึ่ง ให้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละห้าสิบของภาษีที่ต้องเสีย
ปีที่สอง ให้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละเจ็ดสิบห้าของภาษีที่ต้องเสีย

ความคิดเห็นที่ 10
อ๋อม , 16 พฤศจิกายน 2553 01:00
การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ในปัจจุบัน ให้ใช้ราคาปานกลางปี 21-24 เช่นที่เก็บอยู่คือ ไร่ละ 22 บาท ถ้าประกอบกสิกรรมประเภทล้มลุกเอง เก็บได้ไม่เกินไร่ละ 5 บาท ให้เช่าประกอบกสิกรรมประเภทล้มลุก เก็บครึ่งนึง คือ 11 บาทต่อไร่ และที่ว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์อะไรคือเก็บสองเท่า = ไร่ละ 44 บาท
ภาษีโรงเรือน ใช้ค่ารายปีที่ประเมินโดยไม่มีอัตราตายตัวแล้วแต่ แต่ละทีจะพิจารณาโดยคณะกรรมการ และหรือใช้อัตราค่าเช่าที่ทรัพย์สินสมควรให้เช่าได้ต่อปีมาคำนวณเก็บร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี เช่น ให้เช่าบ้านเดือนละ 1000 ปีละ 12000 เก็บภาษี 1500 บาทต่อปี
ถ้ามองในมุมมองที่มีทฤษฎีอ้างอิงมักจะมองในแง่ ผู้ผลิตหรือผู้ขายสามารถผลักภาระภาษีไปที่ผู้บริโภคได้ แต่เท่าที่สังเกต ร้านค้าย่อยๆ ที่ไม่ได้มีกิจการใหญ่โตเป็นกิจการที่พอประทังชีวิตได้ มักจะมีสัดส่วนรายจ่ายกับรายรับไม่ห่างกันมาก ไม่ทราบว่าจะสามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคเช่นขึ้นราคาเช่นข้าวแกงจาก 25 บาทไปเป็น 30 บาทได้อย่างไร ก็คงจะได้ แต่จะมีคนรับประทานหรือเปล่าก็อีกเรื่อง อีกทั้งการให้อำนาจในทางด้านกฎหมายที่จะปฏิบัติต่อผู้หลีกเลี่ยงภาษีก็คลุมเครือไม่ชัดเจน ยากต่อการปฏิบัติ หน้า ด้าน ไปประเมิน ไปทวง เขาไม่ยื่นแบบ ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ก็จบ ทำอะไรเขาไม่ได้ ถามที่ไหนก็ให้คำตอบได้ไม่ชัดเจนในด้านการดำเนินกฎหมาย ทำให้ต้องประเมินภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อใช้ต่อรองให้ผู้เสียภาษียอมจ่าย เมื่อไหร่จะมีการพัฒนาซักที เจ้าหน้าที่ก็ทำงานลำบากเช่นกัน ถ้าคิดจะตั้งกฎหมายอะไรขึ้นมาใหม่ละก็ คิดเผื่อไปด้วยละกันว่าจะให้อำนาจในการดำเนินการทางด้านกฎหมายอย่างไร บางทีตั้งอัตรากันมาแล้ว ไปเจอสภาพปลูกเพิงขายส้มตำ จะต้องเก็บทั้งภาษีโรงเรือน ค่าใบอนุญาตประกอบกิจการฯ ค่าใบอนุญาตสะสมอาหาร ภาษีป้าย นี่แค่ท้องถิ่นเก็บนะ ยังไม่รวมสรรพากร ยิ่งเก็บยิ่งหนักใจ ความไม่เป็นธรรมในด้านนโยบาย
ออกกฎหมายมาที ใครละจะเป็นคนพิจารณาอัตราภาษี การประเมินต่างๆ บางทีอยู่กรุงเทพ คิดเผื่อต่างจังหวัด มันก็มองไม่เห็นภาพ ครั้งจะให้จังหวัดใคร จังหวัดมันเป็นคณะกรรมการประเมิน ก็ตกอีรอบเดิม ประเมินสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วก็ขาดความยุติธรรม
ความคิดเห็นที่ 9
นพดล , 25 สิงหาคม 2552 11:40
ตกลงข้อความใน " (3) อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าของฐานภาษี " นั้นเขียนผิดหรือไม่ โดยเท่าที่ทราบ อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมนั้นจัดเก็บไม่เกินร้อยละ ศูนย์จุดศูนย์ห้า ไม่ใช่หรือครับแล้วในส่วนของที่ว่าหากมีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินหนึ่งล้านบาทจะไม่เสียภาษีนั้นข้อความในส่วนนี้ตกหล่นอยู่ไหนครับ
ความคิดเห็นที่ 7
ผู้ดู , 9 กรกฎาคม 2552 04:23
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 1 .....ไม่ตัองการให้นำรายได้ส่วนนี้ไปลดแลกแจกแถม เพราะดูท่าประเทศไทยจะเสพติดประชานิยมเข้าแล้ว ต่อไปคงจะแจก/อุดหนุนมากขึ้นเรื่อยๆ
ความคิดเห็นที่ 6
หัวก้าวหน้า , 8 กรกฎาคม 2552 19:03
เงินภาษีที่ดินที่เก็บได้นี้ส่วนนึงควรบำรุงท้องถิ่น แต่อีกส่วนหนึ่งควรนำไปใช้จัดตั้งเป็นกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อความเสมอภาคในการถือครองทรัพย์สิน ช่วยให้เกษตรกรยากจนในชนบทมีโอกาสถือครองที่ดินแบบรวมกลุ่มมากขึ้น (โฉนดชุมชน) และช่วยให้คนจนในเขตเมืองมีโอกาสมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงมากขึ้น
ความคิดเห็นที่ 5
แย่ , 8 กรกฎาคม 2552 15:20
คาดว่าจะมีความไม่โปร่งใสในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเกิดขึ้น(เส้นใหญ่ประเมินถูก) นอกจากนี้มีช่องโหว่สำหรับพื้นที่ถือครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต่างๆ (ในเมือง ที่ป่าเสื่อมโทรม ที่ป่าสงวน สปก) ที่บุคคลมีเส้นทั้งหลายนิยมกัน คาดว่าในที่สุดก็ให้ชนชั้นกลางในเมืองแบกรับภาษีนี้อีกตามเคย พวกมีที่ดินพันไร่บนเกาะส่วนตัวรอดตัวอีกครั้ง แถมมีโอกาสกดดันเกษตรกรเจ้าของที่ดินให้ต้องขายที่ให้นายทุนต่างประเทศอีกด้วย รัฐบาลนี้ทำลายฐานเสียงตัวเองชัดๆ ก่อนเก็บภาษีเพิ่มไปหาทางหยุดการรั่วไหลของงบปะมาณหรือการใช้เงินแบบค่าใช้จ่าย 10 บาทให้ประชาชนออก 45 บาทก่อนดีกว่า ไม่งั้นคราวนี้ท้องถิ่นโกงกันสนุกอีกรอบ
ความคิดเห็นที่ 4
กมลา , 8 กรกฎาคม 2552 13:49
ภาษีนี้ต้องเก็บกับอสังหาริมทรัยพ์ทั้งที่ไม่ทำประโยชน์ หรือทำประโยชน์อยู่แล้ว บ้านหรือคอนโดมิเนียมที่มีคนอยู่อาศัยก็ต้องเก็บด้วย ไม่ใช่เก็บเฉพาะอสังริมทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่านั้น แล้วกระทรวงการคลังต้องออกมาประชาสัมพันธ์ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เอาแต่พูดเรื่องจะขายพันธบัตรเท่านั้น แล้วทำไมจึงให้อำนาจพวกคลังประกาศอัตราภาษี ควรจะให้ผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนดจึงจะถูก กระทรวงการคลังไม่ใช่ผู้แทนราษฎร
ความคิดเห็นที่ 3
วัชระ , 8 กรกฎาคม 2552 13:42
ถ้าจะเอาการเก็บภาษีจากเมืองนอกมา ก็เอามาใช้ให้ครบ ไม่ใช่ทำแค่เก็บภาษี แล้วเอาเงินไปใช้ตามใจชอบ
ความคิดเห็นที่ 2
วาน , 8 กรกฎาคม 2552 13:39
เงินนี้ไม่ใช่ของกระทรวงการคลัง ขืนเอาไปให้คลังก็เอาไปใช้ในเรื่องที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ประชาชนในท้องถิ่นแน่นอน ซึ่งผิดหลักการเก็บภาษีทรัพย์สินอยู่แล้ว เดี๋ยวคลังเอาไปให้สถาบันการเงินที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลังที่เจ๊งเพราะผู้ใหญ่คลังเป็นประธานหรือเป็นกรรมการ หรือไปเพิ่มเงินเพือนให้รัฐวิสาหกิจ ผมคิดว่าผู้ที่เสียภาษีนี้ต้องไม่ยอมให้คลังเอาไปใช้วัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เอาไปสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นโดยตรง
ความคิดเห็นที่ 1
วิญญู , 8 กรกฎาคม 2552 09:56
การเก็บภาษีทรัยพ์สินพวกนี้ ควรจะต้องให้เป็นรายได้เพื่อบำรุงท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นรายได้ของกระทรวงการคลังหรือส่วนกลาง เพราะจะต้องนำรายได้นี้ไปบำรุงท้องถิ่นที่ทรัพย์สินนี้ตั้งอยู่ เช่น เอาไปบำรุงโรงเรียน ตั้งโรงพยาบาล ทำถนน ทำแสงสว่าง ทำท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอย่างอื่นของท้องถิ่น ในใบเสร็จค่าภาษีควรจะบอกด้วยว่าเอาไปบำรุงแต่เรื่องเท่าไหร่ เหมือนเมืองนอก ไม่ใช่เก็บภาษีทรัพย์สินแล้วเอาไปให้รัฐวิสาหกิจใช้ หรือเอาไปใช้ในโครงการแจกฟรีของรัฐบาลกลาง หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการทำความเจริญให้ท้องถิ่น เรื่องการใช้เงินจะต้องพูดไว้ให้ละเอียด และภาษีทรัพย์สินเป็นเรื่องการบริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เอาเงินไปให้รัฐบาลเอาไปใช้แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาแบบที่เป็นอยู่