หลังจากเกิดเหตุการณ์ประท้วงของสหภาพฯ (สรทท.) วีระศักดิ์ เปิดใจต่อประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว และยอมรับว่าบางอย่างได้ล้วงลูกจริง
“วันนี้ผมไม่กลัวกระสุน แต่มีอะไรอยู่เบื้องหลังดินปืนของเขาผมไม่รู้ วันนี้ถ้าผมยังมีประโยชน์กับประเทศชาติอยู่ ผมก็อยู่ ผมไม่สนใจแล้วกับปัญหาการประท้วงนี้ เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและประเทศชาติ”
ปัญหาโบนัส สิ่งที่ไม่ได้ก่อแต่ต้องทำ
หลังจากเกิดเหตุการณ์ประท้วงของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สรทท.) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยข้อกล่าวหาว่า เขาใช้ความเป็นคนของพรรคชาติไทยพัฒนา เข้ามาล้วงลูกองค์กร ททท. มาวันนี้ นายวีระศักดิ์ พร้อมเปิดใจต่อประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว และยอมรับว่าบางอย่างได้ล้วงลูกจริง
การประท้วงของ สรทท. นำมาซึ่งจดหมายเรียกร้อง ที่มีใจความสำคัญ คือ ขอเรียกร้องให้ประธานกรรมการ ททท. พิจารณาการทำงานซึ่งไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในมาตรา 22 แห่ง พระราชบัญญัติ ททท. พ.ศ. 2522 ไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการบริหารองค์กร โดยเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก แอบแฝงเพื่อหาประโยชน์จาก ททท.อย่างครบถ้วน
ไม่มีความเป็นผู้นำพาองค์กรไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ถดถอย และมีการแข่งขันสูงจากประเทศอื่น จึงขอให้พิจารณาตนเอง และให้รัฐบาลพิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทน
นายวีระศักดิ์ กล่าวชี้แจงคำว่า “ล้วงลูก” เป็นคำกลางๆ แบ่งได้เป็น 4 อย่าง คือ 1.การแสดงวิสัยทัศน์ หรือให้นโยบาย 2.การติดตามงานที่เป็นไปตามนโยบาย 3.การขอไปก้าวก่ายดูเรื่องข้างนอกอื่นๆ และ 4.การทุจริต
“ข้อ 1 และ 2 ผมยอมรับว่าผมทำ แล้วแต่ว่าใครจะตีความหมายว่าผมล้วงลูกหรือไม่ ผมถือว่าการเรียกร้องให้ผมกลับมานั่งเป็นประธานบอร์ด ไม่ได้อยากให้ผมมานั่งเงียบแน่นอน แม้ผมไม่ได้อยากมานั่งตรงนี้มากนัก แต่ผมก็ภูมิใจที่ได้กลับมา” วีระศักดิ์ กล่าวและว่า
ปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้น เกิดจากความกดดันของพนักงาน ที่มีทั้งจากภาระงาน รวมไปถึงเรื่องโบนัส ซึ่งล่าสุดบอร์ดได้อนุมัติเรื่องโบนัสปกติไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา เหลือเพียงการอนุมัติจากคลัง ซึ่งใน 2-3 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าคลังตีกลับ เนื่องจากปัญหาค้างคาเรื่องค่าตอบแทน
อีกทั้ง การอนุมัติเรื่องโบนัสแก่พนักงานครั้งนี้ บอร์ดพร้อมจะเข้าไปขอร้องคลังให้ปล่อยเงินโบนัสปกติงวดนี้ โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับปัญหาเดิม
“ผมเห็นใจพนักงานที่มีถึง 2 ทุกข์ ทุกข์ที่ 1 คือค่าตอบแทนปี 2546-2548 ต้องคืนให้เขา ทุกข์ที่ 2 คือ ค่าตอบแทนที่ยังไม่ได้ โบนัสงวดนี้ เราจึงพร้อมที่จะไปขอวิงวอนให้คลัง เพื่อให้พนักงานได้โบนัสที่ควรจะได้ แม้จะเป็นปัญหาที่ผมไม่ได้ก่อผมก็ต้องมาแก้”
ขณะที่ปัญหาค่าตอบแทนที่ค้างคามาตั้งแต่ปี 2546-2548 นั้น เกิดจากการให้เงินค่าตอบแทนกรณีพิเศษตั้งแต่ปี 2545 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ปีต่อมาได้มีการอนุมัติงบต่อเนื่องในปี 2546-2548 อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็มีการทักท้วง ถึงการอนุมัติงบดังกล่าวจากบอร์ด จนนำมาซึ่งการเรียกคืนเงินในปี 2546-2548 จากพนักงาน ในที่สุด
จนถึงขณะนี้การใช้หลักฐานการเซ็นสัญญาระหว่างสหภาพแรงงานและตัวแทนจากผู้ว่า ททท. ในปี 2549 ยังคงเป็นปัญหา ที่ต้องรอให้ ตัวแทนกฤษฎีกาสรุปว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้มีความสมบูรณ์เพียงใด
สำหรับปัญหาดังกล่าว ประธานบอร์ด เลือกที่จะดำเนินการต่อในปัญหานี้ ด้วยการขอให้ตัวแทนกฤษฎีกา ที่ดูแลเรื่องดังกล่าว พิจารณาตัวสัญญาภายในระยะเวลา 10 วันนับจากวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา หากพบว่าสัญญาสมบูรณ์ ขอให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่พนักงานได้โดยตรง โดยไม่ต้องตีกลับเรื่องดังกล่าวมาที่ตนเองอีก เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของตัวเอง
นายวีระศักดิ์ ยอมรับว่าแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาร้องเพลงเพลงเดียวกับสหภาพมาตลอด และรับรู้ปัญหาร่วมกันมา หลังจากที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รู้ว่าปัญหาเรื่องค่าตอบแทน เป็นปัญหาหลักของสหภาพ แต่ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่บอร์ดชุดนี้ไม่ได้ก่อ แต่ก็ต้องมาแก้ ในที่สุดการประท้วงกลับมาเป็นประเด็นล้วงลูกด้านการเมือง
“วันนี้ผมไม่กลัวกระสุน แต่มีอะไรอยู่เบื้องหลังดินปืนของเขาผมไม่รู้ วันนี้ถ้าผมยังมีประโยชน์กับประเทศชาติอยู่ ผมก็ยังอยู่ ผมไม่สนใจแล้วกับปัญหาการประท้วงนี้ เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและประเทศชาติ” วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมให้ข้อคิดใหม่ หลังจากใช้เวลาทบทวนตนเองว่าการทำการใดๆ ต้อง... “พึงระวังตนเองเสียให้มากกว่าระแวงคนอื่น”
Tags : นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์
