การวิเคราะห์แผนปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเคยเสนอ ครม.เมื่อ 22 ม.ค.2551 การบริหารจัดการรถ (Fleet Management)
การให้บริการ ปัจจุบันมีรถโดยสารประจำทางให้บริการและมีใบอนุญาตรวม 16,909 คัน โดยมีสัดส่วนรถ ขสมก:เอกชน เท่ากับ 21:79 ประกอบด้วยรถ ขสมก. 3,535 คัน หรือ 21% รถเอกชนร่วมบริการ 3,492 คัน หรือ 21% รถมินิบัส 1,069 คัน หรือ 6% รถตู้โดยสารจำนวน 6,504 คัน หรือ 38% และรถวิ่งในซอยจำนวน 2,304 คัน หรือ 14% มีเส้นทางเดินรถรวม 453 เส้นทาง
อายุการใช้งาน ขสมก.มีรถโดยสารรวมทั้งสิ้น 3,623 คัน เป็นรถที่วิ่งให้บริการ 3,535 คัน โดย 53% เป็นรถปรับอากาศที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 11 ปี และ 74% เป็นรถโดยสารธรรมดาที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 17 ปี
การซ่อมบำรุง ปัจจุบัน 97% เป็นการทำสัญญาจ้างเอกชนเหมาซ่อมจำนวน 3,406 คัน และ 3% ดำเนินการซ่อมเอง 129 คัน
ฐานะการเงินของ ขสมก. สถานภาพปัจจุบัน ขสมก.มีสินทรัพย์ 5,260 ล้านบาท หนี้สิน 46,976 ล้านบาท และส่วนทุนติดลบ 41,716 ล้านบาท โดยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 15% ต่อปี และส่วนทุนติดลบเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ แสดงให้เห็นว่า ขสมก.ไม่สามารถหารายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ด้านสภาพคล่องทางการเงินขาดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง โดยเงินสดปลายงวดน้อยกว่าความต้องการเงินสดเพื่อคงสภาพคล่อง รวมทั้งมีอัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนต่ำกว่ามาตรฐาน (1.5เท่า)
การวิเคราะห์ฐานะการเงิน ขสมก. มีรายได้ค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ โดยรถธรรมดามีผลขาดทุนมากกว่ารถปรับอากาศ แสดงให้เห็นว่าหากมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ขสมก.จะมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อ ขสมก.ได้รับอนุมัติให้ปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสาร ผลประกอบการควรขาดทุนลดลง
แต่ข้อเท็จจริงขาดทุนเพิ่มขึ้น หมายความว่า การปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสาร ไม่ใช่ปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ ยังคงมีปัจจัยอื่น ได้แก่ ปริมาณผู้โดยสารและต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน และต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลต่อการดำเนินงานของ ขสมก.
แนวโน้มผลประกอบการในอนาคต กรณีที่ ขสมก.ดำเนินการในรูปแบบเดิม จะมีผลประกอบการขาดทุนเพิ่มทุกปี คาดว่าจะขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น จาก 5,935 ล้านบาท ในปี 2550 เป็น 9,334 ล้านบาท ในปี 2554 โดยอัตราขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% ต่อปี
วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของ ขสมก. พบว่า ขสมก.จะต้องดำเนินการแก้ไขกลุ่มภาวะคุกคาม ซึ่งเป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรกำกับเพื่อให้การกำหนดนโยบายขนส่งสาธารณะมีเอกภาพ และการวางแผนเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชน โดยการปรับเส้นทางรถโดยสารสาธารณะ ส่วนจุดอ่อน ยังเป็นปัญหาจากปัจจัยภายใน เช่น การบริหารจัดการ การลดต้นทุนดำเนินงานและการเงิน
ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้โดยสารรถประจำทางของ สนข.พบว่า ผู้โดยสาร 1 คน มีอัตราการต่อรถโดยสาร เท่ากับ 1.4 ครั้ง/เที่ยว หากเดินทางโดยรถปรับอากาศจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 21-24 บาท/คน/เที่ยว มากกว่ารถธรรมดาประมาณ 10 บาท/คน/เที่ยว ส่งผลให้ การปรับสัดส่วนรถปรับอากาศเพิ่มขึ้น จะทำให้ประชาชนที่เดินทางโดยรถธรรมดา มีทางเลือกในการเดินทางน้อยลง มีภาระค่าใช้จ่ายเดินทางสูงขึ้นเกือบเท่าตัว
เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเฉลี่ย 21.28 บาท/คน/เที่ยว พบว่าใกล้เคียงกับรถปรับอากาศแต่รถไฟฟ้ามีข้อได้เปรียบในด้านความสะดวก ปลอดภัย ประหยัด ตรงต่อเวลา จึงอาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 5% ต่อปี อาจสูงกว่าความเป็นจริง กรณีที่มีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
ขสมก.ควรทบทวนความเหมาะสมของสัดส่วนรถปรับอากาศและรถธรรมดารวมทั้งปริมาณผู้โดยสาร โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขยายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนและระบบราง
รูปแบบการใช้เชื้อเพลิง การเปลี่ยนรูปแบบการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน (ปัจจุบันใช้ประมาณ 126 ล้านลิตร) เป็นก๊าซธรรมชาติ (CNG) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนการนำเข้าน้ำมันที่มีแนวโน้มราคาสูง และช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเฉลี่ยปีละ 1,400 ล้านบาท หรือ 58 ล้านลิตร (น้ำมันดีเซลราคา 24 บาทต่อลิตร) โดยรถปรับอากาศและรถธรรมดาจะมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงลดลงจาก 12.56 และ 9.06 บาทต่อกม. เหลือประมาณ 4.75 และ 3.47 บาทต่อกม. ซึ่งช่วยลดมลพิษทางอากาศและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนรูปแบบการใช้เชื้อเพลิง อาจมีปัญหาความพร้อมในการจัดหา NGV และการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์โดยเฉพาะภาระผูกพันของสัญญาเหมาซ่อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการให้บริการ ดังนั้น ขสมก.ควรประสานกับ ปตท. เพื่อเตรียมแผนการจัดหา NGV และแนวทางการแก้ปัญหาสัญญาเหมาซ่อม
การเก็บค่าโดยสาร การเปลี่ยนการเก็บค่าโดยสารจากการใช้แรงงานเป็นเทคโนโลยี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนบุคลากร แต่การใช้ระบบโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-ticket) แทนพนักงาน อาจไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน เนื่องจากพฤติกรรมความพร้อมของผู้โดยสารสภาพจุดจอดรถ และการจราจรไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งความพร้อมในเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส
เห็นควรให้ ขสมก.ทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดปัจจุบัน ผลกระทบต่อประชาชนและความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Tags : องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ • ขสมก.

ความคิดเห็นที่ 5
= = , 2 กรกฎาคม 2552 13:19
***นี่ก็เป็นส่วน1ของการไม่รู้จักพอ คงจะถูกยึดในไม่ช้ามั้งครับ
ความคิดเห็นที่ 4
http://newpoliticsparty.spaces.live.com/ , 1 กรกฎาคม 2552 13:48
ข้อกังขาที่สำคัญอย่างยิ่ง รถร่วม ซึ่งบริหารงานโดยภาคเอกชน 100 % แถมต้องเสียค่าสัมปทานอีกต่างหาก เหตุใดเขาอยู่ได้ แต่ ขสมก ถึงได้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง มันก็บ่งบอกว่า การบริหารงานของ ขสมก + นักการเมือง ล้มเหลว ทั้ง ขสมก + นักการเมือง สวาปามมุ่งเพื่อโกงกินเข้ากระเป๋าส่วนตัวและพวกพ้องหรือไม่ ถ้าภาครัฐทำสู้ เอกชนไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีแก้ไข และถ้า ขสมก ไม่มีความสามารถทำได้ ถึงจำเป็นต้องยุบ ขสมก ไปก็ต้องทำ เมื่อไร้ประสิทธิ์ภาพ และจะตั้งหน่วยงานขึ้นมา ควบคุม รถร่วมให้ทำไปตามกฏระเบียบ โดยให้ ภาค ปชช ประเมินผล รถร่วม และ หน่วยงานควบคุม ก็จะเป็นการทำงานที่ตรวจสอบอีกระดับหนึ่ง ผลสุดท้ายผลประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่ ปชช โดยรวมเป็นสำคัญในที่สุด
ความคิดเห็นที่ 3
Aya , 1 กรกฎาคม 2552 10:31
จากความคิดเห็น การแก้ไขปัญหาขาดทุนของ ขสมก. จำเป็นต้องในยาแรงมากๆๆๆ เพราะมีปัญหาไม่ใ่ช่แค่การเงิน แต่น่าจะครอบคลุมไปถึงระบบการบริหารงาน และการดำเินินงานต่างๆ ... วิธิคิดควรกลับไปสู่พื้นฐานทั่วไป คือ การบริหารงานต้องโปร่งใส มีความเป็นเหตุ เป็นผล มีธรรมมาภิบาล และการดำเนินงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และสำคัญมากต้องมีกำไร ... ต้องเป็นกำไรจริงๆ ที่จับต้องได้นะครับ ไม่ใช่กำไรลอยๆ ที่ยกมาอ้างกัน เพื่อผลบางอย่าง แล้วก็ไม่มีการทำอะไรจริงๆ จังให้มันดี ให้มันเกิด ... ส่วนการนำไปปฏิบัติ คือ ต้องเริ่มตั้งแต่ผู้บริหารลงมาถึงระดับปฏิบัติการ ให้ทำกันจริงๆ จังๆ ช่วยเหลือให้องค์กรรอดไปได้ ... ต้องทุ่มเทอย่างมาก และ จำไว้เสมอว่า โลกนี้ไม่มีอะไรที่เปรี้ยงเดียวแล้วสำเร็จเลย
ดังนั้น จากพื้นฐานดังกล่าว น่าสนใจว่า ขสมก. ผ่านคุณสมบัติใดบ้าง และอะไรที่ผ่านแล้ว อะไรที่ต้องปรับปรุงหรือแม้แต่เปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงมักจะทำให้มีคนที่ต้องเจ็บปวด โดยเฉพาะพนักงานระดับล่างๆ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาความเจ็บปวดก็สำคัญเช่นกัน
ความคิดเห็นที่ 2
สันติ , 1 กรกฎาคม 2552 08:56
ทำไมไม่นำบทวิเคราะห์การของการเคหะมาเสนอบ้าง
ความคิดเห็นที่ 1
คนตรง , 1 กรกฎาคม 2552 08:51
แค่วิเคราะห์กำไรขาดทุนไม่น่าจะเพียงพอต่อการชี้การขาดสมรรถภาพขสมก.เพราะขาดทุนมาทุกรัฐบาลแม้กระทั้งคนประชาธิปัตย์เป็นผอ.ขสมก.ก็ยังขาดทุนบักโกรกแต่ต้องชัดเจนว่าขสมก.เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทไหน แสวงหากำไร หารายได้ หรือบริการสาธารณะ แล้วจึงมาดูการบริหารการจัดการว่ารั่วไหลแค่ไหน แล้วจึงมาสรุปว่าจะดำเนินการปรับเปลื่ยนอะไร ควรขึ้นอยู่กับการบริหารท้องถิ่นหรือไม่