กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 25 มิถุนายน 2552 10:31

ปาฐกถาของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ชำแหละวิกฤติการเมืองไทย

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถาเนื่องในวัน 24 มิ.ย. เปลี่ยนแปลงการปกครอง ชี้รัฐไทยวิธีคิดล้าหลัง ตามไม่ทันโลกยุคใหม่-ต้นตอความขัดแย้ง

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาทางวิชาการ "70ปีสยามเป็นไทย" เรื่อง "พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม" ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเห็นว่าความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบันเกิดจากการพัฒนาการของรัฐไทยในอดีต ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลางและการสร้างชาติสมัยใหม่ ที่บีบบังคับให้กลุ่มคนที่อยู่ภายในอาณาเขตรัฐไทย มีวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกันและมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาติเหมือนกัน ซึ่งต่างจากรัฐไทยโบราณที่ยอมรับความแตกต่างเหล่านี้ ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งปรากฏให้เห็นในอดีตเมื่อไม่นานมานี้จนถึงปัจจุบัน เช่น  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีข้อเสนอทางออกที่น่าสนใจดังนี้
 
 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลังก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนดจึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์

พูดอีกแบบหนึ่ง คือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์(Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมีการยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ทุกหนแห่ง

การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัดให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัดกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดอาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก

ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัดจึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น"คนนอก"ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่างจากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย"ซ้าย" ซึ่งสถานะดังกล่าวทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว

ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ "เรื่องส่วนตัว" ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรหมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง

ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะมาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน

อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้านตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเองก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก

ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก

ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเองก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว

และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ

สภาพดังกล่าวหมายความว่าการสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอยๆเกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคมมาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเองจึงจะแก้ปัญหาได้

เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่าๆอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง

อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่าการใช้อำนาจของรัฐชาติขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง วิบากกรรมดังกล่าวส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมืองที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ

ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมจะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐและชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีต คือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า" แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้

ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าวยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่น และปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน

Tags : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15

เห็นด้วยกับ คห.14 มาก

ติดตามงานของอาจารย์เสกสรรค์มาตั้งแต่สมัยที่อาจารย์ยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์แล้ว ยอมรับว่าอาจารย์เป็นคนทีมีจุดยืนแน่วแน่มากคนหนึ่ง แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีและอาจารย์เองก็ได้รับประสบการณ์ที่มีทั้งดีและโหดร้ายผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างมากมาย แต่ความเป็นตัวตนของอาจารย์ก็ดูจะมิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ผิดกับคนเดือนตุลาฯ อีกหลายท่าน ขอแสดงความนับถือในความเป็นอ.เสกสรรค์ อย่างจริงใจ

อ่านบทความของอาจารย์แล้ว ทำให้นึกไปถึงว่า ความคิดเห็นและเหตุผลที่อาจารย์แสดงมานั้น ดูเหมือนน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดพื้นฐานที่เป็นเครื่องก่อกำเนิดของการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ที่ควรมุ่งเน้นให้ท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นคงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตนเอง และสมควรเป็นผู้มีความชอบธรรมในการวางกรอบและแนวทางในการบริหารปกครองท้องถิ่นของตนเองเพื่อความผาสุกของคนในท้องถิ่นของเอง (หรือเปล่า)
หรือนี่จะแสดงให้เห็นว่า ณ วันนี้การเมืองการปกครองของประเทศไทยของเราได้เติบโตขึ้นมา และมีพัฒนาการพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งแล้ว และวันนี้ถึงเวลานั้นแล้วหรืออย่างไร
ผู้เขียนเป็นผุ้มีความรู้น้อย หากมีผู้ใดมีข้อคิด และข้อเสนอแนะอื่นใด เพื่อให้คนรู้น้อยได้กระจ่างกว่านี้ ได้โปรดชี้แนะด้วย ยินดีรับฟังเสมอ

ความคิดเห็นที่ 14

ผมคิดว่า คนบางกลุ่มเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบแล้วไม่ได้สมใจหวัง กลับโยนบาปให้ชาวบ้านรากหญ้าต่างจังหวัดตาดำๆ ว่าซื้อสิทธิขายเสียงกันเป็นนิจ มันไม่ดูจะเลวร้าย และเหยียดหยาม ไปหน่อยรึ เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงผมว่าถ้าเทียบกับแต่ก่อนดีขึ้นมากแล้ว แต่ก่อนมีระบบหัวคะแนนเข้มข้นกว่านี้เยอะ ส่วนคนเมืองหลวงที่กดดันเอาดอกไม้ไปให้รัฐประหารคนจำพวกนั้นต้องถามตัวเองว่า พวกคุณทำให้ประเทศไทยถอยห่างจากคำว่าประชาธิปไตยมากขึ้นไปอีก แล้วผมก็ไม่เชื่อด้วยว่าไม่มีพรรคไหนที่ขาวสะอาดเรื่องการซื้อสิทธิ ขายเสียงจริงๆหรอก มันห่างไกลเยอะ แทนที่จะช่วยหาทางออกกันตามระบอบประชาธิปไตย กลับตาลปัตรไปซบปีกเห็นดี เห็นงามกับ เผด็จการ รัฐประหาร ซะได้!! เดินมาตั้งไกล สุดท้ายถอยหลังลงคลอง ประชาธิปไตยเต็มใบจะหาได้ที่ไหน !!

ความคิดเห็นที่ 13

เห็นด้วยกับเนื้อหาปาฐกถาของอาจารย์เสกสรรค์เป็นอย่างมาก แต่ไม่ทราบว่าจะมีผู้ที่สามารถทำใจให้เป็นกลาง มีสติพอที่จะหาทางช่วยเยียวยาชาติไทยให้พ้นจากปัญหาได้อย่างไร เห็นด้วยในเรื่องกระจายอำนาจให้คนในชาติได้มีส่วนร่วม รับผิดชอบหาทางแก้ปัญหาของตนเอง แต่ก็ต้องปรับปรุงความคิดและ ปัญญาของประชาชนให้มีความพร้อมในการใช้เหตุผลพิจารณาด้วย จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด รวมทั้งกระจายอำนาจการตัดสินใจไปให้ระดับชั้นที่เหมาะสม (lowest appropriate level) ด้วยเพื่อให้ผลของการตัดสินใจมีคุณภาพดีพอ

ความคิดเห็นที่ 12

เมื่อคืนได้ดู ASTV ผู้ดำเนินรายการคือคุณแอน จินดารัตน์ ผู้ร่วมรายการ คุณสุริยะใส กตศิลา กับ คุณพิภพ ธงไชย ก็ต้องถือว่าพูดเรื่องการเมืองใหม่ พอเข้ารูปเข้ารอย โดยเฉพาะคุณพิภพ พูดได้ดี หลักการแม่น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การทำงานโปร่งใสโดยเฉพาะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ความเป็นคนนิ่งสงบ อาการหลุดหาตัวจับยากมากจากที่ดู การชุมนุม 193 วัน แม้ พล.ต.จำลอง ยังมีอาการหลุด แม้โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบหน้าคุณพิภพ เท่าใดนักแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะมาใส่ใจ เพราะคราหนึ่ง ได้ทำการยกมือไหว้ คุณพิภพ ซึ่งมี 2 คน แต่เท่าที่ดู คุณพิภพ ทำหน้าเหมือนเชิดใส่และไปคุยกับอีกคน ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่คิดจะไหว้ คุณพิภพ เลยตั้งแน่นั้นมา แต่นี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวจะเหมาไม่ชอบเป็นการส่วนรวมก็หาได้ไม่ ก็คิดว่า คุณพิภพ เหมาะกับการเป็นหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง โดยยึด สมาชิกพรรค มีความสำคัญอันดับหนึ่ง มิใช่ หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เป็นสำคัญมากกว่าสมาชิกพรรค และทุก ๆ เรื่องราวต้องมาจากฐานของสมาชิกพรรคเป็นสำคัญ มิใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง ส่วนคุณสุริยะใส ก็ยังเป็นคุณสุริยะใส ยังมีความคิดเรื่องการเมืองใหม่ ยังไม่สะเด็ดน้ำยังมีหลายประเด็นที่ความคิดความอ ชิกเป็นสำคัญสูงสุด ซึ่งต้องถือว่า คุณสิริยะใส สอบตกวิชาพื้นฐาน การเมืองใหม่อย่างสิ้นเชิงการเมืองใหม่ ถ้าเริ่มต้น เพื่อหวังเข้าสภาอย่างโน้นอย่างนี้ ได้จำนวนเท่านั้นเท่านี่ โดยให้ความสำคัญเรื่อง สส เป็นหลัก ก็ต้องถือว่าผิดพลาดอย่างแรงแต่ถ้า ผู้บริหารของพรรค คิดว่า ทำอย่างไร ให้ เกิดสภาการเมืองใหม่ แต่ละจังหวัดให้ได้ ทำอย่างไร ให้มีสภาวิชาชีพ ให้ได้ ถ้าทำ 2 สภาที่ว่าอย่างมีคุณภาพ อย่างมีปัญญา ให้ได้ อันนี้ต้องถือว่า พรรคการเมืองใหม่ ประสบความสำเร็จ แต่ถ้า พรรคการเมืองใหม่ มี สส อย่างท่วมท้นแต่ ฐานของสมาชิก ด้อยคุณภาพ ด้อยปัญญา ก็ต้องถือว่า พรรคการเมืองใหม่ ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ความคิดเห็นที่ 11

ความคิดดีนะครับ แต่ถ้าให้ดีควรระบุด้วยว่า คุณได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์บ้าง นอกจากการพูด มันจะดีมากๆเลย

ความคิดเห็นที่ 10

ขอบคุณมากสำหรับปาฐกถาดีๆ
อ่าน และคิดช้าๆ ให้ละเอียด แล้วจะได้ภาพที่ชัดเจน

แต่ก็ส่งสัยว่าพวกชนชั้นสูง ชนชั้นนำทั้งหลายที่อยู่ใกล้ขั้วอำนาจต่างๆ พวกที่ไม่ค่อยได้เห็นชีวิตคนต่างจังหวัด หรือเห็นแต่ก็ไม่เคยใส่ใจศึกษาหรือยอมรับสถานะและความแตกต่าง อ่านบทความนี้แล้วจะเข้าใจและมองเห็นรึเปล่าว่า พวกเขานั้นแหละจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเร่งด่วน

ความคิดเห็นที่ 9

เขียนได้เจ็บปวด เขียนได้ดี เยี่ยมจริงๆ เมื่อวานเห็นแค่ไตเติ้ล ก็บอกตัวเองว่า เอาอีกแล้ว แก้ปัญหาด้วยการกระจายอำนาจ ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น บนความตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นของประชาชน หรือประชาชนอาจตามทัน แต่มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นของตนเองเป็นที่ตั้งเท่านั้น ไม่มีความรับผิดชอบต่อการเลือกนักการเมืองที่เข้ามาเพราะต้องการอำนาจเพื่อบงการทุกอย่างในการแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน เงิน * ้ยืม และทรัพยากรของประเทศ ให้แก่ตนเองและพรรคพวกบนความเสียหายและล่มสลายของประเทศ

แต่เมื่ออ่านบทความนี้ ก็บอกตัวเองว่า การสรุปและลงความเห็นเมื่อวานทั้งๆ ที่มีข้อมูลน้อย ไม่รอบด้านเพียงพอเป็นความผิดพลาดที่ซ้ำซาก และมักง่ายอีกแล้ว

เพราะบทความนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาของปัญหา แต่ก็มุ่งที่ปัญหาจากข้างนอก การรวมชาติ รวมศูนย์กลางอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางในอดีต ก็เป็นความชาญฉลาด และการเข้าถึงปัญหาของชนชาติไทยในอดีตของชนชั้นปกครองในอดีต เพื่อความเป็นหนึ่งเดียว และเพื่อความเป็นปึกแผ่นของชนชาติ ในการต่อสู้กับลัทธิการล่าอาณานิคมของตะวันตกในรูปแบบเก่า เพียงแต่ภายหลังจากนั้นชนชั้นปกครองรุ่นหลังๆ หามีใครสายตากว้างไกล มีความชาญฉลาด และมีความสามารถที่จะเข้าถึงปัญหา ในการพัฒนาความรู้ความสามารถทางสติปัญญาและจิตใจของประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันลัทธิล่าอาณานิคมสมัยใหม่ และช่วยกันสร้างความเจริญและพัฒนาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรไม่ เพราะบางยุคก็บ้าแต่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก แบบฝรั่งเศส ไม่รู้และไม่เคยศึกษารากเหง้าของตนเอง เอาแต่ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง บางยุคก็มัวแต่คิดหาแต่ทางกำจัดฝ่ายตรงกันข้าม และกำจัดกันเอง เพื่อยกตนขึ้นเป็นใหญ่ บางยุคก็ต้องยุ่งเหยิงกับการต่อสู้กับพวกบ้าลัทธิมาร์ก พวกคอมฯ ที่คิดแต่จะกำจัดชนชั้นสูง ชนชั้นร่ำรวย เพื่อสถาปนาอำนาจรัฐใหม่ที่เป็นธรรม(เฉพาะตนองและพรรคพวก คือสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นใหญ่แทน) ยุคนี้ก็เป็นพวกโครตศรีธนญชัย ทั้งหลาย กี่คนๆ เข้ามาเป็นนักการเมืองต้องร่ำรวยขึ้นทันตาเห็น บางคนครอบครองอำนาจรัฐไม่ปี มีอำนาจและรวยแซงหน้าคนทั้งประเทศ แต่ประชาชนกลับยกย่องและเอาแต่เลือกคนเหล่านี้กัน?

ยกเว้นในหลวงพระองค์ปัจจุบันที่ไม่ใช่ผู้ปกครอง ไม่มีอำนาจในการปกครอง เมื่อขึ้นครองราชย์ท่านอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่อันตราย หน้าสิ่วหน้าขวานเป็นอย่างยิ่ง แต่พระบารมี พระปรีชาสามารถ และธรรมภายในใจที่ท่านทรงมีนั้น และสามารถแสดงออกทั้งด้วยพระจริยวัตร การประพฤติปฏิบัติส่วนพระองค์ และในพระราชกรณียกิจ พระบรมราชโอวาทพระราชดำรัส ที่ชนทุกระดับชั้นเทิดเอาไว้เหนือเกล้า แต่ส่วนใหญ่และส่วนใหญ่ ไม่ได้เอามาใส่เกล้าใส่ใจ จึงไม่ทำตาม โดยเฉพาะชนชั้นปกครองยุคปัจจุบัน ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ว่าจะมาจาก เผด็จการทหาร เผด็จการรัฐสภา ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง เอาท่านไว้เป็นเพียงแค่ข้ออ้างอิง บังหน้า แอบอ้าง เพื่อผลประโยชน์ตนเอง เท่านั้น

บทความนี้อ่านแล้ว ดีมาก และทำให้คิดเปรียบเทียบกับข่าวชาวบ้านเรื่องลูกเพชรและพ่อไกรสร อ่านข่าวนี้อยู่ 2 วัน แล้วก็บอกตัวเองว่า สังคมไทยๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็เป็นเช่นนี้แหละ ปุถุชนทั้งหลายเวลาลงความเห็นมักจะใช้ความคิดด้านเดียว มองไม่ทะลุถึงการสร้างภาพ และผู้ใหญ่ต้องถูกเสมอ เด็กสมัยปัจจุบันก็เรียกร้องแต่ความเสมอภาค หายากที่จะมีใครมองแบบ 360 องศา และมองเห็นความผิดของตนเอง ยอมรับที่จะแก้ไขตนเอง ไม่มีใครยอมรับว่าตนผิด ต้องชี้นิ้วว่าคนอื่นผิด โดยเฉพาะคนที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ฐานะตำแหน่ง ทรัพสมบัติ ชนชั้น น้อยกว่า ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่เสมอๆ แทบทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ถ้าเกิดเรื่องขึ้นทั้งสองฝ่ายต่างมีความผิดด้วยกันทั้งนั้น และต้องแก้ไข หรือลงโทษผู้ที่มีวุฒิภาวะสูงกว่า ก่อน เรื่องจึงจะคลี่คลายไปในทางที่ดีได้

แต่สำหรับเราแล้ว ประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้พบกับบุคคลผู้ควรบูชา ด้วยท่านสอนว่าการยอมรับความจริง การอยู่กับความจริง และการแก้ไขตนเองเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่ตนเอง และถูกต้องที่สุด แต่ในคนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว การพูดความจริง พูดถึงความผิดของตนเอง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะใจของเขาไม่มีธรรม ฉะนั้นการแก้ไข จึงเกิดขึ้นไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 8

คนไทยไม่พร้อมกับระบอบการปกครองแบบ *ใครให้เงิน รับไว้ แต่อย่าเลือก หัวคะแนนบอกชาวบ้านให้เอาเงินไปก่อน เลือกก็เลือก ไม่เลือกก็ไม่ต้องเลือก* เพราะทำให้คนจนอิสาน คนเหนือ โดยเฉพาะคนอิสาน ตัดสินใจลำบากเพราะเขาถือเรื่องเงินๆ ทอง ๆ ในช่วง 3 นาทีที่ยืนอยู่ในคูหามือถือปากกา ต้องตัดสินใจว่าจะกากบาทเลือกคนใด พรรคใดระหว่างคนให้เงิน กับคนไม่ให้เงิน คนอุปถัมภ์ให้งานรับเหมา กับคนไม่ให้งานรับเหมา .. นักการเมืองที่ดีเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยเขาต้องไม่มีความคิดเรื่องแจกเงินอยู่ในหัวสมองเลยอ่ะ และชาวบ้านที่เหมาะสมกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องเหมือนเด็กหญิงตัวอย่างที่เก็บเงินสด 2 แสนได้แต่เอาเงินไปคืนเจ้าของที่เขาจะปฏิเศสสินบนจากหัวคะแนนไปเลย ...แต่นักการเมืองไทยกลับใจถึงแบบกุกล้าลงทุนดูดนักเลือกตั้งให้ย้ายขั้ว ย้ายพรรค หัวคะแนนกล้าแจกสินบน ชาวบ้านกล้ารับสินบน แต่นักการเมืองไม่กล้าถูกยุบพรรค กลับโวยวายจนวันนี้นายทุนการเมืองช่วยกันต่อต้าน รธน สำเร็จ จะไม่ต้องถูกยุบพรรคแล้ว นายทุนสามารถเอาหู ไปนา เอาตาไปไร่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องคนลงทุนดูดนักเลือกตั้งให้ย้ายพรรค ย้ายขั้ว สามารถหลับหูหลับตา เอาหูไปนา เอาตาไปไร่เรื่องหัวคะแนนแจกเงินชาวบ้าน อุปถัมภ์งานรับเหมากันตามสบาย ..คนได้อำนาจมาก็อ้างอย่างเดียวมีคะแนนเสียงข้างมาก อิสานเหนือ ยักยอก ฉกฉวยเข้ากระเป๋าบริษัทครอบครัวพรรคพวกกันตามสบาย วันๆ จ้องหาทางแต่กำจัดคนตรวจสอบโกงกิน จนคนเมืองหลวงที่เขาทนการโกงกินไม่ได้ เขารู้สึกกดดัน บีบคั้น ไม่มีทางออก เลยแห่กันออกมาถนน เห็นดี เห็นงามเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติแล้วไปยื่นดอกไม้ ให้ทหาร ยื่นดอกไม้ให้รถถัง ทั้งๆที่เขาก็รู้ดีว่าการปฏิวัติไม่ถูกต้องแต่เขาไม่มีทางออกอื่นๆ จริงๆ คนเมืองหลวงรู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่เขาไม่มีทางออกจริงๆ เลยไปวนเวียนเรียกร้องเห็นดีเห็นงามให้ปฏิวัติ โดยเฉลี่ย 4 ปี 1 ครั้ง

ความคิดเห็นที่ 7

มีใครเคยรู้บ้างมั้ยว่าว่าตอนปฏิวัตฝรั่งเศสเป็นอย่างไร?
เฉลยเพราะว่าชนชั้นปกครองไม่ใช่ ?
แปลว่าคนส่วนใหญ่ต้องการ กาลเปลี่ยนแปลง
เวลาและ กาล ยังคงดำเนินไปตามกาล
คงไม่ต้องถามเรื่อง ช่องว่างระหว่างอภิสิทธิ์ชน กับ ชาวบ้านธรรมดา มั้ง
เมืองไทยไม่ได้แค่ต้องการแค่ อภิสิทธิ์กับทักษิณ และเหล่าบรรดาผู้มีอิทธิพลนอกสภาเหล่านั้น รวมถึงผู้หวังดีที่ใกล้ชิดรั้ววังด้วย

ขอบุญพระสยามเทวาอารักษ์

ความคิดเห็นที่ 6

educate educate educate วางรากฐานให้ดี แต่ไม่เคยมีใครทำ การศึกษาทำให้่คนแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อนั้นแล้ว การเมือง
จึงสนองตอบต่อสิ่งที่ควรจะเป็น

ความคิดเห็นที่ 5

อ่านแล้วเห็นจริงโคตรๆ พับผ่าซิ

ความคิดเห็นที่ 4

ตกลงคุณความเห็นที่ 2 เป็นหญิงหรือชาย

ความคิดเห็นที่ 3

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญและกฏหมายเกี่ยวข้องในปัจจุบันไม่เอื้อให้กลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีพลเมืองเกี่ยวข้องกว่า60%ของคนทั้งประเทศคือเกษตรกรชาวนาชาวไร่คนใช้แรงงานไม่สามารถส่งตัวแทนที่แท้จริงเข้าไปปกป้องแบ่งปันผลประโยชน์และทรัพยากรชาติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมในระบบรัฐสภาได้ตราบนั้นก็ไม่สามารถสร้างความสามัคคีปรองดองคนในชาติได้อย่างถาวร

ความคิดเห็นที่ 2

จะรู้ได้ยังไงว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องความอ้วนและสุขภาพ ลองคำนวณค่าดัชนีมวลกายดูสิ การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI ) ค่าดัชนีมวลกายเป็นค่าบ่งชี้ที่ชัดเจน ถึงความอ้วนผอมของแต่ละคน
เช่น นน.คุณ 80กก. ส่วนสูงของคุณ 163 cm.
BMI = น้ำหนัก 80 (กก.) หารด้วย ส่วนสูง 1.63 (เมตร) หารด้วย ส่วนสูง 1.63 (เมตร)
เมื่อได้ผลลัพท์แล้ว ก็ลอง เทียบกับ ตารางนี้ดู
ค่า BMI ของคนเอเชีย
น้อยกว่า 18.5 = น้ำหนักน้อยเกินไป
18.5 - 22.9 = น้ำหนักปกติ
23 - 24.9 = น้ำหนักมากเกินไป
25 - 29.9 = โรคอ้วนระดับ 1
มากกว่า 30 = โรคอ้วนระดับ 2
และถ้าคุณจริงจังที่จะดูแลสุขภาพ เข้าไปที่นี่ครับ
Thaidietcen
ter.com/good
diet พิมพ์ติดกันเลยนะคะ ไม่ใช่แค่เสียบุคลิก
แต่ความอ้วน ซ่อนโรคอันตราย
ไว้มากมาย

ความคิดเห็นที่ 1

ตลอดเวลา 2-3 ปี นี้ คิดว่าอาจารย์นี่ล่ะ คือคนที่ "เจ๋ง" ที่สุด ในยุทธจักรทางปัญญาคนนึงแล้ว

มองแบบนกอินทรีเหินหาว...
ไม่ชักนำ สังคมให้ "หลงเพ้อละเมอพลาด" ด้วยแนวคิดครึ่งๆ กลางๆ -ไม่เต็มบาท หลายอย่าง

สมแล้วๆ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement