กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 15 มิถุนายน 2552 02:26

ไม่เชื่อน้ำหน้านักเลือกตั้ง ไม่เชื่อน้ำมนต์การเมืองใหม่!

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

มีหลักประกันอะไรพรรคการเมืองใหม่นานไปจะไม่เข้าตำราว่าแต่เขาอิจะเหนาก็เป็น มีกระบวนการตรวจสอบ,ส.ส.ปฏิญาณตน รัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็ยังเหลว

๗๗ ปี นับแต่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบ(ประชาธิปไตย)รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญถึง ๑๗ ฉบับ

บทบาทของนักการเมืองในยุคแรกและยุคต่อๆ มา เป็นการต่อสู้กับระบบศักดินา และเผด็จการทหาร ระบบราชการ อย่างหลังเรียกโดยรวมว่า อมาตยาธิปไตย แต่ที่ผ่านมา การช่วงชิง ต่อสู้ไม่ถึงขั้นล้างผลาญกุดหัวกันไม่ให้ได้ผุดได้เกิด
แต่เป็นเชิงแบ่งพื้นที่และเบียดแทรกผสมกลมกลืนกัน แบ่งผลประโยชน์กันในกลุ่มชนชั้นสูง และชนชั้นนำทางการเมือง แต่ละเลย เหลาะแหละกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมาตลอด

ส่วนนักการเมืองหัวก้าวหน้า(ในยุคนั้น)จำนวนหนึ่ง ต่อสู้กับระบบเก่าอยู่ระยะหนึ่ง ท้ายที่สุด ก็อ่อนล้า ถูกทำลายด้วยกลวิธีการต่างๆ

สำหรับประเทศไทย พรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่ชัดเจน คงเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่ และ พรรคพลังธรรม

สำหรับ พคท.ไม่เคยแสดงบทบาทในรัฐสภา ส่วนอีกสองพรรคก็เป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ของช่วงประวัติศาสตร์กระแสสังคมนิยมกำลังขึ้น

จะเห็นพรรคพลังธรรมนี่แหละ เป็นปรากฏการณ์ซึ่งสะท้อนความปรารถนาลึกๆ ของสังคมว่า อยากได้นักการเมืองอุดมการร์ที่ดี ส.ส. รัฐมนตรีที่ดี มีจริยธรรม เพื่อสร้างการเมืองที่ดี

พรรคพลังธรรม (เกิดจากกลุ่มรวมพลัง เมื่อปี ๒๕๒๘) ชูคุณธรรมนำการเมือง หัวหน้าพรรคและแกนนำอีกหลายคนแสดงวัตรปฏิบัติแตกต่างไปจากนักการเมืองพรรคอื่นๆ อย่างโดดเด่น

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคคนแรก ถือศีล กินมังสวิรัติสองมื้อ ลด ละ เลิก และช่วยเหลือสังคม อันเป็นวัตรปฏิบัติเดียวกับญาติธรรมสันติอโศก พล.ต.จำลอง ยังเปิดเผยความเคร่งยิ่งขึ้นไปอีก คือ อาบน้ำเพียง 5 ขัน และไม่หลับนอนกับภรรยา

ภาพลักษณ์โดดเด่นและอุดมการณ์เช่นนี้เอง ทำให้พรรคพลังธรรมได้รับเลือกตั้ง ส.ส.มากขึ้นเป็นลำดับ ด้วยกระแส "จำลองฟีเวอร์"

คนที่มาสังกัดพรรคพลังธรรม เป็น ส.ส.พรรคพลังธรรม ก็ดูเหมือนจะมีภาพลักษณ์ดี มีคุณธรรมขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ และแสดงท่าทีเคารพนับถือ สมณะโพธิรักษ์ ไปพร้อมกัน

พรรคพลังธรรม รุ่งเรืองและเสื่อมถอย...อนิจจัง

หลังยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๑ ภายใต้การนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และกลุ่มสันติอโศก ร่วมตั้งพรรคพลังธรรม กกต.ประกาศรับรองเมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๑

การเลือกตั้งทั่วไปในปีเดียวกันนั้น พรรคพลังธรรมได้ ส.ส.รวม ๑๕ คน แยกเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ ๑๒ คน

การเลือกตั้ง ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๕/๑ พรรคพลังธรรม ได้ส.ส.ถึง ๔๒ คน เฉพาะกรุงเทพฯ กวาด ๓๒ จาก ๓๕ ที่นั่ง ที่เหลือได้แก่ สมัคร สุนทรเวช ลลิตา ฤกษ์สำราญ พรรคประชากรไทย และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์
กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงอดีต ทำให้สนามเลือกตั้ง กทม. สนามแข่งระหว่างพรรคประชากรไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ หมดรูปไปเลยทีเดียว

ท่ามกลางความหวาดระแวงของกลุ่มการเมืองอีกฝ่าย หวั่นไหวจะเกิดฐานอำนาจใหม่ ๆ ที่มีฐานจากกลุ่มญาติธรรมสันติอโศก ที่ถูกอัปเปหิจากวงศาสนา(ความจริงคือขอปกครองตนเอง โดยอาศัยพระธรรมวินัยเป็นหลัก ทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร เมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๑๖)

ไม่เพียงหวาดระแวงพรรคพลังธรรม ยังหวาดหวั่นต่อการเผยแพร่แนวทางวัตรปฏิบัติศาสนาพุทธ นิกายสันติอโศก อยู่คร้ามครัน โดยเฉพาะคู่กัดอย่างพรรคประชากรไทย ซึ่งต่อต้านสำนักสันติอโศกอย่างสุดตัว

แต่หลังเหตุการณ์พฤษภา’๓๕ พล.ต.จำลอง ลาออกหัวหน้าพรรค ไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามสัญญา

หลังจากเหตุการณ์พฤษภา’๓๕ เกียรติประวัติ ความดีเด่นของ พล.ต.จำลอง ก็ถูกท้าทาย ถูกทำลายจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยวาทกรรม "พาคนไปตาย"

ทั้งๆ ที่ พล.ต.จำลอง ถูกจับเข้าคุกไปตั้งแต่ ๑๗ พ.ค.๓๕ นำไปคุมขังไว้แล้ว เหตุการณ์จึงบานปลายนำไปสู่การต่อต้าน ตอบโต้อย่างเข้มข้น และถูกทหารปราบปรามอย่างรุนแรง ล้มตาย สูญหาย บาดเจ็บ จำนวนมาก

นับแต่นั้น พรรคพลังธรรมก็โรยรา จำนวนส.ส.ถดถอยเป็นลำดับ กระทั่งเหลือ ส.ส.หนึ่งเดียวในสภา ในการเลือกตั้ง ๒๕๓๙ คือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ออกจากหัวหน้าพรรคพลังธรรม ไปตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี ๒๕๔๑ หลายคนจากพรรคพลังธรรมไปสมทบด้วย เช่น สุดารัตน์, อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ สุรนันท์ เวชชาชีวะ ฯลฯ

ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคพลังธรรม อยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงส่งต่อให้ ภมร นวรัตนากร กระทั่ง ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบเมื่อ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๐ เนื่องจากไม่มีกิจกรรมของพรรคการเมือง  

ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะสรุปได้ว่า เพราะเสมือนพรรคพลังธรรม คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ๆ คือ พรรคพลังธรรม ส่วนแกนนำระดับรองลงมาโดดเด่น ดี ไม่กี่คน และเอาถึงที่สุดสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ หาได้มีอุดมการณ์ จินตกรรมสังคมแบบสันติอโศก ประกอบกับคน กทม.เปลี่ยนใจ(อีกแล้ว) ดังนั้น สมาชิกพรรคจึงเหมือนผึ้งแตกรัง

*สุกัญญา วินิจศาสตร์ ได้ศึกษาวิจัยค้นพบว่า ความรุ่งเรืองของพรรคพลังธรรม เป็นผลมาจาก ๔ ปัจจัย

๓ ปัจจัยแรก ประกอบด้วย ผู้นำที่ดี อุดมการณ์ผู้นำพรรคและพรรคพลังธรรมที่ดี และโครงสร้างองค์กรดี
ทั้ง ๓ ปัจจัยได้รับการสนับสนุนจากยปัจจัยที่ ๔ คือ สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นที่เอื้อต่อพรรคพลังธรรม ทำให้ทั้ง ๓ปัจจัยได้รับการตอบรับจากประชาชนด้วยดี
ส่วนความเสื่อมถอยของพรรคพลังธรรม เป็นผลมาจากปัจจัยทั้ง ๔ ประการนั่นเอง คือ ผู้นำพรรคเปลี่ยนแปลงไป,อุดมการณ์ทางการเมืองของผู้นำพรรค และพรรคพลังธรรมเปลี่ยนแปลงไป,โครงสร้างองค์กรของพรรคพลังธรรมเปลี่ยนแปลงไป และสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป

พรรคพลังธรรม กับ คดีสันติอโศก

ต้องไม่ลืมว่า ขณะที่พรรคพลังธรรมรุ่งเรือง แต่ขณะเดียวกัน ก็ถูกบ่อนเซาะทำลายด้วยการเจาะไปที่สำนักสันติอโศก ๆ ที่เป็นเสมือนกองกำกับศีลธรรมของสมาชิกพรรคพลังธรรมในยุคแรก หรืออาจเทียบเคียงได้กับ โปลิต บูโร(กรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์)

โดยสำนักสันติอโศก(ทางศาสนา) ถูกศาลอาญา(ทางโลก)ตัดสินชี้ถูกผิด ในข้อกล่าวหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ คดีความเกิดระหว่าง ๒๕๓๒-๒๕๔๑

ซึ่งมติเอกฉันท์ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ขอให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงลงพระนามในพระบัญชาให้สึกพระโพธิรักษ์ จากสมณเพศภายใน ๗ วัน นับแต่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๒ 

แต่พระโพธิรักษ์ไม่ยอมเปล่งวาจาลาสิกขา ตำรวจต้องคุมตัวเจ้าสำนักไปบังคับให้เปล่งวาจาสึก แต่ไม่ได้ผล ตำรวจจึงทำได้แค่ให้เปลี่ยนเป็นชุดห่มขาว(ภายหลังห่มผ้าย้อมกลักสีเข้ม) และโดนฟ้องอีก ๗๘ คดี รวมถึงนักบวชในสันติอโศกด้วย

การต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พระโพธิรักษ์ถูกตัดสินมีความผิด ให้จำคุก รวม ๖๖ เดือน โทษจำคุกรอลงอาญา ๒ ปี คนอื่นๆ ก็เช่นกันโทษจำคุก ๓ เดือนรอลงอาญา

พระโพธิรักษ์ ไม่ยื่นฎีกา ส่วนนักบวชอื่นๆ ยื่นฎีกา เมื่อ ๑๕ มิ.ย.๒๕๔๑ และศาลฎีกาตัดสิน ๑๖ ก.ย.๒๕๔๑ ยืนโทษตามศาลอุทธรณ์ สิริรวมการต่อสู้คดีเกือบ ๙ ปี

นี่คือ จุดแข็งและจุดอ่อนของพรรคพลังธรรม

พรรคการเมืองใหม่...ทำไฉนจะไม่ซ้ำรอยพลังธรรม

ทำนองเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ที่ก่อเกิดเมื่อกันยายน ๒๕๔๘  ก่อตัวชุมนุมใหญ่ ๒ ยก ยกแรก ชุมนุมเป็นระยะๆ และไปจบลงตรงที่ มีการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ยกสองสำคัญ ปักหลักพักค้างต่อเนื่อง ๑๙๓ วัน ซึ่งกินเนสส์บุกส์ต้องบันทึกประวัติศาสตร์การชุมนุมของมนุษย์โลกไว้ ในการต่อสู้โค่นระบอบทักษิณ เผด็จการรัฐสภา ด้วยการชูธงต้านคอร์รัปชั่น พิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทั้งหลายทั้งปวงสรุปตรงคือ การเมืองที่มีคุณธรรม ศีลธรรม คล้ายกับพรรคพลังธรรม

ข้อสรุปจากผลพวงการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว บวกกับเงื่อนไขสถานการณ์การเมืองภายใต้รัฐบาลพรรคร่วม นำโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้เดินหน้าไปสู่การตั้ง "พรรคการเมืองใหม่" นำส่งพลพรรคเข้าไปแทรกในการเมืองเก่า คู่ขนานกับการเมืองภาคประชาชน

โดยก่อนหน้าได้ ประกาศเป็นพันธสัญญา ๓ ข้อ คือ ๑.พวกเราจะร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของวีรชนเพื่อพิทักษ์และปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒.พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนคนดีให้เข้าสู่อำนาจ และร่วมกันขัดขวางคนไม่ดี เพื่อไม่ให้เข้ามามีอำนาจ และ ๓.พวกเราจะเป็นความหวังและความจริงของสังคมไทยเพื่อผลักดันการเมืองใหม่

ก่อนหน้านี้ มีการขายความคิดอย่างต่อเนื่อง ถึงการวางโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มพันธมิตรฯ กับพรรคการเมืองใหม่ อ้างว่าจะอิงแบบพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งก็แล้วแต้! ยังไม่ใช่ประเด็นจะเสนอตอนนี้

กล่าวอย่างรวบรัด ประเด็นคือ เชื่อว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองใหม่  แน่นอน มีจำนวนไม่น้อยมีจิตใจของพันธมิตรฯ เสียสละ กล้าหาญ มุ่งการเมืองใหม่

และก็เชื่อได้ว่า มีคนจำนวนหนึ่งมุ่งมาโหนกระแสพันธมิตรฯ เพื่อหวังชนะเลือกตั้ง เอาล่ะ สมมติมีกระบวนการสามารถคัดกรองคนดีๆ เข้ามาเป็นตัวแทนได้
แต่...จะมีหลักประกันอันใด ว่าคนที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.แล้ว จะทำเพื่อประเทศ และประชาชน ตามเจตนารมณ์ของวีรชนพันธมิตรฯ

มีหลักประกันอะไร นานๆไปพวกเขาจะไม่ละโมบ เหมือนนักเลือกตั้งพรรคอื่น
มีหลักประกันอะไร นานๆ ไปถูกล่อหลอกด้วยผลประโยชน์จิตใจจะไม่ไขว้เขว
ไม่มีหลักประกันว่า นานๆ ไปพวกเขาจะไม่ออกลาย กลายพันธุ์เป็นแค่นักเลือกตั้ง  

เมื่อมีอำนาจแล้วก็ลืมตัว ลืมผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมาตลอด 

กระบวนการตรวจสอบ…คำปฏิญาณ ไร้ความหมาย

รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะต้องบรรจุคำกล่าวสัตย์ปฏิญาณตนไว้ โดย ส.ส.ต้องกล่าวคำปฏิญาณตัวในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ก่อนจะเข้ารับหน้าที่ ต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า

"ข้าพเจ้า(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" (มาตรา ๑๒๓)

ส่วนรัฐมนตรี ต้องกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณต่อเบื้องพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
 "ข้าพระพุทธเจ้า(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" (มาตรา ๑๗๕)

ยืนยันว่าต้องทำเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่บกพร่องโดยสุจริตเพื่อตัวมันคนใดคนหนึ่ง

และที่ผ่านมา แม้จะมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติก่อน ระหว่าง และหลังการเป็นส.ส. ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)  ตำรวจ จนถึงกระบวนการทางศาล 

แต่พันธุ์นักเลือกตั้งจำพวกหนึ่ง ก็ไม่ซื่อสัตย์ดั่งวาจา คิดคด ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง และเมื่อจับได้ไล่ทัน มันก็อย่างด้านหนา ไม่แสดงความรับผิดชอบ มักตะแบง ตะบี้ตะบัน ไม่ยอมลาออก ไม่ยอมขึ้นศาล ไม่ยอมติดคุก

ผิดไกลกับประเทศอื่นๆ ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน แม้แค่มีข่าวลือ ข่าวฉาว ตอบสาธารณชนไม่ได้ ขั้นต้นก็ต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง แล้วไปสู้คดีอาญาในศาล  

แต่สำหรับการเมืองไทย แค่กระบวนการตรวจสอบ กับพิธีกรรมปฏิญาณตนคงไม่พอ ต่อความหนาด้านของพวก คดในข้องอในกระดูก

ประกอบกับเมืองไทยมาถึงยุคประชาชนตื่นตัวใช้สิทธิทางการเมืองทางตรงอย่างสูง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงสมควรเสนอให้ผู้ผ่านการเสนอตัวเพื่อลงเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองใหม่ระดับจังหวัด นอกจากแสดงวิสัยทัศน์แล้ว ควรจะปฏิญาณตนต่อหน้าพันธมิตรฯ ในจังหวัดนั้น ๆ ด้วย

และเมื่อได้รับเลือกเป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองใหม่แล้ว จะต้องกลับมากระทำพิธีสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในจังหวัดเคารพนับถือ หรือต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ แบะต่อหน้าพันธมิตรและประชาชนทั่วไปด้วย

ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมา จึงจะไว้ใจนักการเมืองของพรรคการเมืองใหม่ จึงจะเชื่อน้ำมนต์การเมืองใหม่

-------------------
* พรรคพลังธรรม : ความรุ่งเรืองและความเสื่อมถอย, สุกัญญา วินิจศาสตร์, ๒๕๔๔, โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

Tags : พรรคการเมืองใหม่

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 44

ไม่เห็นกะรอกโก่งหน้าไม้ พวกแดงถร่อยเถื่อนที่อวดโง่ช่างมันเถอะ แต่พวกอ้างจิตใจประชาธิปไตยแท้จริงนั้นเล่า เมื่อพวกพันธมิตรกลุ่มนำเห็นว่าในสถานการณิแบบวันนี้ที่ไม่มีเวทีเล่น หากอยู่นอกวงสภาก็ถูกหาว่าเป็นแกงค์ข้างถนน ไม่ยอมรับระบบสภา ไม่ใช่นักประชาธิปไตย เมื่อลงมาเล่นแล้วยังไม่ทันไรก็ถุกนักประชาธิปไตยออกมาปรามาส อออกมาเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนที่คิดเล่นตามกติกาในหมู่พวกโจรที่ไม่มีอะไรดีขึ้นตลอดเวลาที่มีพวกปล้นบ้านกินเมืองทำชั่วช้าสามานย์ไม่สนใจประชาชนเจ้าของอำนาจรัฐแท้จริง เจ้าของ อำนาจปชต. แท้จริงเลย สังคมไทยต้องเรียนรู้ปชต.แท้จริงที่ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากรูปและนัยเนื้อหามากขึ้นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่และคลี่คลายตาอไปไม่จบสิ้น ฉะนั้น ให้โอกาสกลุ่มพลังการเมืองหนึ่งจึงไม่ใช่เสียหายอะไร ต้องหัดฝึกจิต หัดสงบสติอารมณ์ที่สับสนโดยเฉพาะพวกปัญญาชนนายทุนน้อยใหญ่ทั้งหลายที่จิตใจรวนเลโลเลเหลวไหลใจง่ายไม่แน่นอน เป็นพวกยอมจำนน ละทิ้งกลางคันได้ที่พวกสหายอย่างเหมาเคยวิเคราะห์ว่าเชื่อไม่ได้ เอามานำการต่อสู้ไม่ได้แต่ใช้เป็นมิตรร่วมรบได้ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาก็เห็นจริงในสนามรบใน/นอกสภาก็ตาม หลากความเห็นที่แสดงออกมาก็สะท้อนสิ้งที่ว่ามาตลอด จริงเท็จก็ดูๆคิดกันเอา หากเป็นนักประชาะปไตยแท้ ต้องให้โอกาสเขาแสดงออกในทางประชาะปไตยถึงที่สุด ไม่ทันไรก้ออกมาย่ำซ้ำเติม เหมือนพวกภูติผีปิศาจหวาดกลัวแสงตะวันอะไรอย่างนั้น ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพจริงในทางการเมือง หากเห็นว่าสิ่งที่พรรคใหม่ทำไม่ได้เรื่อง การคัดค้านตามวิถีประชาะปไตยไม่ใช่แปลกอะไร โดยเฉพาะเสื้อเหลืองก็ย่อมออกมาฟากฟันพวกเดินผิดทิศกันเองแน่นอน เพราะว่าไปพันธมิตรไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างพรรคคอม ฯ การจัดตั้งจึงไม่ได้มีกฏเกณฑ์ข้อห้ามอะไรซับซ้อนหรือมั่นคง จะเห็นลักษระไร้ทิศไร้ทางไร้วินัย มากมายในกลุ่ม ซึ่งในระบบ ปชต.เป้นปกติธรรมดาแต่ในระบบพรรคแท้จริงต้องมีการจัดตั้งและให้ความรู้ให้มีการเมืองที่ถูกต้องจึงจะยืนหยัดพรรคได้นานยั่งยืน คอการเมืองแท้จริงจึงต้องตามดูต่อไป ที่ออกมาปฏิเสธทันทีไม่ทันเห็นกะรอก โก่งหน้าไม้แล้ว คิดได้แค่นี้ก็ตามใจ ไม่มีอะไรจริงเท็จแน่นอน ความจริงสัมพัทธ์จะคลี่คลายและตอบปัญหาได้เมื่อถึงกาลเทศะนั้น ให้กำลังใจการเมืองใหม่ที่เขาออกมาแสดงกันต่อไปดีกว่ามาตั้งหน้าจับผิด มือไม่พายเอาตีนราน้ำ นี่มันสันดรานไทยแท้เลยจริงๆ....หรืออย่างไร

ความคิดเห็นที่ 43

พรรค70/30 ต่างหาก เลือกตั้ง70คนแต่งคั้งจากอีเปรม30คน

ความคิดเห็นที่ 42

อย่าดีแต่พูด ลองไปทำความสะอาดนักการเมืองน้ำเน่าจอมโกงโน่น หรือเป็นพวกแมลงวันตอมอาจมเหมือนกัน เลยมองไม่เห็น

ความคิดเห็นที่ 41

ดีหว่ะ มันไม่ยอมเขียนถึงสาเหตุที่พรรคพลังธรรมพังเพราะความชั่วไอ๊เหลี่ยม ตอนมันออกจากพรรคพลังธรรม แล้วมันเอาเงินซื้อพรรคซื้อดูด ส.ส.จากพลังธรรมไปกี่สิบคน

ความคิดเห็นที่ 40

คนอื่นชั่วหมด กรูดีอยู่คนเดียว คือคนเขียนบทความ 555555 ดีชั่วมันไม่รู้ ไม่มีสมองแยกแยะสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดได้ น่าสงสารและน่าสมเพชคนเขียนบทความจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 39

555 55 เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล น่าเห็นใจ น่าเห็นใจ ลิเกไม่มีโรงจะเล่น ขำ ขำ

ความคิดเห็นที่ 38

คนดีมีน้อย
คนชั่วมีน้อย
คนที่ทั้งดีและชั่วมีมาก
ช่วยสนับสนุนคนดีและมีความรู้และมีความสามารถให้เข้ามีอำนาจ เพราะเขาจะทำงานด้วยความถูกต้องก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมไม่ใช่เพื่อส่วนตัว คนในสังคมต้องช่วยกัน อยากได้ต้องช่วยกันทำ อย่าปล่อยให้นักการเมือง ข้าราชการ เป็นผู้กำหนดทุกอย่าง ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม

ความคิดเห็นที่ 37

พรรคที่เกิดจากสมาชิกที่มีมิจแาทิฏฐิ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ปิดถนน คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำไปนั้นถูกต้อง เป็นการเดินผิดทาง เหมือนนายอภิสิทธิ์ ที่สนับสนุนพวกนี้มาแล้ว ท่านพุทธทาสสอนว่า คนที่เดินผิดทาง จะพบแต่ความทุกข์ เหมือนตกนรกทั้งเป็น หาความสุขความสำเร้จไม่มี ดังนั้น จึงพอทำนายได้ว่าพรรคนี้ จะไปไม่รอด นายอภิสิทธิ์ก็เช่นเดียวกัน ทำอะไรก็เกิดทุกข์ให้แก่ตนเองหมด ต้องรับใช้พวกอมาตยาธิปไตย สองมาตรฐานไปตลอดกาล หาความดีไม่ได้ จริงหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 36

เป็นข้อมูลที่ประชาชนและนักเลือกตั้งทั้งหลายควรอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ไปด้วยกันครับ

ความคิดเห็นที่ 35

น้ำดีถ้าใช้ไปนานๆก็ย่อมเป็นน้ำเสียถ้าไม่ใส่สารล้างพิษเป็นประจำ
ดังนั้น นักการเมือง ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ประชาชน พรรคการเมือง จะต้องมีมาตราการล้างพิษอย่างสม่ำเสมอ
พรรคการเมืองเก่าไม่ต้องการล้างพิษจึงต้องเน่าอย่างที่เห็นๆกันอยู่แล้ว
พรรคการเมืองใหม่ที่เราสนับสนุน เราก็ต้องช่วยกันดูแลอย่าให้มีพิษ

ความคิดเห็นที่ 34

น้ำดีถ้าใช้ไปนานๆก็ย่อมเป็นน้ำเสียถ้าไม่ใส่สารล้างพิษเป็นประจำ
ดังนั้น นักการเมือง ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ประชาชน พรรคการเมือง จะต้องมีมาตราการล้างพิษอย่างสม่ำเสมอ
พรรคการเมืองเก่าไม่ต้องการล้างพิษจึงต้องเน่าอย่างที่เห็นๆกันอยู่แล้ว
พรรคการเมืองใหม่ที่เราสนับสนุน เราก็ต้องช่วยกันดูแลอย่าให้มีพิษ

ความคิดเห็นที่ 33

ดี/ไม่ดีไม่รู้ แต่ตอนนี้ผมจะคอนจับตาดูไปเรื่อยๆ เพราะภาคประชาชนอย่างผมไม่สนใจพรรคไหนอยู่แล้ว คอยปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเดียว ใครทำดีผมสนับสนุน ใครทำชั่วก็โดนขับไล่ แค่นั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 32

ดีใจนะ ที่มีคนมองในมุมนี้ เพื่อจะได้เป็นเวทีหนึ่งที่คนที่มีความเห็นต่างกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มแกนนำพันธมิตร
เพราะช่วงหลังมานี้ astv และ นสพ ผู้จัดการให้น้ำหนักการให้ความรู้ ให้ข้อมูลการเมืองต่าง ๆ เบาบางมาก
และจะถูกตอบโต้ทุกเม็ดถ้าเสนอความเห็นต่างกะบทความในบอรด
และจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเสื้อแดงมาป่วน หรือพวก ปชป มากวน
การวิจารณ์ระบอบทักษิณน้อยลงแต่จะให้ความเข้มข้นการวิจารณ์ นายก สุเทพ สาทิตย์ และ ปชป เป็นหลัก
และไม่ค่อยพูดถึงพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าพูดก้ตีอย่างเดียว ไม่มีข้อเสนอแนะ
เมื่อจะตั้งพรรคก้ตั้งไป แต่จะหาดูประวัติ หัวหน้าพรรค เลขากรรมการก่อนตั้งอื่น ๆ ได้ที่ไหน
ขณะที่พรรคการเมืองเก่าไม่ว่าทักษิณ อภิสิทธิ์ เขามีประวัติให้รู้ ละเอียด จะทำพรรคใหม่การเมืองใหม่ต้องเริ่มวันนี้ เริ่มไปจากสิ่งพื้น ๆ นี่แหละ
ที่สำคัญคือต้องมีความคิดและวิถีชีวิต วิถีการประพฤติที่เป็นประชาธิปไตยด้วย
การอดทนสามารถทนฟังความเห็นที่แตกต่างได้ ก้เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่แสดงออกให้เห็น
ควรเริ่มวันนี้เลย เห็นแต่ จำลอง มี คนอื่นไม่เห็นฝุ่น
ขณะที่ อภิสิทธิ มีให้เห็นชัดเจน จนบางครั้งถูกมองว่าอ่อนไม่ยอมฟันธง

ความคิดเห็นที่ 31

ที่แท้นายรักธรรม คห ที่24 พูดตอนแรกก็นึกว่ามีหลักการมีเหตุมีผลอ่านไปเรื่อยๆถึงรู้ว่าเป็นพวกแดงถ่อยเผาบ้านเผาเมืองนี่เอง อย่ามาแก้ตัวในเรื่องที่มันผ่านมาแล้วเลย แต่จงพยายามเตือนพวกแดงถ่อยพวกของตัวเองอย่าเผาบ้านเผาเมืองและปิดถนนทั่วกรุงเทพ อีกเป็นครั้งที่ 2 เพราะคราวนี้พวกเราจะไม่ปล่อยให้แดงถ่อยทำได้ง่ายๆอืกต่อไปแล้ว

ความคิดเห็นที่ 30

หัวหน้าพรรคนอมินีของสนธิชื่ออะไรนะ จำไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 29

คงเป็นเหมือนพรรคการเมืองทั่วไป

ความคิดเห็นที่ 28

เพิ่งจะดูสภาท่าพระอาทิตย์ ทาง ASTV ว่าที่เลขาฯพรรคการเมืองใหม่ ออกมาพูดอีกครา วันนี้อาการจิบน้ำน้อยมาก หรือเพราะรู้ตัวว่ามีอะไรที่ ปชช ผิดสังเกต จึงเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ อันนี้ทักท้วงด้วยความหวังดี มิได้ประสงค์ร้ายใด ๆ แต่มุ่งหมายเพื่อพรรคการเมืองใหม่ ได้บุคคลากรที่ดี แบบอีแอบ ก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา อย่างมีเหตุและมีผล และท้ายที่สุดต้องยุติด้วยสันติวิธี ถ้าจะดีมาก ถ้า สภาท่าพระอาทิตย์ จะมีบล๊อกของสภาท่าเอง เช่น sapataSUN.spaces.live.com บ้างเพื่อเป็นหนทางสะท้อความคิดความเห็นกับทางรายการ และทุก ๆ รายการ ก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองอีก 1 ทางเลือก และเป็นการลงทุนทางการเงินแทบไม่มีเลย ก็จะดีไม่น้อย ขอวกสิ่งที่ คุณสุริยะใสพูดว่า ที่มาของ สส สมาชิกในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือก โดยพรรคจะทำการกรองอีกทีว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ เริ่มต้นนั้นดี แต่ลงท้ายล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่คุณสุริยะใส ให้เหตุผลนั้น อาจจะเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ เข้ามาสู่พรรค อุดมการณ์ไม่ได้เรื่อง หรือนิสัยเลว หรือเพื่อการถ่วงดุลสมาชิกพรรค อันนี้ต้องถือว่า ผิดสุดขั้วเลย พรรคไม่มีสิทธิไปถ่วงดุล สมาชิกพรรค สมาชิกพรรคต่างหาก ต้องไปถ่วงดุล พรรค เพราะ ตำแหน่งต่าง ๆ ที่พรรคมีนั้น สมาชิกได้มอบหมายให้ บุคคลต่าง ๆ ในพรรคไปทำหน้าที่ แทน สมาชิกพรรค คราใด บุคคลนั้น ๆ ไม่ทำหน้าที่ ในสิ่งที่ สมาชิกเห็นว่าไม่ถูกต้อง สมาชิกต้องมีสิทธิ์ทักท้วง หรือหนักสุดคือการถอดถอน อันนี้ต่างหากเขาเรียก ระบบการถ่วงดุล และบุคคลในพรรค ที่สมาชิกเสนอและมีการคักเลือกมาจากสมาชิกพรรคนั้น ก่อนการคัดเลือกลงคะแนน ขั้นตอนนี้ก็ต้อง แสดงวิสัยทัศน์กันอย่างเปิดเผย เอาชนิดแฉกันให้หมดเปลือก ว่าใครเลวอย่างไร แล้วสมาชิกท้ายสุดก็ต้องตัดสินใจจะเลือกใคร และต้องถือว่า สมาชิกตัดสินใจเป็นใครแล้วก็ต้องถือว่ายุติ พรรคจะมาทำการยับยั้งไม่ได้ แต่ถ้าภายหลังพิสูจน์ได้ว่า เป็นบุคคลที่ผิดกฏหมาย ผิดกฏระเบียบของพรรค อันนั้นก็ว่ากันไปตามกฏตามเกณฑ์ แต่ยังไงเสีย ก็พยายามฟังว่า ที่มาของหัวหน้าพรรคจะมาอย่างไร ก็ยังไม่มีการพูดถึง แต่ก็ยังมีความคิดเดิม ๆ ตำแหน่งในพรรคการเมืองใหม่ ต้องถูฏคัดเลือกโดยสมาชิกพรรคเป็นสำคัญ มิใช่คนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดหลุ่มหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่งเป็นคนตัดสินใจแทนสมาชิกพรรค ว่าเป็นใคร เช่น แกนนำประชุมกันมีมติให้ คุณสมศักดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค อันนี้ก็ตจ้องบอกว่า ยอมรับมิได้ แต่ถ้า แกนนำทั้ง 5 จะลงสมัครหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ หรือใคร ๆ ก็ตาม ลงสมัคร ท้ายที่สุด สมาชิกพรรคทั้งหมดจะเป็นผู้เลือกว่าใครควรเป็นหัวหน้าพรรค ถ้าเป็นเช่นนี้ เสียงส่วนใหญ่เลือกใคร ก็ต้องเป็นคนนั้น เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 27

คุณความเห็นที่ 21 ครับ คนเขามีวิจารณญาณเพียงพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นการติเพื่อก่อ อะไรเป็นการติเพื่อดิสเครดิต ถ้าใครมีเหตุผลมา เราก็มีเหตุผลไป ถ้าใครมั่วมา เราก็ต้องจัดการกับคนมั่วครับ ไม่ใช่ไม่รู้จักรับฟังความเห็นผู้ใด อย่างคุณมีความเห็นมา เราก็ชี้แจงกับคุณไป ถ้าคุณบอกว่าการชี้แจงอย่างนี้เป็นการไม่รับฟังความเห็น คุณก็เป็นคนไม่รับฟังความเห็นเหมือนกัน เพราะคุณก็เอาแต่บอกว่าพันธมิตรไม่ฟังความเห็นคนอื่น ทั้งๆที่เรา (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ก็ฟังอยู่นี่ไง แต่คุณก็เอาแต่จะตัดสินพันธมิตรว่าไม่ฟังคนอื่น คุณถูกอยู่คนเดียว คุณลองไปคิดดูให้ดีก่อน

ความคิดเห็นที่ 26

อยากบอกคุณรักธรรม กรณีเงินโกง 7500,000,000
ทำไมมันหนีศาลละ,ขายหุ้นไม่เสียภาษี อีกมากมายมากมายมากมาย ขี้เกียจรื้อของเก่า เลิกมาครำ่ครวญด้วยลีลาเก่าโพสยืดยาว

ความคิดเห็นที่ 25

รายการคุณหมี ช่วงบ่ายวันนี้ทาง ASTV มีผู้ร่วมรายการ คุณสุริยะใส 1 ใน 3 คน พยายามที่จะฟังว่า คุณสุริยะใส มีมุมมองของการเมืองใหม่อย่างไร แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่จะพูดรวม ๆ เชิงการเมืองเก่ามีโกง มีกิน มีพฤติกรรมหลายอย่างอุจาดตา แล้วก็โยนมาที่ พรรคการเมืองใหม่ ประหนึ่งเหมือน ชื่อพรรคการเมืองใหม่ คือเทวดา ถ้า พรรคการเมืองใหม่ ไม่มีระบบที่ดี ท้ายที่สุด พรรคเทวดานี่แหละ จะถูกสับเป็นชิ้น ๆ แม้พยายามจับใจความคุณสุริยะใสพูดนั้น มันมีรอยร้าวภายใน พธม กันเอง ในแต่ละจังหวัด พธม ก็มีหลายกลุ่มหลายก๊วน ก็นั่นแหละ แย่งชิง ประธานสาขาพรรค จริง ๆ ทุก ๆ ตำแหน่งนั่นแหละกระเพื่อมมาก แต่ถ้ามีระบบที่ดี ทุก ๆ อย่าง แรงกระเพื่อมต่าง ๆ ก็จะน้อยลง เช่น ทุก ๆ ตำแหน่งในพรรค จะถูกคัดเลือกโดยสมาชิกพรรคเป็นสำคัญและต้องโปร่งใส อันนี้จะสำคัญอย่างมาก แถมอีกเล็กน้อย ถ้าสังเกตให้ดี หลายคนอาจไม่เห็น หังจาก คุณสุริยะใส ได้ตำแหน่งว่าที่เลขาฯพรรคการเมืองใหม่ คุณสุริยะใส จะจิบน้ำถี่มาก ซึ่งถ้าลองย้อนถอยไปอาการนี้จะไม่เห็น ถ้าใครรู้เท่าทัน ก็จะจับพิรุจได้ว่า คุณสุริยะใส คิดอะไรอยู่ในใจ

ความคิดเห็นที่ 24

เมื่อเช้าอาบน้ำพร้อมกับฟังข่าวจากทีวีไปด้วย..ฟังข่าวไปแล้วก็ได้คิดขึ้นมาว่า เมืองไทยเรานี้มีของแปลก-สิ่งแปลกๆ-และสภาพหรือลักษณะทางสังคมที่แปลกๆหลายอย่าง..

- เริ่มต้นจากข่าวที่ฟัง เรามีผู้คนในสังคมมากพอดู(อย่างน้อยในบางสถานการณ์ก็มากพอที่จะตัดสินชะตาของประเทศได้..)ที่พร้อมจะเชื่อข่าวสารในครั้งแรกที่ได้ยิน โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลหรือเหตุผลมารองรับ…ขึ้นอยู่กับที่มาของข่าวสารนั้นๆ..

ทีนี้ถ้าเราเชื่อ-คิดต่อ-และวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียว ก็คงจะไม่เป็นไร ตามวิถีแห่งอารยประเทศพึงจะทำเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้นๆ..

ปัญหาของสังคมไทยคือเมื่อ”เลือก”ที่จะ”เชื่อ”ใน”ชุดของข่าวสาร”เหล่านั้นแล้ว..(โดยหลายๆครั้งปราศจากข้อมูลและเหตุผลมารองรับอย่างที่กล่าวไปแล้ว) เขาเหล่านั้นมักจะเชื่อทุกอย่างที่ตามมาหลังจากนั้น..

อาทิ..คนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อว่าอดีตนายกได้ขายทรัพย์สินให้ต่างชาติไปอย่างไม่ถูกกฎหมายเป็นจำนวนเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นเมื่อมันเลวอย่างนี้จึงเป็นความจริง(ตรงไหน?)ที่รัฐบาลอังกฤษ(น่าจะ..)อายัดทรัพย์สินในสหราชอาณาจักรไว้เป็นจำนวนหลายแสนล้าน..และในเมื่อมันเลวได้ขนาดนั้น จึงเป็นที่น่าเชื่อได้ว่า(..และเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจไปแล้ว)เขาคนเดียวกันนั้นต้องมีเมียเก็บเป็นนักร้องดังอายุคราวลูกและ..เอ่อ ปัจจุบันมานยังเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอีก…!(เอาเข้าไป…)

ข้อมูลจำนวนมากที่หลั่งไหลออกมาในห้วงระยะเวลาหลายปีหลัง–ผกผันอย่างยิ่งกับขนาดของวิจารณญานของผู้รับข้อมูลในสังคมไทย ดูได้จากเมื่อใครคนหนึ่งถูกลอบสังหาร..

เขาถูกลอบสังหารจริงหรือไม่..? ตอบได้ว่าจริง

ทำไมเขาถึงถูกลอบสังหาร..? ข้อนี้เห็นจะตอบได้ถึงเหตุผลมากกว่าหนึ่งและมากมายตามเหตุการณ์ที่เขาได้ก่อไว้..

ต่อคำถามที่ว่าทำไมเขาถึงถูกลอบสังหาร–ชุดความคิดของข่าวสารถูกชี้นำและพุ่งตรงไปสู่สตรีผู้สูงศักดิ์นางหนึ่ง..และแน่นอนด้วยชุดความคิดที่ปราศจากเหตุผลมารองรับ..เหมือนเดิม

ในเมื่อเธอเป็นผู้สนับสนุนและแฟนพันธ์แท้ของอดีตนายกผู้เลวเหลือจะพรรณนาและถูกแฉเรื่องที่มาของโครงการขายเสื้อเพื่อการกุศลรายการหนึ่ง อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับบิ๊กแห่งสีทั้งหลาย..จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ถ้าจะหาแพะสักตัว ระหว่างที่กรูยังคิดอะไรไม่ออก(เพราะถูกยิงกบาล..!)ต้องเป็นผู้หญิงวัยแปดสิบกว่าตัวใหญ่กว่าคนแคระหน่อยนึงและพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องคนนี้!..

กรรม!..ของสยามประเทศ ที่ประเทศนี้ความจริงของการกล่าวหาใครสักคนโดยไม่มีหลักฐานมีตัวแปรอยู่ที่จำนวนของมวลชนที่เชื่อมากกว่าข้อเท็จจริงที่สังคมจะได้ถ้าเรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม..

เจ้าป้าจะไปฟ้องหมิ่นทำไมในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า ขนาดไม่ฟ้องชั้นยังโดนขนาดนี้–ขืนไปฟ้อง คงโดนแฉประวัติเก่าๆตั้งแต่เต้นลีลาศอยู่ในสวนอัมพรสมัยประเทศสยามยังมีงานฉลองรัฐธรรมนูญอยู่ทุกปี..!

………………………………………

นั่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันทุเรศทุรังที่ข่าวสารในสังคมนี้จะเล่นงานใครสักคนได้..

พฤติกรรมที่ตามมาหลังจากเสพข่าวสาร(ชุดหนึ่ง)ก็เป็นมหากาพย์ที่ทั่วโลกไม่อยากให้เกิดกับประเทศตัวเองด้วยเหมือนกัน..

วิธีการส่งสารด้วยการทำซ้ำ-ดัดแปลงและต่อเติมทั้งข้อความ,เนื้อหาและข้อเท็จจริง สร้างผลกระทบอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อมองถึงความรับผิดชอบในฐานะสื่อมวลชนที่มีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงมากกว่าผลิตชุดความคิดที่ไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง..ทั้งหมด

สร้างความขัดแย้งในสังคมและส่งกระทบต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างมหาศาล..

ที่ถึงแม้จะออกมารับผิดชอบก็คงจะไม่สามารถแบกได้ไหว..

แต่ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าคือ..ไม่สนใจความเสียหายที่เกิดขึ้น-ไม่ยอมรับความผิดที่ก่อขึ้น-และมุ่งมั่นอธิบายสิ่งที่ทำลงไปด้วยชุดความคิดอันแสนประหลาดและมหัศจรรย์!..

คุณคิดว่าการปิดถนนที่เหมือนมะเร็งร้ายลามไปทั่วประเทศในขณะนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร..?

เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งสามารถทำได้และเสมือนไม่ต้องรับผิดชอบ(ความผิดตามกฏหมาย)อะไรเลยใช่หรือไม่—–

คุณคิดว่าการปิดล้อมสถานที่ราชการเพื่อกดดันทางการเมืองที่ลุกลามไปทั่วประเทศเกิดขึ้นเพราะอะไร?..

เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งริเริ่มทำและทำอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ดาวกระจายดุจเสมือนทางสาธารณะและสถานที่ราชการเหล่านั้นเป็นสมบัติส่วนตัว..และคนอื่นไม่มีสิทธิ์ร่วมเป็นเจ้าของ!

และคุณคิดว่าการที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเหลืออดและถูกกระทำจนต้องลุกขึ้นมาเผาบ้านเผาเมืองนั้น..มีที่มาหรือไม่–หรือพวกเค้านึกสนุกเอาเอง..?

แน่นอนพวกเค้าทำผิดและต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย…

แต่เรื่องที่ร้ายกาจที่สุดคือ..พวกเค้าย้อนรอยเพื่อเป็นการตั้งคำถามสู่สังคมว่า–การกระทำบางอย่างสามารถได้รับการละเว้นกระนั้นหรือ..?

และนี่คือตลกร้าย..ที่คนไทยที่เป็นเสมือนผู้ชมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องการอยู่ในสภาพนี้อีกต่อไปแล้ว…

ความคิดเห็นที่ 23

การเมืองแบบเก่า
การเมืองแบบทักษิโณมิก
ล้วนทำให้ประัเทศไทยล้าหลัง และเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นเล่นพรรคเล่นพวก ไร้ประสิทธิภาพ มีแต่ประชาชนด้อยปัญญา

ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
แต่ใครละ่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ???

แค่ประกวดตั้งชื่อหมีแพนด้า
ก็ทำกันลวกๆๆ มั่วตั้งแต่วิธีการแข่งขัน, การคัดเลือก, การประกาศผล

การแข่งขันก็ให้ข่าวสับสนหลายอย่าง ผู้สนใจจะเข้าไปดูรายละเอียดขององค์การส่วนสัตว์เองก็ยังไม่มี กติกาที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนก็หาดูไม่ได้ แต่ละหนังสือพิมพ์ หรือสถานีโทรทัศน์ ก็ว่าตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง

การแข่งขันก็มีช่องโหว่มากมาย ให้ส่งรายชื่อทางไปรษณียบัตร ต้องอธิบายรายละเอียดของชื่อที่ส่ง แต่ sms กลับไม่ต้องอธิบาย ???!!

ใครส่ง sms ไปยังรายการต่างๆๆ หากปรากฏในรายการเป็นชื่อเด่น ก็จะมีคนลอกส่งตามกันเป็นร้อยเป็นพันคน

ส่งเป็นไปรษณียบัตรก็เหมือนกัน คนที่เห็นชื่อดีๆ ก็ลอกส่งไปรษณียบัตรตามกันเป็นร้อยเป็นพัน

คนที่คิดชื่อนั้นได้คนแรก ก็หมดสิทธิชนะ เพราะคนไทยสนับสนุนให้เอาเปรียบและหาช่องโกงกันได้ง่ายๆ

ไม่ว่าชื่อ ขวัญไทย ไทจิน หลินปิง หญิงหญิง รับรองคนที่ได้รับการคัดเืลือก ไม่ใ่ช่คนแรกที่คิดชื่อนี้แน่นอน แต่เป็นคนลำดับต่อๆมา ซึ่งอาจจะมีหลายคนที่ได้รับการคัดเลือก แต่ไปลอกจากชื่อคนอื่นเค้ามา

คนที่โกง หรือเอาเปรียบคนอื่นๆ จึงได้ดีในสังคมไทย แบบนี้ แล้วคนไทยก็งมงายชื่นชมกันไป

การคัดเลือก ก็ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง คัดเลือกแล้วก็ไม่มีการแถลงข่าวให้ชัดเจนว่า ใช้วิธีใด ทำไมจึงเลือกชื่อนี้และทำไมคนนี้ถึงได้รับเลือก ในเมื่อยังมีคนอื่นที่ตั้งชื่อนี้เหมือนกันอีกหลายร้อย หลายพันคน

หลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง จึงควรเป็นการคัดเลือกชื่อที่ดีที่สุดที่กรรมการเห็นสมควร แล้วเลือกจากคนที่ส่งเป็นคนแรกหรือเสนอชื่อเป็นคนแรกของชื่อนั้นๆๆต่างหากที่ควรได้รางวัล โดยดูจากตราประทับในไปรษณียบัตร หรือดูจากวันเวลาส่งใน SMS ไม่ใช่คนที่ลอกหรือโกงชื่อคนอื่นมา

เสียดายอาจารย์ยุวรัตน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเปาบุ้นจิ้นคนหนึ่งของเมืองไทย ทำไมปล่อยให้เรื่องไม่ยุติธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้

นี่แหล่ะประเทศไทย หากไม่เปลี่ยนแปลงอีกไม่นานก็คงมีเขมรเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ความคิดเห็นที่ 22

ไม่เชื่อนักเลือกตั้ง ไม่เชื่อการเมืองใหม่ แต่เชื่อลมปากพรรคเก่าแก่ ...ใช่ไหม หวังว่าคอลัมภ์นี้เขียนจากน้ำใจ ไม่ใช่น้ำเงินสั่งมานะครับ

ความคิดเห็นที่ 21

อ่านความเห็นของพันธมิตรหลายท่านในนี้แล้ว เห็นอนาคตครับ ผมว่า พรรคพันธมิตรจะมีความเป็นไปไม่แตกต่างจากพรรคพลังธรรมในอดีต สุดท้ายยึดติดกับตัวบุคคล ไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นเพราะเชื่อว่าความคิดของข้าพเจ้าถูกต้องที่สุดในโลกแล้ว

ความเสื่อมจากสาเหตุแบบเดิมๆ เกิดซ้ำทุกครั้ง ถ้าชาวพันธมิตรไม่ยอมเปิดใจรับฟังความเห็น หรือคำวิจารณ์ของคนอื่นแบบนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พันธมิตรเองก็ไม่พร้อมที่จะเป็น "ประชาธิปไตย" เช่นเดียวกับพวกเสื้อแดง

น่าจะลองเปิดใจอ่านบทความนี้ใหม่ ผมไม่เห็นตรงไหนที่แสดงอาการ "เท้าราน้ำ" อย่างที่ ชาวพันธมิตรออกมาต่อว่าเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เป็นการตั้งคำถามที่ดีที่ชาวพันธมิตรผู้ักำลังก้าวเข้าสู่ระบบการเมืองแบบเดิมๆ ควรจะคิดและหาคำตอบให้ได้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่พร้อมจะตอบจริงๆ หวังแต่คำถามที่ถูกใจตัวเองเท่านั้น ผมว่า หยุดเรื่องตั้งพรรคไว้ก่อนเถอะครับ

ความคิดเห็นที่ 20

ต้องหาคนเก่งคนดีมาร่วมงานโดยเร็วครับ จะได้สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมได้

ความคิดเห็นที่ 19

คนอื่นเขาลุกขึ้นมาทำ กรูก็ ติลูกเดียว ด่าลูกเดียว ดูถูกล่วงหน้าลูกเดียว แต่ถ้าจะให้กรูทำ กรูไม่ทำ มีอะไรไม๊ ?

ความคิดเห็นที่ 18

คนอื่นลุกขึ้นมาทำ * ก็ ติลูกเดียว ด่าลูกเดียว ดูถูกล่วงหน้าลูกเดียว แต่ถ้าจะให้ * ทำ * ไม่ทำ มีอะไรไม๊ ?

ความคิดเห็นที่ 17

เกี่ยวกับสันติอโศกนั้น ถ้าจะเป็นคดีความ ก็เป็นเพราะแนวทางของสันติอโศกที่ปฏิบัติเคร่งเกินไป ซึ่งถึงแม้จะเป็นการผิดธรรมวินัย ก็น่าจะเป็นความผิดธรรมวินัยแบบมีเจตนาดีอยู่ แต่วิธีการนั้นไม่ถูก กรณีย่อมแตกต่างอย่างยิ่งกับนายธรรมชโย ที่หลอกลวงให้คนบ้าบุญ หลอกให้ประชาชนทำบุญด้วยเงินทองมากๆ เพื่อหวังบุญมากๆ ท่านสังฆราชก็มีบัญชาว่านายธรรมชโยนั้นปราชิกไปตั้งนานแล้ว แต่ด้วยอิทธิพลอะไรไม่ทราบ ทำให้นายธรรมชโยยังออกหน้าจอทีวีธรรมกายหลอกลวงประชาชนได้ทุกวัน
คุณประชุม ประทีป คุณควรสำเหนียกเรื่องอย่างนี้ไว้ด้วยในการเขียนบทความของคุณ อย่าปล่อยความเสล่อของคุณผ่านทางบทความของคุณอีก

ความคิดเห็นที่ 16

คุณ ประชุม ประทีป เจ้าของบทความครับ คุณมีสิทธิที่จะคิดที่จะพูดครับ ผมก็มีสิทธิที่จะคิดที่พูดครับว่า ให้คุณโปรดสำเหนียกในคำพังเพยที่ว่า มือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำครับ และบทความของคุณก็ไม่ได้เสนอทางออกอะไรให้กับประเทศเลย นอกจากพยายามกระแนะกระแหนแนวทางของพรรคการเมืองใหม่ อย่าพยายามตะแบงนะครับว่าการกระแนะกระแหนนี่แหละคือทางออกของประเทศ บางส่วนของบทความคุณ ก็เป็นข้อคิดข้อเตือนใจของพรรคการเมืองใหม่ได้ แต่เป้าหมายของบทความคุณนั้นห่วยแตกจริงๆ คือพยายามดิสเครดิตแนวทางการทำงานของพรรคการเมืองใหม่ แล้วคุณล่ะมีคำตอบให้กับประเทศไทยหรือไม่ หรือว่าต้องเอาบิดาหน้าเหลี่ยมๆของคุณกลับมาโกงกินบ้านเมืองกันต่อไป คุณถึงจะพอใจ

ความคิดเห็นที่ 15

"มีหลักประกันอะไร นานๆไปพวกเขาจะไม่ละโมบ เหมือนนักเลือกตั้งพรรคอื่น
มีหลักประกันอะไร นานๆ ไปถูกล่อหลอกด้วยผลประโยชน์จิตใจจะไม่ไขว้เขว
ไม่มีหลักประกันว่า นานๆ ไปพวกเขาจะไม่ออกลาย กลายพันธุ์เป็นแค่นักเลือกตั้ง " ....//....ระบบที่ดีเท่านั้นจะคุมคนได้ เช่น ห้าม สส ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร อันนี้จะช่วยเรื่องแสวงหาอำนาจแห่งรัฐได้อย่างมาก แต่พรรคการเมืองใหม่ ไม่กล้าออกกฏระเบียบพรรคในรูปแบบนี้ เพราะคนแถวหน้า ๆ พธม หรือผู้ที่มีบทบาทหวังลึก ๆ ต้องการเป็น สส และ รมต ด้วยถ้ามีโอกาส และมีมากเสียด้วย....//....ถ้า สมาชิกพรรคลงชื่อถอดถอน บุคคลในพรรคในตำแหน่งสำคัญ ๆ ได้ อันนี้ก็จะช่วยให้ คน ๆ นั้น ต้องประพฤติตัวในทิศทางที่เหมาะสม ....//...ทุก ๆ ปี สมาชิกพรรคทั้งหมดต้องประเมินผลบุคคลในพรรคได้ โดยมีกฏเกณฑ์ ถ้าได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ บุคคลคนนั้นก็ต้องลงจากตำแหน่งนั้น ๆ และถ้ายิ่งประเมินได้ถี่ มากเท่าใด ก็จะทำให้ พวกนอกคอก จะอยู่ในคอกตลอดเวลา ....//...แต่ก็เชื่อเถิด พรรคการเมืองใหม่ จะไม่เอาหลักเกณฑ์แบบนี้เข้าพรรคเด็ดขาด แม้แต่จะพูดถึง ก็ยังไม่กล้าเลย

ความคิดเห็นที่ 14

อ่านอย่างละเอียดแล้ว นี่ไม่ใช่การโจมตีพรรคการเมืองใหม่ กับพันธมิตรเลย เป็นข้อเสนอมาตรการใหม่กำกับให้ส.ส.พรรคการเมืองใหม่ สาบานต่อประชาชนพันธมติรนี่น่า
ขอ้มูลเกี่ยวกับพรรคพลังธรรมดีมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13

คนไทย(พ.ศ.๒๐๐๙)เห็นแก่ตัว เดินไปมองกระจกถามเงาตัวเอง * เคยทำอะไรเพื่อแผ่นดินเกิดบ้าง ถ้ายัง โอกาสมาถึงแล้ว ตัวเลือกใหม่ "พรรคการเมืองใหม่" ให้โอกาสทุกคนได้เลือก ลงมือทำดีกว่านั่งฝัน
ชาติเจริญ...ด้วยมือเรา(ทำ)...มาศเมืองคอน...

ความคิดเห็นที่ 12

ดิฉันไม่เชื่อน้ำมนต์พรรคการเมืองใหม่
พัฒนาการจนถึงวันตั้งพรรค บอกความเปลี่ยนแปลงมากมาย
หลายเรื่องถูกปิดบัง หลายเรื่องถูกเสริมสร้างเกินจริง
พันธมิตร

คนที่น่านับถือที่เหลืออยู่ตอนนี้ คือ ไชยวัฒน์ สินสุวงค์

ความคิดเห็นที่ 11

คุณ ประชุม ถ้าพวกเขาทำได้อย่างที่พวกเขาตั้งใจไว้คุณก็อย่าลืมไปกราบขอโทษในสิ่งที่คุณดูถูกพวกเขาไว้แล้วกัน

ความคิดเห็นที่ 10

***ใส่โครงสร้างสีขาวลงไปจะทำให้ได้รัฐบาลที่ดีทันทีที่คิดจะทำเพื่อประเทศอย่างจริงจัง

ความคิดเห็นที่ 9

แนะนำนะครับ ออกกฏมาว่าให้เป็นได้กี่ปี เช่น 8 ปี หรือไม่ก็ 10 ปี แล้วให้ออกจากการเล่นการเมืองเบื้องหน้า ไปเป็นเบื้องหลังไป ถ้าทำอย่างนี้ได้ ภายใน 10 ปี คนก็จะเร่งทำผลงาน แล้วก็ รีบวางคนอื่นเพื่อที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน ประเทศก็จะพัฒนาไปเรือ่ยๆ ไม่ใช่ เข้ามาทำงานการเมืองเหมือนเป็นอาชีพ คนรุ่นใหม่เก่ง ๆ มีเยอะแยะไป อย่าบอกว่า 8 ปีหาคนอื่นดี ๆ มาแทนไม่ได้

แต่ก็อย่างว่าแหละ คงต้องประเภท แผ่นดินไหวทั้งประเทศจนประเทศไทยพินาศนั่นแหละ ทรัพย์ที่สะสมมากลายเป็นของปล่าวประโยชน์ พวกนักการเมืองมันถึงจะคิดกันได้

ความคิดเห็นที่ 8

พรรคการเมืองใหม่ เห็นมีแต่พวกศูนย์รวม สส สอบตก นักการเมืองเก่าๆที่ยังไม่มีที่ไป แล้วมันจะเป็นการเมืองใหม่ได้อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 7

ลองส่องกระจกเข้าไปภายในของพรรคการเมืองใหม่ จะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรใหม่เลย จะเห็นนักการเมือง และนักวิชาการที่อกหักมาจากพรรคอื่นๆทั้งสิ้น เป็นบุคคลากรที่พรรคอื่นๆเขาไม่พึงประสงค์ทั้งสิ้น พอดีมีกระแสออกมาก็ฉวยโอกาสนี้ตั้งพรรค มันก็เท่านั้นเอง การใช้ชื่อ พธม. อย่างพร่ำเพรื่อนั้น จะทำให้ไม่ต่างอะไรกับ สนนท. ในอดีต สุดท้ายก็เหลือแต่แกนนำเท่านั้นที่ถือโทรโข่งพูดอยู่อย่างเดียวโดยไม่ได้หันมาดูข้างหลังเลยว่ามีคนตามมาหรือไม่

ความคิดเห็นที่ 6

เสนอแนะคุณประชุม ประทีป เจ้าของบทความ

อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ มองโลกในแง่ร้ายเสียหมด จะเชื่อมโยงกับสิ่งเก่า ๆ แล้วบอกว่า จะเหมือนกันเสียหมดได้อย่างไร

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวินาที ดีได้ ร้ายได้ จะบอกว่าดีทั้งหมดก็คงไม่ได้ แต่จะบอกว่าร้ายทั้งหมดชีวิตก็คงสิ้นหวัง

ช่วยกันหาทางออกที่ดี อย่าซ้ำเติมประเทศชาติ

สิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็มีเกิดขึ้นให้เห็นมาแล้วนักต่อนัก อย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนและไม่มีผู้ใดสามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้

การเมืองใหม่ เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ประชาชนรู้ตื่น ตื่นรู้ รู้เท่าทันการเมืองเก่า ไม่ยอมอยู่ใต้เงาการเมืองเก่าและลุกขึ้นต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งความตาย

การเมืองเก่าจะผลัดใบเป็นการเมืองใหม่ได้สำเร็จก็ต่อเมื่อ ประชาชนมี "ความเชื่อและศรัทธา" ว่าทำได้ เท่านี้ก็นับว่า ประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและจิตวิญญาณของประชาชนแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5

ซุปเปอร์ยาก ที่จะเปลี่ยนนิสัยนักการเมืองไทย
ปากว่า กันท้งนั้น สร้างภาพเกือบทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 4

เมืองไทยเปลี่ยนแปลงแน่
หลังพันธมิตรตั้งพรรคการเมืองใหม่

เดิมพันธมิตรมีแต่อำนาจมวลชนในมือ
แต่ไม่กล้าใช้ความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองจึงเกิดได้ยาก
ทำได้เพียงต่อต้าน แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

เมื่อพันธมิตรตัดสินใจก้าวสู่ใจกลางอำนาจ
จัดตั้งพรรคการเมือง

อำนาจที่สอง คืออำนาจในทางการเมืองซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนแนวทางพันธมิตรที่จะสร้างการเมืองใหม่ ก็จะเกิดขึ้นและเป็นจริงได้

เมื่อนั้นพันธมิตรก็จะเข้มแข็งเหนือกว่าใคร
เพราะมีทั้งอำนาจมวลชน และอำนาจการเมือง
สามารถให้คุณให้โทษใครๆได้

ฟันธง !!!
หากพันธมิตรร่วมมือกับประชาธิปัตย์ ร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ เมืองไทยก็จะวัวัฒน์ หลังจากหยุดเดินมาเกือบ 70 ปี และเดินถอยหลังยุคทักษิณและนอมินี

นักการเมืองก็ต้องปรับตัว อย่ากินมูมมาม
ประเทศชาติ 90% นักการเมืองสัก 10%
คนไทยก็พอทำใจ (จะหวังประเทศชาติ 100% ก็จะเป็นการตั่งความหวังไว้เกินความเป็นจริง)

ความคิดเห็นที่ 3

เวลาคุณกินอาหารที่ร้านหนึ่งเมื่อไม่ถูกปากไม่อร่อยคุณก็จะไปหาร้านใหม่ แต่หากไม่มีร้านใหม่เลยสิ่งที่คุณทำได้ก็บอกให้พ่อครัวร้านเดิมปรับปรุงแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ดีขึ้นซ้ำกลับเลวลง สิ่งที่คุณทำได้ก็คือทำอาหารกินเองหรือไม่ก็ยอมเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาร้านอาหารที่ถูกปากถูกใจ แต่ถ้าคุณไม่ยอมทำอะไรเลยคุณก้ได้แต่จมปลักอยู่กับอาหารที่ไม่อร่อยและอาจเป็นพิษกับคุณจนคุณตายไป

ความคิดเห็นที่ 2

แล้วไงต่อ..หรือไม่ต้องทำอะไร...หากไม่คิดที่จะเดินไปข้างหน้าก็อย่าเป็นตัวถ่วง คนที่เขาคิดดีและพยายามทำในสิ่งที่ดี ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ยังได้พยายามทำดีที่สุดแล้ว ถ้าคิดตามผู้เขียนก็ไม่ต้องทำอะไร ก็ปล่อยให้คนเพียงหยิบมือบงการชีวิตและกอบโกยเพื่อตัวเองและพวกพ้องต่อไปก็แล้วกันนะ...อย่าใช้คำว่า ประทีป เลย อ่านแล้วมันรู้สึกขัดๆกับบทความ...

ความคิดเห็นที่ 1

น้ำดีน้ำใสการเมืองใหม่ จะเข้าไปไล่น้ำเน่า ครำ ดำเหม็น...ถ้าในอนาคตต่อไปมันไปไม่ไหวจริงๆ สภาพการเมืองไม่แน่นอน ทำให้บ้านเมืองดิ่งเหวลึก เพราะการเมืองฉุดเมืองไทยลงเหวทำให้เวียดนาม เขมร ลาว แซงหน้า เพราะนักการเมืองคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ ก้นกาวติดเก้าอี้ ห่วงแต่ผลประโยชน์ ห่วงแต่กระเป๋าเงินของกลุ่มพรรคพวกตัวเองเท่านั้น เอาแต่ตัวเองรอด ประชาชนเป็นเรื่องรอง จัดตั้ง รบ เพื่อชาติดีกว่า ไม่ต้องอ้างว่าต้องพรรคตนเองต้องเสียสละ เสียบเพื่อชาติ ต่อไปตั้ง รัฐบาลเพื่อชาติที่ไม่มีฝ่ายค้านเข้าท่ามาก..แบ่งนักการเมืองเป็น 2 ฝ่ายจำนวนพอๆ กัน แล้วเอาจำนวนกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หาร 2 ให้ 2 ฝ่ายจับสลากแบ่งกันไปบริหารแบ่งไปตรวจสอบโกงกินกันคนละครึ่ง ขอย้ำว่าต้องจับสลากแบ่งตำแหน่งทุกๆ ตำแหน่ง โดยยุติธรรมกันเท่านั้น ส่วนนายกทุกๆ พรรคก็ไปตกลงกันเอง จะเอานายกคู่ 2 คน จะเอาคนนอก เอา สส คนหนึ่ง ก็ตกลงกันเอาเอง

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement