สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกยิงพี่น้องชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตถึง 10 รายในมัสยิดบ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 8 มิ.ย. และกำลังบานปลายกลายเป็นความหวาดระแวงของผู้คนสองศาสนาในพื้นที่ เพราะล่าสุดก็เพิ่งเกิดเหตุยิงหญิงชาวไทยพุทธตั้งท้อง 4 เดือนเสียชีวิตไปอีกนั้น
มีการวิเคราะห์กันแม้แต่ในวงประชุมฝ่ายความมั่นคงว่า ประเด็นหนึ่งที่ถูกนำไปใช้ปลุกกระแสในพื้นที่ช่วงนี้ คือผลแห่ง "คดีตากใบ" หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 ซึ่งศาลจังหวัดสงขลาเพิ่งมีคำสั่งในคดีไต่สวนการตายของผู้เสียชีวิต 78 คน เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา สรุปว่าเป็นการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ไม่มีเหตุร้ายอื่นทำให้ตาย และเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการในวันนั้น ปฏิบัติราชการตามหน้าที่
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในแวดวงนักสิทธิมนุษยชนทั้งไทยและต่างประเทศ ล่าสุดในวงสัมมนาเรื่อง "5 ปีตากใบ 5 ปีไฟใต้ 5 เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์" ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ก็มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน
นายรัษฎา มนูรัษฎา ตัวแทนสภาทนายความแห่งประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า คดีตากใบนั้น หากปล่อยให้เงียบหายไป บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 85 คน เป็นการเสียชีวิตในที่เกิดเหตุหน้า สภ.ตากใบ 6 คน เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 คน และเสียชีวิตระหว่างการขนย้ายผู้ชุมนุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อีก 78 คน
นายรัษฎา ซึ่งติดตามคดีนี้มาตั้งแต่ต้น อธิบายว่า คดีที่เป็นผลจากเหตุการณ์ตากใบแยกออกเป็น 3 คดี คือ
1.คดีที่ญาติผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บยื่นฟ้องแพ่งกับหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น ให้จ่ายเงินค่าชดเชย ต่อมารัฐยอมจ่ายค่าชดใช้ให้ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล คดีจึงจบไปก่อนโดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความจริง ชาวบ้านได้รับเงินการเยียวยาด้วยเงิน แต่ความรู้สึกกลับยังคลางแคลง
2.คดีที่ผู้ร่วมชุมนุมจำนวน 59 คนถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาในข้อหาปลุกปั่นให้เกิดการชุมนุมและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการ คดีนี้สืบพยานไป 4 ปาก ก็เริ่มมีความรู้สึกจากบางฝ่ายว่าไม่อยากให้สืบพยานต่อไปอีกแล้ว เพราะเริ่มชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเป็นผู้สั่งการหรือเกี่ยวข้อง สุดท้ายจึงมีการถอนฟ้อง แม้จำเลยทั้งหมดจะยังคงอยากต่อสู้คดีต่อไปก็ตาม
3.คดีไต่สวนการตายของผู้เสียชีวิต 78 คนจากการขนย้ายผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ที่กำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อไต่สวนกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมของผู้ตายและครอบครัว
เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้คือมุ่งหาความจริงว่าคนตายคือใคร ตายที่ไหน และใครทำให้ตาย โดยให้ไต่สวนเพื่อระบุข้อเท็จจริงเท่าที่จะทราบได้ ซึ่งในที่สุดศาลก็มีคำสั่งออกมาตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว
ข้อเท็จจริงของคดีนี้มีการไต่สวนพยานไปทั้งสิ้น 79 ปาก มีพยานที่รอดชีวิตจากการขนย้ายผู้ชุมนุมให้การถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ข้อมูลหลายๆ เรื่องก็เคยปรากฏผ่านสื่อ คือมีการถอดเสื้อผู้ชุมนุมทั้งหมด ใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง แล้วนำขึ้นรถบรรทุกในลักษณะทับซ้อนกันเนื่องจากรถมีจำนวนน้อย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานยังพบว่า ยิ่งดึก รถคันที่ไปถึงค่ายอิงคยุทธฯ คันหลังๆ เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น จากคันละ 5-6 คน เป็นคันละ 23 คนบ้าง 21 คนบ้างในคันท้ายๆ คำถามก็คือเมื่อพบผู้เสียชีวิตตั้งแต่คันแรกๆ เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงไม่พยายามแก้ไขด้วยการแจ้งไปยังรถคันหลังๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
พยานฝ่ายผู้ร้องมี นายพิเชต สุนทรพิพิธ ประธานคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีตากใบ (ตั้งโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ขึ้นเบิกความว่า เหตุของการเสียชีวิตคือการนำผู้ชุมนุมมัดมือไพล่หลัง นอนคว่ำหน้าทับซ้อนกัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวก็ได้มาจากการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แม้แต่พยานฝ่ายอัยการที่เป็นทหารบางนาย ก็เบิกความว่าในรถที่ตนเองประจำการอยู่มีผู้เสียชีวิตเช่นกัน
นอกจากนั้น พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอนุกรรมาธิการสอบข้อเท็จจริงกรณีตากใบของวุฒิสภา ก็เบิกความว่า ในทางการแพทย์ การขาดอากาศหายใจจนทำให้เสียชีวิตนั้น ต้องมีที่มา มีสาเหตุ
"คำถามก็คือจากข้อเท็จจริงเหล่านี้เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับผลการไต่สวนที่ออกมา ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ผมคิดว่าสำนักงานศาลยุติธรรมน่าจะนำไปพิจารณา เพื่อไม่ให้ญาติผู้เสียหายคลางแคลงใจต่อไป กรณีตากใบเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และส่งผลถึงความร่วมมือของประชาชนที่จะมีต่อเจ้าหน้าที่รัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้"
สำหรับความเป็นไปได้ในการดำเนินการขั้นต่อไปเกี่ยวกับคดีตากใบนั้น นายรัษฎา บอกว่า ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นฟ้องเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความทางอาญามาตรา 150 วรรคท้ายที่ระบุว่า คำสั่งของศาลในคดีไต่สวนการตาย ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา
นายวิทิต มันตราภรณ์ อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนชื่อดัง กล่าวว่า กรณีการฆาตกรรมชาวมุสลิมระหว่างการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาถึงในมัสยิด (เหตุการณ์ที่ อ.เจาะไอร้อง) ถือว่าเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลมาก เพราะเป็นการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เชื่อมโยงกัน 3 ระดับ คือ แตกร้าว แตกแยก และแตกหัก ขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากคดีตากใบ จึงกระทบต่อจิตใจของประชาชนอย่างมาก
นายวิทิต ยังกล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในมิติของสิทธิมนุษยชน มีทั้งการพัฒนาที่ดีขึ้นและแย่ลง ส่วนที่ดีขึ้นประกอบด้วย
1.เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้คำพูดที่อ้างถึงสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมมากขึ้น ขณะที่มีข้อมูลการประทุษร้ายในค่ายทหารและเรือนจำลดลงจากปีก่อนๆ 2.จำนวนของบุคคลที่ถูกกักตัวอยู่ในค่ายทหารลดลงและถูกกักในระยะเวลาสั้นลง มีการโอนตัวไปสู่เรือนจำเร็วกว่าสมัยก่อน 3.เจ้าหน้าที่มีแนวโน้มถูกลงโทษทางวินัยมากขึ้นเมื่อมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน 4.ภาคประชาสังคมในพื้นที่หนาแน่นขึ้น ช่วยบริการเหยื่อการละเมิดได้มากขึ้น และ 5.สถิติความรุนแรงลดลง
แต่สิ่งที่แย่ลงก็มี 5 ประการเช่นกัน คือ 1.การปฏิบัติการก่อความไม่สงบรุนแรงมากขึ้น มีการฆ่ากันตายถึงในมัสยิด ผู้ที่ถูกสังหารเป็นผู้นำชุมชน โต๊ะอิหม่าม ครู ถือเป็นเรื่องบั่นทอนจิตใจประชาชนและเยาวชน 2.ผู้ก่อสถานการณ์ยังคงนิรนาม จึงส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ 3.ข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด 4.เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแนวรบอย่างค่ายทหาร แต่เกิดในชุมชน ถือว่าใกล้ชิดชาวบ้านมากขึ้น และ 5.การแก้ไขปัญหาโดยรัฐไม่ได้มุ่งสู่การให้บทบาทของภาคพลเรือน แต่ยังคงใช้ทหารเป็นหน่วยนำ
“การแก้ปัญหาความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่การใช้กฎหมายความมั่นคง เพราะถ้าใช้แล้วขัดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมก็แก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นต้องให้ชาวบ้านเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว ผู้ต้องหาต้องสามารถเข้าถึงครอบครัวและทนายอย่างสม่ำเสมอ ต้องหยุดการประทุษร้ายกับผู้ที่ถูกจับกุมทุกกรณี”
นายวิทิต ยังเสนอทางออกในการแก้ปัญหาว่า 1.การเยียวยาต้องใช้ภาคพลเรือนเป็นผู้นำ และไม่ใช้กฎหมายที่ทำให้ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นคนของรัฐลอยนวล 2.กระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น 3.เน้นการเข้าถึงเหยื่อครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ แค่ให้เงินเยียวยายังไม่พอ เพราะผู้สูญเสียต้องการความเป็นธรรม 4.ดำเนินมาตรการทางการเมืองและสังคม โดยให้ผู้นำชุมชนและเยาวชนมีกิจกรรมร่วมกัน 5.ต้องมียุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนยังมีความหวาดระแวงรัฐสูงมาก
นางแยนะ สะแลแม ผู้ประสานงานผู้สูญเสียในคดีตากใบ กล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กรณีตากใบสร้างความสนใจให้คนทั้งประเทศรวมทั้งในต่างประเทศ แต่ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐมาไถ่ถามญาติผู้เสียชีวิตเลยว่าคดีเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดเปลี่ยนมา 2-3 คนก็ไม่เคยถาม จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐจึงไม่คิดช่วยเหลือเยียวยากันบ้าง จึงขอเรียกร้องให้ทนายความและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ช่วยต่อสู้เพื่อความยุติธรรมต่อไป
น.ส.เอริณ เชาว์ ผู้ร่วมสังเกตการณ์คดีตากใบ จากองค์การนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายให้ความเป็นธรรมกับคดีตากใบ รวมถึงคดียิงในมัสยิด เนื่องจากกระทบกระเทือนต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างยิ่ง อยากให้รัฐบาลไทยปกป้องสิทธิของประชาชนมากกว่านี้ และมองการแก้ปัญหาด้วยมุมมองสิทธิมนุษยชน
Tags : จังหวัดชายแดนภาคใต้

ความคิดเห็นที่ 8
รักชาติ , 30 เมษายน 2553 14:09
ขอสนับสนุน ความคิดที่1 ค่ะ เรื่อง3จังหวัดใต้ซับซ้อนกว่าที่คิด แต่ถ้าคิดเยอะไปมันก้อเป็นช่องทางให้คนที่จ้องจะฉวยโอกาส ทำสิ่งเลว เลยเถิด ควบคุมไม่ได้ ทุกอย่าง ทุกเรื่องในบางครั้งสถานการณ์บังคับ ก้อต้องมีนอกกฎกันบ้าง แต่อยู่บนพื้นฐานเพื่อความสงบ หลายๆเหตุการณ์องกรมนุษยชนทำให้เสียเรื่อง กฎที่เคยมีหย่อนยาน พวกคุณจะรู้กันบ้างไหมว่าคนไทยเคยตัวเพราะอะไร เพราะพวกองค์กรมนุษยชนค่ะ ก้อภาวนาของให้อำนาจตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ลงปฎิบัติจิง รักชาติ รักแผ่นดินจิง ก็พอแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
Ok> , 14 มิถุนายน 2552 15:50
ค.ห ที่1 ดีมากครับ
จะไห้ทำงัยล่ะครับ
เงินมันคือพระเจ้าไปแล้ว
ความยุติธรรมมันไปอยู่ที่ไหนหล่ะ ครับ
เสียใจกะญาติ พี่น้องที่เสียไปด้วยน่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 6
ระวังเสือผู้หญิง , 13 มิถุนายน 2552 21:49
สราวุธ วัชรพล มีเมียน้อยไปทั่วจีบไม่เลือก
พ่อแม่ก็น้ำเน่า ยิ่งกว่าหนังไทย งานแต่งงานลูกตัวเองแท้ๆ
ยังไม่ยอมไป เพราะไม่ปลื้มลูกสะใภ้ แต่ลูกสะใภ้ ท้องก่อนแต่งแล้ว
จึงต้องยอมให้แต่งงานกัน ขนาดคนมีแฟนแล้ว นาย สราวุธ วัชรพล
ก็ยังจีบ ไม่สนว่าลูกเขาเมียใคร ทั้งที่มีเมียน้อยอยู่แล้วตั้งหลายคน
ว่างๆตักน้ำเน่าในคลองให้แม่แกกินด้วย สราวุธ วัชรพล
พวกแกนี่น้ำเน่าเหมือน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จอมน้ำเน่าของแกเลย
ความคิดเห็นที่ 5
ระวังเสือผู้หญิง , 13 มิถุนายน 2552 21:48
สราวุธ วัชรพล มีเมียน้อยไปทั่วจีบไม่เลือก
พ่อแม่ก็น้ำเน่า ยิ่งกว่าหนังไทย งานแต่งงานลูกตัวเองแท้ๆ
ยังไม่ยอมไป เพราะไม่ปลื้มลูกสะใภ้ แต่ลูกสะใภ้ ท้องก่อนแต่งแล้ว
จึงต้องยอมให้แต่งงานกัน ขนาดคนมีแฟนแล้ว นาย สราวุธ วัชรพล
ก็ยังจีบ ไม่สนว่าลูกเขาเมียใคร ทั้งที่มีเมียน้อยอยู่แล้วตั้งหลายคน
ว่างๆตักน้ำเน่าในคลองให้แม่แกกินด้วย สราวุธ วัชรพล
พวกแกนี่น้ำเน่าเหมือน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จอมน้ำเน่าของแกเลย
ความคิดเห็นที่ 4
สาธิต , 13 มิถุนายน 2552 21:28
ทุกคนมีความรู้กันทั้งนั้น แต่ถามว่าเคยไปทำไหมงานทุกอย่างไม่ใช่ดีแต่พูดหลักหลัก * แล้วก็ไปหรือย้ายไปหรือเกษียณไป คนมาใหม่เร่มใหม่ แล้วเมื่อไหร่จะสเร็จไม่ว่าจะภารกิจอะไร อย่างอวดว่าเรียนจบหลักสูตรนี้มานั้นมาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ความคิดเห็นที่ 3
แม้ว , 13 มิถุนายน 2552 18:17
ขอแก้ว่า ความเห็นที่1 ดีมาก ไม่ใช่ข้อเขียนบทความของ นสพ
ความคิดเห็นที่ 2
แม้ว , 13 มิถุนายน 2552 18:15
เป้นข้อเขียนที่ดีมากๆๆ
ความคิดเห็นที่ 1
คนตากใบ , 13 มิถุนายน 2552 10:00
ผู้ที่สนับสนุน กบฏแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ โดยไม่รู้ตัว คือกลุ่มสิทธิมนุษชน สื่อมวลชน นักการเมือง ฯลฯ ที่ไม่เคยแม้แต่ลงพื้นที่3จังหวัดภาคใต้ แต่รู้ทุกอย่างตามจินตนาการของตนเอง วิเคราะห์ด้วยความไม่รู้จริง เพียงเพื่ออวดรู้ และอยากดัง ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้โจรจากนรกพวกนี้ เรื่องคดีตากใบรู้หรือไม่ว่าเกือบ100% ผู้ที่มาร่วมประท้วงล้วนเป็นแนวร่วมจัดตั้งมาทั้งสิ้น ติดต่อสั่งการ ประสานงานระดมคน ทางโทรศัพท์กันทั้งวัน ถ้าปล่อยไว้จนถึงกลางคืนพวกอวดรู้ทั้งหลายรู้หรือไม่ว่าเมืองตากใบอาจถูกเผาวอดทั้งเมือง เพราะทหารตำรวจไม่สามารถควบคุมได้ แล้วพวกบ้าสิทธิมนุษชนที่ไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ พวกนักวิเคราะห์ที่อยากดัง เป็นแต่ตำหนิคนอื่น แต่ทำงานไม่เป็น จะมีปัญญารับผิดชอบความเสียหายได้หรือไม่ แน่นอนทหารตำรวจต้องรับผิดชอบอีก ทหาร เขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว ที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาดให้เรียบร้อยก่อนค่ำ คนดีๆในพื้นที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเฉพาะคนตากใบ ล้วนชื่นชมและเป็นหนี้บุญคุณ ในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ ในภาวะฉุกเฉินเช่นนั้น ทุกอย่างต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้น ศาลก็พิจารณาตัดสินไปแล้ว เรื่องผ่านไปหลายปี คนพวกนี้ยังฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นมาอีก เพื่ออะไร หรืออยากให้3จังหวัดภาคใต้แยกไปปกครองตนเองเหมือนติมอร์หรือ ถ้าไม่รูจริงควรหุบปาก ลดความอยากดังกันเสียบ้าง พวกนักสิทธิมนุษชน มีเรื่องมากมายที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ์ในประเทศไทย เช่นผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งติดคุกฟรีฯลฯ ทีควรเข้าไปช่วยเหลือ แต่เรื่องไม่ดัง จึงไม่มีใครทำ เห็นคนมีแนวคิดแบบนาย จรัญ เข้าไปเป็นเป็นกรรมการสิทธิ์มนุษชนได้ แม้เป็นอดีต แล้วคนไทยจะหวังพึ่งอะไรกับองค์กรนี้ ควรปรับปรุงภายในองค์กรก่อน เลือกคนดี มีวิสัยทัศน์ความคิดกว้างไกล เสียสละเพื่อช่วยประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากใจจริง มีคุณธรรม จริยธรรม ที่สังคมยอมรับเข้ามาเป็นกรรมการบริหาร น่าจะพอมีหวังขึ้นบ้าง