กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 8 มิถุนายน 2552 07:11

เช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันบทพิสูจน์ธรรมาภิบาลรัฐบาลอภิสิทธิ์

รถเมล์เอ็นจีวี

รถเมล์เอ็นจีวี

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

วิเคราะห์ทางเลือกรถเมล์ 4 พันคันนักวิชาการฟันธง “เช่าซื้อ” ดีกว่า “เช่า”

เมื่อครั้งที่โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรียุค นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งครั้งนั้นมูลค่าโครงการสูงแตะ 1 แสนล้านบาท รศ.ธนชัย ยมจินดา นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เคยวิเคราะห์โครงการเอาไว้อย่างถึงกึ๋น จนสุดท้ายต้องพับไป

วันนี้ โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะลดมูลค่าโครงการลงเหลือกว่า 6 หมื่นล้าน แต่ก็ยังถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย แม้แต่คณะรัฐมนตรีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งหัวโต๊ะ ก็ตีกลับไปแล้วถึงสามครั้ง
รศ.ธนชัย วิเคราะห์ทางเลือกโครงการเช่ารถเมล์ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด และเพื่อเป็นบทพิสูจน์ธรรมาภิบาลของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

บทวิเคราะห์ของ รศ.ธนชัย ระบุว่า การตัดสินใจใดๆ โดยทั่วๆ ไปจะยึดหลักสมการ D = F + J หรือการตัดสินใจจะต้องประกอบไปด้วยข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน (Facts) และการใช้วิจารณญาณที่ดี (Judgment) ซึ่งต้องเป็นการใช้วิจารณญาณเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และหรือสาธารณะอย่างแท้จริง จึงจะถือว่าสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องมีปัญหากับข้อถกเถียงใดๆ 

และเมื่อพิจารณาการตัดสินใจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ชูแนวทางธรรมาภิบาลเป็นหลักการมาโดยตลอดด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความชัดเจนในประเด็นของคำว่า “ธรรมาภิบาล” ให้มากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณด้วย

ในฐานะที่เป็นประชาชนผู้เสียภาษีคนหนึ่ง ที่อยากจะเห็นการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นแบบมืออาชีพ และเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง จึงได้ลองนำเอาข้อมูลต่างๆ ที่มีการเผยแพร่ออกมาสู่สายตาประชาชนผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ มาแล้ว มาช่วยคิด โดยนำมาตั้งวางในกรอบการพิจารณาของมืออาชีพ ที่มีการพิจารณาปัจจัยทุกแง่มุมอย่างรอบด้าน  และตัดสินใจบนฐานการวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่มีอะไรแอบแฝง เพื่อหาข้อสรุปว่า การเช่ารถ NGV 4,000 คันนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของรัฐบาลหรือไม่ และรัฐบาลควรตัดสินใจตามแนวทางใด ระหว่างการเช่า หรือการเช่าซื้อ


ทางเลือกที่ 1 : อายุโครงการ 10 ปี รายได้รวม 6,146 บาท/คัน/วัน
ผลการวิเคราะห์  : ขสมก. จะมีกำไร /คัน/วัน =  6,146 - 4,522 = 1,624 บาท/คัน/วัน
     หรือ =  2,371 ล้านบาท/4,000 คัน/ปี
 กระแสเงินสดรับของ ขสมก. ใน 10 ปี =  2,371 ล้านบาท x (PVIFA 8% n  = 10)
      =  2,371 ล้านบาท x 6.71 =  15,909 ล้านบาท
 ขสมก.ขาดทุนจากการลงทุน  =  15,909 - 66,000=  -50,091 ล้านบาท/ตลอดอายุ 10 ปี

ข้อสรุป
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามข้อมูลข้างต้น โดย ขสมก. ทำรายได้เพียง 6,146 บาท /คัน/วัน และมีค่าใช้จ่าย 4,522 บาท /คัน/วัน (ข้อมูล รมต.) ขสมก.จะมีกำไร/คัน/วัน 1,624 บาท และคิดเป็นเงินรายได้ที่เป็นกำไร 2,371 ล้านบาท/4,000 คัน/ปี รวม 10 ปี จะได้กระแสเงินสดรับทั้งสิ้น 15,909 ล้านบาท และได้รับผลขาดทุนรวม 50,091 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ 10 ปี ดังนั้นหากพิจารณา ตามข้อมูลข้างต้น โครงการนี้จะขาดทุนอย่างมหาศาล และจะไม่เป็นผลดีต่อประโยชน์สาธารณะอย่างแน่นอน ถ้า ครม. เลือกตัดสินใจตามทางเลือกที่ 1 คงจะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่ามีปัจจัยแอบแฝงอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทางเลือกที่ 2 : ปรับลดโครงการเหลือ 5 ปี ค่าเช่าเท่าเดิม 4,522 บาท/คัน/วัน
ผลการวิเคราะห์ :  การลดโครงการเหลือ 5 ปี จะทำให้มูลค่าโครงการลดลงเหลือ 33,000 ล้านบาท
 ขสมก. ยังคงได้รับผลขาดทุน  =  (2,371 x 3.99) - 33,000
      =  - 23,540 ล้านบาท (ตลอดอายุ 5 ปี) 

ทางเลือกที่ 3 : ปรับลดค่าเช่าลง 20 % ปรับลดโครงการเหลือ 5 ปี
ผลการวิเคราะห์ : มูลค่าโครงการจะลดลง = 33,000 ล้านบาท
กระแสเงินสดรับสุทธิ/ปี ของ ขสมก. = 3,692 ล้านบาท/ปี (6,146 - 3,617 = 2,529 x 4,000 x 365)
 กระแสเงินสดรับสุทธิ 5 ปี = 14,732 ล้านบาท (3,692 x PVIFA 8 %n =5)
 ขสมก. ยังคงขาดทุน  = 14,732- 33,000
     = - 18,268 ล้านบาท

ทางเลือกที่ 4 : ปรับลดโครงการเหลือ 5 ปี ปรับลดค่าเช่า 50%
ผลการวิเคราะห์ : มูลค่าเงินลงทุนโครงการ = 33,000 ล้านบาท
 กระแสเงินสดรับสุทธิ/ปี ของ ขสมก. = 5,672 ล้านบาท
  ขสมก.ยังคงขาดทุน  = (5,672 ล้านบาท x PVIFA 5 ปี 8 %) - 33,000
      =  22,631 (5,672 ล้านบาท x 3.99) - 33,000
      =  -10,369 ล้านบาท/ตลอด 5 ปี

ทางเลือกที่ 5 : ปรับรายได้เพิ่มจากเดิม 30 % เป็น 7,989 บาท/คัน/วัน ระยะเวลาเช่า 10 ปี
ผลการวิเคราะห์ : กระแสเงินสดรับสุทธิ  = 3,467 บาท/คัน/วัน
 กระแสเงินสดรับสุทธิ ตลอด 10 ปี  = 5,061 ล้านบาท/4,000 คัน/ปี
  ขสมก. ยังคงขาดทุน  = 33,953 - 66,000 = - 32,041 ล้านบาท

ดังนั้น การพิจารณาทางเลือกของการเช่าดูจะมีความเป็นไปไม่ได้ เพราะผลการวิเคราะห์พบว่า ขสมก. มีผลการขาดทุนในทุกกรณี (ทั้ง 5 ทางเลือก) แม้ว่าจะปรับลดโครงการเหลือ 5 ปี  ปรับลดค่าเช่ากึ่งหนึ่ง หรือเพิ่มรายได้ขึ้น 30% ก็ยังคงมีผลขาดทุนอยู่ดี จึงต้องลองพิจารณาทางเลือกของการเช่าซื้อ โดย ขสมก. กู้เงินมาดำเนินการเอง

ทางเลือกที่ 6 : ลงทุนโดย ขสมก. โครงการ 5 ปี ดอกเบี้ย 8%
มูลค่าลงทุนของโครงการ 5 ปี จะอยู่ที่ 20,800 ล้านบาท (รถคันละ 5.2 ล้านบาท) และสมมติให้ ขสมก. มีรายจ่ายค่าซ่อมเป็นไปตามข้อมูลของ รมต. คมนาคม ก็จะพบว่าจะเสียค่าซ่อม  (โดยไม่เสียค่าเช่า) เพียง 1,985 บาท/คัน/วัน
ผลการวิเคราะห์ : การคำนวณผลกำไรขาดทุนของโครงการจะปรากฏข้อค้นพบว่า ขสมก. ประสบผลกำไรตลอดอายุ 5 ปี ของโครงการ จำนวนเงิน 4,239 ล้านบาท ดังนี้
 มูลค่าเงินลงทุน   =  20,800 ล้านบาท
 กระแสเงินสดรับ สุทธิ/ปี  = (6,146 - 1,985  = 4,161 x 4,000 x 365) = 6,075/ปี
 กระแสเงินสดรับทั้ง 5 ปี  = 6,075 ล้านบาท x PVIFA 8 %n = 5
     = 6,075 ล้านบาท x 3.99
     = 24,239 ล้านบาท
  ผลกำไรของโครงการ = 24,239 - 20,800  = 4,239 ล้านบาท/ 5 ปี
 
ถ้าพิจารณาจากทางเลือกการลงทุนเองของ ขสมก. จะพบว่าจะทำให้ ขสมก.มีกำไรทั้งสิ้น 4,239 ล้านบาท ตลอด 5 ปี โดยยังไม่นับรวมมูลค่าซากของรถ 4,000 คัน ที่จะขายในปีที่ 5  และรับเป็นเงินสดได้อีก แล้วอย่างนี้คิดว่าจะเลือกตามทางเลือกของการเช่า ตามที่ รมว. คมนาคม เสนอ ครม.พิจารณาจะไปได้หรือ

“ผมเห็นว่าเป็นการตัดสินใจนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้โดยไม่ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาล เพราะประสบผลขาดทุนอย่างเห็นได้ชัดเจน ขณะที่ ครม.ซึ่งควรต้องเป็นมืออาชีพจะตัดสินใจยอมรับผลขาดทุนได้อย่างไรเมื่อมีทางเลือกอื่นซึ่งให้ผลกำไรและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า”

บทพิสูจน์โดยการคำนวณนี้แสดงชัดแล้วว่า “การเช่าซื้อ” ดีกว่า “การเช่า” เหลือแต่รอเพียงบทพิสูจน์  “ธรรมาภิบาล” ของ ครม.ชุด นายอภิสิทธิ์ เท่านั้น

ข้อมูลโครงการ  : (เผยแพร่ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ)
- มูลค่าโครงการ 66,000 ล้านบาท  - ระยะเวลาเช่า 10 ปี
- ประมาณการรายได้ 6,146 บาท/คัน/วัน - ประมาณการรายได้รายได้ 7,989 บาท/คัน/วัน    
 (ข้อมูล ขสมก. ปัจจุบัน)      (เพิ่ม 30% จากรายได้ปัจจุบันของ ขสมก. )  
- ค่าเช่ารถ 2,537 บาท/คัน/วัน  - ค่าบริหารจัดการ 417/คัน/วัน (รวมดอกเบี้ย)
- ค่าซ่อม 1,359 บาท/คัน/วัน   - ค่าประกันภัย/ภาษี 39 บาท/คัน/วัน
- ค่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ 170 บาท/คัน/วัน - ค่าใช้จ่ายรวม 4,522 บาท/คัน/วัน (ข้อมูลของ รมต.)
- ดอกเบี้ย 8%     - มูลค่ารถ 5 ล้านบาท/คัน


       

 

Tags : รถเมล์เอ็นจีวี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15

โตแบบไร้ทิศทาง! เมื่อมีประเด็นร้อนจากการประชุมคณะรัฐมนตรีในเรื่อง ‘รถเมล์ 4,000 คัน’ ที่สร้างปัญหาค้างคาใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย ที่เมื่อเริ่มจัดตั้งรัฐบาลมีรูปคู่แฝดสไตล์ ‘อิน-จัน’ ที่แสดงโดย ‘อภิสิทธิ์-เนวิน’ ปรากฏต่อสื่อให้ฮือฮากันทั้งบ้านทั้งเมือง ประเด็นเรื่องรถเมล์นี้ ผู้ที่โดนสังคมรุมกระหน่ำจึงไม่พ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โสภณ ซารัม แค้นนี้มองผ่านมิติการเมืองคงกระเทือนไปถึงอาจารย์ใหญ่ ภูมิใจไทย อย่าง เนวิน ชิดชอบ อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อไทยแลนด์ฟอรัมเจาะลึกคลี่เรื่องนี้ออกมาดู แฝดสยามอย่าง แก้วสรร-ขวัญสรวง หัวแรงใหญ่ของไทยแลนด์ฟอรัมกลับมองเห็น ‘มิติที่ต่างออกไป’ โดยมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเด็นที่สังคมกำลังสาละวนอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ ‘ผิดทิศผิดทาง’ เพราะเรื่อง รถเมล์ 4,000 คัน เป็นประเด็นที่โผล่มาจากการตั้งโจทย์ผิด! ซึ่งต้นธารความคิดนี้เกิดขึ้นจากปัญหาเรื่อง ‘การพัฒนาเมือง’ และ ‘กระบวนการเปลี่ยนเป็นเมือง (Urbanization)’ ในสังคมของเรา สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ http://www.thailandforum2010.com/magazine/mag

ความคิดเห็นที่ 14

หนูไม่ค่อยรุเรื่องเกี่ยวกับการเมืองมากเท่าไหร่ แต่อยากได้รถไฟฟ้าไม่บนดินหรือใต้ดินก็ได้มากกว่าค่ะ ไม่เห็นด้วยเลยกับการเช่ารถถึง 4000 คัน

ความคิดเห็นที่ 13

ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้นักวิชาการต่างๆหันมาสนใจตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ให้เยอะๆ เพราะมีแต่จะำทำให้ประชาชนได้ประโยชน์

แต่ ทางนักวิชาการเองก็ควรจะเสนอผลงานที่ผ่านการวิเคราะห์อย่าง รอบคอบ มีเหตุผล และ เป็นกลาง อย่างแท้จริง เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะส่งผลเสียทั้งต่อตัวผู้จัดทำเอง และต่อสังคม ที่ต่อไปก็จะกลายเป็นว่าไม่มีใครให้น่าเชื่อถืออีกแล้ว

ถึงจะค่อนข้างเห็นใจว่า ข้อมูลโครงการอาจจะไม่ได้เปิดเผยครบถ้วน และ เข้าถึงได้ง่ายนัก แต่สำหรับสมมติฐานสำคัญนั้น ถ้าได้ข้อมูลยังไม่ครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ควรจะสรุปผลไปก่อนล่วงหน้า ไม่จำเป็นว่าต้องเสนอผลงานในวันสองวันที่เรื่องยังอยู่ในกระแส อาจจะช้าไปบ้างอาทิตย์ก็ยังน่าจะเป็นที่สนใจอยู่ สภาพัฒน์ยังมีเวลาเป็นเดือนในการพิจารณา (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะน้อยเกินไปไหม)

แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องสมมติฐาน ด้านรายได้ และ ค่าใช้จ่ายโครงการนี้ มันค่อนข้างจะแพร่หลาย และรู้กันในวงกว้างในเรื่องในประเด็นดังนี้คือ
- ขสมก. ไม่ได้จ่ายเงินก้อน เหมือนการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นการจ่ายค่าเช่า เป็นรายวัน ดังนั้นสมมติฐานที่จัดทำ ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรก หรือที่แก้ไขนั้นจึงไม่ถูกต้อง
- ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นรวมต้นทุนทางการเงินแล้วในยอดรวมสี่พันห้าร้อยบาทดังกล่าว โดยผู้ประมูลรับภาระจัดหาแหล่งเงินทุนเอง
- ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ รวมถึง ค่าเชื้อเพลิง ก็เห็นมีการพูดกันผ่านสื่อเหมือนกัน ซึ่งต้องนำมาัหักเพิ่มในแต่ละวัน

คิดว่าถ้าจะให้ดี ทางอาจารย์น่าจะรวมข้อมูลทั้งหมดให้ครบถ้วนก่อนแล้วจัดทำผลการประเมินใหม่อีกครั้งน่าจะเป็นผลดีกับสังคมมากกว่่า การเสนอข้อมูลที่ทันเหตุการแต่ไม่สามารถใช้ประเมินอะไรได้เลยเพราะข้อมูลไม่ครบถ้วน

ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นด้านมูลค่ากระแสเงินสดเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย เพราะคิดว่าคนทำตัวเลขมานั้นคงทำมาให้เป็นบวกอยู่แล้วก่อนจะนำเสนอ แต่ปัญหามันก็เหมือนกับหลายท่านว่า เรื่องความน่าเชื่อถือของสมมติฐาน รายได้ และ ค่าใช้จ่าย ซึ่งที่เป็นเรื่องหลักๆ สองด้านคือ
- ค่าใช้จ่ายในการจัดหารถ และ จัดซ่อม สมเหตุสมผลหรือไม่
- วิธีการจัดซื้อ แบบเหมารวมทั้งหมดก้อนใหญ่นั้นเป็นวิธีที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่ ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าสามารถทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ก็คาดว่าประเด็นแรกก็จะมีความสำคัญน้อยลง
และ
- สมมติฐานด้านรายได้ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันนั้นมีเหตุผลน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งก็จะส่งผลถึงว่าความเป็นไปได้ของโครงการว่าทำแล้วจะไม่ขาดทุนได้หรือไม่

ซึ่งตรงนี้คิดว่าคงเป็นประเด็นรอง เพราะถ้าประเมินว่าปัจจุบัน ขสมก มีกระแสเงินสดติดลบขาดทุุนอยู่ปีละหกพันล้านอยู่แ้ล้ว ถ้าทำโครงการนี้ไปแล้ว ขสมก ยังไม่่มีกำไร แต่แค่ขาดทุนลดลงแค่ปีละ สองพันล้าน แค่นี้ก็เท่ากับได้ส่วนต่างเป็นมูลค่าปัจจุบันหลายหมื่นล้านแ้ล้ว ...

อยากให้ทางอาจารย์ช่วยพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ด้วย

ส่วน * เรื่องเช่าหรือซื้ออันไหนคุ้มกว่ากันนั้นที่ รบ. ให้ สภาพัตไปศึกษานั้น แทบจะไม่ได้มีอะไรที่ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการศึกษาเลย ถ้าไม่มีการศึกษาในสามประเด็นข้างต้น และ ต้องอย่าลืมว่าการเช่า เช่าซื้อ ซื้อ จริงๆแล้วมันก็แทบไม่ต่างกัน ก็แค่ต่างกันแค่ว่าใครเป็นผู้จัดการแหล่งเงินทุน ใครเป็นผู้รับภาระหนี้มาอยู่ในบัญชี และ ใครจะสามารถยักย้ายหนี้ไปนอกบัญชีได้เท่านั้นเอง ...

เพราะต้องอย่าลืมว่าถ้า ขสมก จะซื้อเอง ก็ต้องเป็นหนี้เพิ่มอีกหลายหมื่นล้าน ซึ่ง ตัวขสมก เองคงไม่สามารถจัดหาแหล่งทุนได้ในสถานะขนาดนี้ ก็ต้องให้ รบ. ช่วยค้ำประกัน ซึ่งในสภาวะปัจจุบันที่ภาครัฐก็มีภาระขาดทุนงบประมาณสูงจนต้องขยายวงเงินหนี้สาธารณะออกไปนั้น ดูเหมือนว่าถ้าศึกษาออกมาแล้วให้ใช้วิธีซื้อจริงๆ ก็ไม่รู้ว่า รบ.จะกล้าซื้อหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 12

ฝากไว้ให้คิด:
1. ต่อให้เอา Project Proposal มา Publish ใครจะรู้ได้ว่า ประมาณการรายได้ และ คชจ. นั้น มันถูกต้องเพียงใด? ใกล้เคียงความจริงเพียงใด? ผมแต่งตัวเลขให้มีกำไร Project คุ้มทุนได้อยู่แล้ว - ถ้าจะดูสงสัยต้องย้อนไปดูตั้งแต่ performance & Cash flow ของ ขสมก. แล้วก็ดูข้อมูลต้นทุนอื่นๆ เปรียบเทียบ แค่คิดก็ยุ่งแล้ว นี่ยังไม่รวมการกำหนดสมมุติฐาน Forecast รายได้เลย

2. ความโปร่งใสของโครงการ - ทำไมรัฐมนตรีสามารถปรับลดราคาต้นทุนเองได้?!?!(ผมสงสัยมาก)

ความคิดเห็นที่ 11

โครงการลักษณะใหญ่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและประชาชนในระยะยาวเช่นนี้ควรเปิดเผยตัวเลขต่าง ๆ ที่ ขสมก ใช้ในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ต่อสาธารณะเพื่อไม่ต้องคันหาตัวเลขมาวิเคราะห์กันเอง ตัวสื่อจากหนังสือพิมพ์
ที่เป็นข่าวซึ่งจะมีข้อจำกัดต่าง ๆ ด้านข้อเท้จจริงที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อ
ขสมก.มีผลการดำเนินงานขาดทุนด้วยแล้วยังต้องเป็นฝ่ายแสดงความโปร่งใสแจกจ่ายผลการวิเคราะห์ออกมาและเชิญชวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย
ไม่ใช่แค่ลงข่าวผ่านสื่อ เพื่อไม่ต้องมาให้สังคมเกิดข้อกังขาและต้องขอให้คนอื่นมาทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ให้โดยหนีไม่พ้นการต้องตั้งสมมติฐานได้อ่านบทความนี้แล้วยังพบปัญหาข้อเท้จจริงอีกหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการวิเคราะห์ เช่น รัฐจะต้องจ่ายค่าลงทุนให้อย่างไร การส่งรถเข้าซ่อมจะส่ง
ตามเวลาหรือส่งเมื่อเสียจริง ๆ ความจำเป็นในการเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ใครเป็นผู้อนุมัติ สิ่งเหล่านี้อาจมีการหมกเม็ด และเอกชนก็จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ ผลเสียก็จะเกิดกับสาธารณะเพราะนักการเมืองโดยที่เห็นผ่านมาจะปกป้องประโยชน์เอกชนมากกว่าสาธารณะ

ความคิดเห็นที่ 10

ข้อมูลก็มีอยู่แค่นี้ที่ประชาชนคนหนึ่งๆ ได้รับรู้จากสื่อสาธารณะ มูลค่าโครงการมันใหญ่มาก ก็ทำให้เกิดเป็น Hot issue ขึ้นมา ช่วยกันคิด ช่วยกันทักก็น่าจะทำให้การวิเคราะห์โครงการมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น องค์ประกอบในการวิเคราะห์ประเมินโครงการมีตั้งมากมาย อาทิ WACC IRR NPV ..........แม้แต่ผู้นำเสนอเองก็ใช้การประเมินที่มาจากการตั้งสมมุติฐานทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น รายได้/ต้นทุน/ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อวันต่อคันก็สมมุติขึ้นมาทั้งนั้น ซึ่งมันก็มีทั้ง best/general/worst case ทางที่ดีก็ให้ข้อมูลต่อสาธารณะให้มากที่สุด ทางเลือกมีตั้งมากมาย รัฐก็ควรจะพิจารณาทางเลือกที่ Optimal ทางเลือกที่ลงทุนน้อยที่สุด ค่าใช้จ่ายตำที่สุด คุ้มค่าการลงทุนมากที่สุด และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด Maximize value and minimize cost การที่ประชาชนสงสัยมาก น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้นำเสนอจะได้ชี้แจงว่า ทางเลือกที่เลือกมานี้มันเจ๋งที่สุดแล้ว โดยมีเหตุผลรองรับ Credit ที่คุณจะได้รับไม่ใช่รู้กันอยู่ในสภานะ แต่มันรับรู้ กันทั่วประเทศไม่ดีหรือ

ความคิดเห็นที่ 9

การแสดงข้อคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริม โดยเฉพาะในเรื่องของประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งจัดการโดยรัฐ ซึ่งเป็นผู้แทนของส่วนรวมที่ได้มอบหมายอำนาจและหน้าที่ให้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐด้วยที่จะต้องให้ข้อมูลโดยละเอียดและชัดเจนพอ ที่นักวิชาการหรือผู้ที่สนใจ จะสามารถวิเคราะห์ออกมาได้โดยที่ไม่ต้องประเมินหรือตั้งสมมุติฐานเอาเอง แม้ว่าจะอาศัยหลักวิชาการเข้าช่วยแล้วก็ตาม เพราะสมมุติฐานชื่อก็บอกอยู่ว่า สมมุติ ก็เชื่อว่ามีเจตนาที่ดีด้วยกันทุกฝ่ายครับ

ความคิดเห็นที่ 8

ต้องขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่ 7 เนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลที่หาได้จากเพียงหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้ตั้งสมมุติฐานว่ารัฐต้องจ่ายทั้งค่าลงทุนเริ่มแรกและค่าใช้จ่ายรายวันของการเดินรถซึ่งจะต้องรวมค่าใช้จ่ายต่างๆที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมาก อาธิเช่น ค่าน้ำมันและค่าประสานงานต่างๆอยู่ด้วย(หมายเหตุ: ข้อมูลโครงการที่หาได้ ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้)

อย่างไรก้ดี กรณีพิจารณาเฉพาะรายได้ 6,146 บาทต่อวันซึ่งคาดว่าจะได้รับ กับเงินลงทุนเริ่มแรก 66,000 ลบ. ซึ่งรัฐจะต้องจ่าย ก็ยังคงมี NPV ติดลบ 5,790 ลบ. ตลอดอายุโครงการ (อัตราดอกเบี้ย 8% และ มีสมมุติฐานว่ารัฐต้องจ่ายเงินลงทุนก่อนเต็มจำนวน)

ความคิดเห็นที่ 7

ที่ทำมาทั้งหมดห้ากรณีแรก ไม่สามารถใช้ประเิมินได้เลย เพราะมีข้อผิดพลาดในด้าน F(Fact) ที่สำคัญในสมมติฐานที่ใช้อย่างไม่น่าจะผิดพลาดได้ (ไม่แน่ใจว่าทางเนชั่นโควตมาผิด หรือ ในต้นบับจริงผิดพลาดด้วย...

- ต้นทุนโครงการ = 4522x365x10x4,000
(ค่าใช้จ่ายต่อวัน คูณ จำนวนวัน คูณ สิบปี คูณ สี่พันคัน)

ดังนั้น ถ้านำต้นทุนต่อวันไปหักจากรายได้แล้ว ... การนำต้นทุนหกหมื่นล้านมาหักอีกครั้ง แล้วบอกว่าโครงการในทางเลือกที่ 1 ถึง 5 นั้น ได้ผลรวมส่วนลดกระแสเงินสดติดลบนั้น จึงผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย

รบกวนทางทีมวิจัย ช่วยพิจารณาแล้วนำกลับไปแก้ไขด้วย เพื่อจะได้นำเสนอผลการวิจัยที่เป็นไปตามหลักวิชาการ มีเหตุมีผล และ เป็นอิสระเป็นกลางอย่างแท้จริง ...

ถ้าโครงการมันไม่ดีจริง ก็ขอให้พิสูจน์ได้ด้วยหลักการที่ถูกต้อง

ความคิดเห็นที่ 6

1.รถเมล์จีนที่จะซื้อเป็นเทคโนโลยี่เก่าเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วของจีน อะไหล่หายาก+แพงอีกต่างหาก
2.รถ 4,000 คัน เข้ามาวิ่งในกทม.คิดเอาเองละกันว่าการจราจรจะเป็นงัย
3.เงินเดือนพนักงาน ขสมก. ล้วนแล้วแต่พาให้ลมจม ทำงานยังกะเด็กเล่นขายของ แต่รับเงินเดือนยังกะเจ้าสัว ..

ความคิดเห็นที่ 5

ง่าย ๆ ไม่ต้อเรียนวิชาสูตรคูณใด ๆ ทั้งสิ้น เอาพออ่านออกเขียนได้ แล้วมีความคิดเล็กน้อย ไม่ต้องถึงระดับ ดร. ขสมก บริหารงานโดยรัฐ รถร่วมบริการ บริหารงานโดยเอกชน ขสมก บริหารขาดทุนได้ทุก ๆ วัน วันพระก็ยังขาดทุน ขณะที่ รถร่วมบริการ เขาอยู่ได้ ทำไมไม่ยกให้ รถร่วมเขาทำทั้งหมด ขสมก กินแต่ค่าสัมปทาน คำว่า ขสมก จะขาดทุนอีกไม่มี นี่คือวิธีแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ ส่วนที่มีคนกล่าวว่า รถร่วมคนขับรถเหมือนเมาเหล้า ก็ใช้กฏระเบียบเข้ามากำกับอย่างเข้มงวด อย่างตรงไปตรงมา อาจให้ ขสมก ทำหน้าที่ควบคุม โดยผู้ใช้บริการ มีระบบประเมินผลงานของ ขสมก อีกทอดหนึ่ง ก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่นักการเมืองจะไม่เอา เพราะอย่างนี้จะรับประทานโครงการต่าง ๆ ก็จะหมดลงโดยสิ้นเชิง เอวังก็เป็นเช่นนี้แล

ความคิดเห็นที่ 4

ถามคนกรุงเทพฯก่อนซิว่าเขาอยากได้ไหม * รถเมล์ใหม่แต่บริการห่วยแบบเดิมนี่ แล้วมาอ้างบุญคุณอีก เงินที่เอาไปซื้อนะเงินภาษีของคนทั้งประเทศอย่ามาอ้างบุญคุณอีกเลยไม่ใช่เงินของเพื่อนเนวินสักหน่อย ผลดีของโครงการนี้ไม่ชัดเจน ที่ชัดเจนคือโครงการใหญ่และใช้เงินเยอะเกินไป ใช้เงินเกินตัวเกิน จำนวนตั้ง 4000 คัน จะให้ขึ้นรถเมล์ตลอดเลยทำไมไม่คิดหาทางแก้ไขแบบอื่นบ้าง เราต้องการรถไฟฟ้า...ไม่ต้องการรถเมล์

ความคิดเห็นที่ 3

ปัญญาอ่อน ใช้วิธีคิดแบบเด็กประถม บวกลบคูณหารเหมือนเล่นขายของ ทั้งชีวิตไม่รู้แกเคยเข้าไปดูโลกธุรกิจความเป็นจริงงบ้างรึเปล่า อ้างว่าเป็นนักวิชาการสิ่งที่เชียวชาญคงเป็นพวกศึกษาศาสตร์ปฐมวัย

ความคิดเห็นที่ 2

ในวิกฤติเศรษฐกิจยามนี้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาการจราจรกรุงเทพที่ที่ใช้งบประมาณเยอะแถมเป็นเทคโนโลยี่นำเข้าทั้งรถเมล์4000คันและรถไฟฟ้า เสนอให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงแก้ปัญหาโดยวันจันทร์ถึงวันศุกร์ห้ามรถยนต์ส่วนตัววิ่งช่วงrush hourและนำรถสาธารณะทุกรูปแบบมาใช้เชื่อว่านอกจากแก้ปัญหารถติดแล้วยังประหยัดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสนองตามพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี

ความคิดเห็นที่ 1

ในวิกฤติเศรษฐกิจยามนี้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาการจราจรกรุงเทพที่ที่ใช้งบประมาณเยอะแถมเป็นเทคโนโลยี่นำเข้าทั้งรถเมล์4000คันและรถไฟฟ้า เสนอให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงแก้ปัญหาโดยวันจันทร์ห้ามรถยนต์ส่วนตัววิ่งช่วงrush hourและนำรถสาธารณะทุกรูปแบบมาใช้เชื่อว่านอกจากแก้ปัญหารถติดแล้วยังประหยัดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสนองตามพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement