ในห้วงการออกแบบ"กติกาใหม่"ของบ้านเมืองกำลังเดินหน้า สุ้มเสียงที่ต้องฟังจากนักวิชาการ ในฐานะผู้ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กับการเปลี่ยนแปลง
"กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับพิมพ์เขียวการเมืองใหม่ ที่เชื่อว่าจะพาเมืองไทยก้าวพ้นจากวิกฤติ
นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้วิกฤติการเมือง และรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ว่าปัญหาที่เป็นวิกฤติบ้านเมือง ไม่ใช่เป็นปัญหาที่รัฐธรรมนูญ แม้จะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ปัญหาการเมืองจะยังไม่สิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม เขาก็เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขและปรับปรุงรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเข้าสู่อำนาจ การจัดองค์กร และการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง
"เมื่อเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี 50 กับ ปี 40 จะเห็นว่าปี 50 ดีกว่าในแง่สิทธิเสรีภาพ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์มากนัก อย่างเช่น เสรีภาพสื่อ แต่ปัญหารัฐธรรมนูญปี 50 ก็คือทำขึ้นด้วยความไม่ไว้วางใจนักการเมือง"
เขาเห็นว่ามาตราที่ต้องมีการแก้ไข คือ มาตรา 237 ที่มีบทลงโทษหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรค หากคนใดคนหนึ่งมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้คนอื่นต้องรับโทษไปด้วย รวมถึงการยุบพรรคการเมือง ซึ่งควรมีการปรับปรุงมาตรานี้ให้เหมาะสม เพราะเห็นว่าแรงเกินไป และการกำหนดบทลงโทษเช่นนี้ถือว่าเป็นแนวทางไม่ถูกต้อง
"เราต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของบ้านเมือง อย่างมาตรา 237 ผมเห็นด้วยควรแก้ แต่การแก้ต้องเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายว่าสาเหตุที่เขาให้แก้ คือ เขาหาว่าเหมาเข่ง แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้แก้ เพราะหากแก้ก็จะเกิดการปล่อยปละละเลยให้มีการโกงการเลือกตั้ง ทำไมจึงไม่ยอมรับให้ตรงกันเสียก่อนว่าปัญหาอยู่ที่การเลือกตั้ง เมื่อยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่การเลือกตั้งแล้ว ทำอย่างไรถึงจะไม่โกง ข้อที่ผมคิดว่าสำคัญมาก และไม่เชื่อว่าแก้แล้วจะไม่มีการโกงเลือกตั้ง"
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นด้วยให้คงบทลงโทษอย่างรุนแรงกับผู้ที่กระทำการทุจริตเลือกตั้ง แต่ควรมีการปรับปรุงเพื่อเป็นทางออกให้กับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยปรับปรุงใหม่ให้คงความผิดไว้ แต่มีข้อยกเว้นว่ากรณีที่พิสูจน์ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ต้องรับโทษ
"ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้กฎหมายทั่วโลกมันเป็นอย่างนี้ อย่างเช่น ความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่รู้เฉพาะเทคโนโลยีของตัวเอง คนอื่นไม่รู้ เมื่อก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม ถ้าจะให้คนที่ได้รับอันตรายมาพิสูจน์ว่ามันไม่ดีเพราะบริษัทนี้แน่ๆ เขาไม่ใช่นักเคมี นักวิศวกร เขาจะไปพิสูจน์ว่าบริษัท ก. บริษัท ข. เป็นผู้กระทำนั้นไม่ได้ กฎหมายหลายประเทศจึงกำหนดว่าบริษัทเหล่านี้ต้องพิสูจน์เองว่าสารพิษไม่ใช่ของตัวเอง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ก็จะโดนเหมารวม หากไม่ต้องการโดนเหมารวม คุณต้องร่วมกันแก้ปัญหาทำให้สารมีพิษนั้นมันหายไป"
อย่างไรก็ตาม กฎหมายลักษณะนี้มีบังคับใช้อยู่แล้ว คือ กฎหมายของป.ป.ช. ซึ่งใช้หลักเดียวกัน แต่กรณีของนักการเมืองและพรรคการเมืองยังไม่มีกฎหมายลักษณะนี้ออกมาบังคับใช้
ดังนั้น เมื่อสังคมไม่ต้องการเห็นการโกงการเลือกตั้งและให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิยุติธรรมจริง ก็จำเป็นต้องมีกฎหมายลักษณะนี้ออกมาบังคับใช้กับนักการเมืองและพรรคการเมือง
"หากเราต้องการอย่างนี้ตรงกันว่าเราไม่อยากเห็นการโกงการเลือกตั้ง หาเสียงกันอย่างถูกต้อง แล้วในกรณีที่มีการกลั่นแกล้งกัน ก็ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองได้ทำทุกอย่างไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้แล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ ผลที่ตามมาก็คือเราทุกคนมีหน้าที่ป้องกัน และรับประกันว่าเราจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นเราจะยอมรับผิด ถ้าเราพิสูจน์ว่าเราได้ป้องกันและได้คัดค้านแล้ว มันก็จะเกิดหน้าที่ตามมาว่าเมื่อผู้หนึ่งผู้ใดพบการกระทำความผิดหรือรู้เห็นการกระทำความผิด ก็ต้องแจ้งให้พรรคทำการสอบสวน หรือแก้ไข กำจัด การกระทำเหล่านั้นออกไปเสีย"
นอกจากนี้ เขาเห็นว่าที่มาของ ส.ส.ตามมาตรา 93-94 ที่ให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 คนและให้มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 80 คน ซึ่งการเลือกตั้งประเภทบัญชีรายชื่อในปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนความนิยมของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการเลือกแบบตั้งแบบบัญชีรายชื่อควรใช้ตามระบบเดิม รวมถึงเรื่องที่มาของ ส.ว. ตามมาตรา 111-121 ควรแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน
"การเลือกตั้งแบบสัดส่วนปัจจุบันนี้ มันใช้ไม่ได้ มันไม่ได้เป็นสัดส่วนที่พึงจะเป็น ตรงนี้มันไม่ได้ตอบคำถามที่แท้จริงว่ามันมาตามสัดส่วนของประชาชน ิมันไม่ได้สะท้อนความนิยมของประชาชน"
เสนอกำหนดกติกาโครงสร้างพรรคการเมืองใหม่
เขากล่าวว่าปัญหาหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดถึงกัน คือ การจัดโครงสร้างพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งขณะนี้มีคำถามว่าพรรคการเมืองทุกวันนี้มีปัญหา เพราะเป็นพรรคของคนไม่กี่คน และเป็นต้นตอทำให้เกิดวิกฤติการเมืองหรือไม่ ดังนั้นหากเราเห็นร่วมกันว่าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็ต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้พรรคการเมืองไทยไม่เป็นพรรคของคนไม่กี่คน และไม่เป็นพรรคของนายทุนที่บริจาคเงินมาก
แนวทางการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นพรรคที่มีประชาชนสนับสนุนในวงกว้างมีมากมาย ถามว่าความรู้ในโลกนี้ในการจัดโครงสร้างพรรคการเมืองมีหรือไม่ คำตอบก็คือมี อย่างเช่น มีการกำหนดว่าหากใครเป็นสมาชิกพรรค คุณต้องจ่ายตามสัดส่วนรายได้ หากเป็นเศรษฐีแสนล้าน ก็จ่ายมาก คนกินเงินเดือนและชาวนาชาวไร่ มีน้อยก็บริจาคน้อย ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองไม่เป็นของคนใดคนหนึ่ง นอกจากนี้อาจกำหนดว่าหากใครจะลงสมัครเลือกตั้งก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในเขตเลือกตั้ง โดยให้คนโหวตเป็นตัวแทน
"ปัจจุบันการตัดสินใจมันรวมอยู่ที่ศูนย์กลาง อย่างเช่น สมาชิกพรรคในจังหวัดบอกว่าจะสนับสนุนให้ใครเป็นส.ส. แต่ปรากฏว่าส่วนกลาง กรรมการกลางไม่เห็นด้วย จะเอาคนอื่นมา ก็เอาลงมาไม่ได้ ถ้าคะแนนเสียงที่เป็นฐานที่มั่นของพรรคเขาไม่เห็นด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ต้องกำหนดกติกาตรวจสอบตัวแทนด้วย"
"เช่น การแจ้งรายได้ของตัวเองผิด ที่บอกว่าซุกรายได้ของตัวเอง มันก็ต้องกำหนดอีกว่าหากปรากฏภายหลัง ก็ต้องออกจากตำแหน่งทางการเมือง หากสมาชิกคนหนึ่งคนใดเขายื่นร้องขึ้นมา สอบขึ้นมาว่าเป็นจริง คุณก็ต้องหมดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผลก็คือทุกคนต้องแจ้งรายได้ตามที่เป็นจริง มันก็จะมีการควบคุมในท้องที่นั้น เพราะว่าหากคนนี้มันโกง คนอื่นที่เป็นกรรมการต้องโดนด้วยนะ ในแง่นี้ไม่มีคนคิดกัน"
เขาเห็นว่ากติกาเกี่ยวกับโครงสร้างพรรคการเมืองในปัจจุบันยังไม่ทำให้เกิดพรรคการเมืองอย่างที่ควรจะเป็นได้ ดังนั้นจะต้องออกกติกาใหม่เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพรรคการเมืองไทย ไม่เช่นนั้นปัญหาก็เกิดขึ้นเช่นเดิม
เห็นด้วยตั้ง ส.ส.ร.3 แต่ไม่ควรเร่งเกินไป
กรณีการแก้ไข มาตรา 291 ว่าด้วยหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เขาเห็นด้วยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) เนื่องจากจะทำให้เกิดการถกเถียงประเด็นปัญหากันอย่างจริงจัง แต่ก็เห็นว่าสังคมต้องให้เวลากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งการกำหนดกรอบเวลาที่เร็วเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาตาม เพราะต้องอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีการนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง ก็เชื่อว่าปัญหาจะตามมา
"การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยากจะได้อะไร ก็จะเอาตามสิ่งที่อยากได้ มันต้องคิดว่ามันมีเหตุผลไหม สอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมไหม ประชาชนเข้าใจไหมที่จะรับมันไหม ถึงแม้มันจะดีอย่างไงนะ ประชาชนเขาไม่เข้าใจมันก็ไม่มีทางที่จะทำได้ ดังนั้นสิ่งที่เราจะคิดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เรากำลังจะแก้ขื่อแปของบ้านเมือง เราต้องให้เวลากับมัน เวลานี้ใครก็อยากจะเอาอย่างรวดเร็ว ผมไม่เห็นด้วย"
เขาเห็นว่าการเมืองไทยขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะนี้ประชาชนกลุ่มใหญ่ ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างอ้างว่ามีความหวงแหนในรัฐธรรมนูญ แสดงความเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐธรรมนูญที่ประชาชนอยากได้กับรัฐธรรมนูญตามตัวอักษรใกล้กันมากขึ้น แม้แต่ละกลุ่มอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง
"คราวนี้ก็พอมีหวังแก้วิกฤติได้ หากเราอาศัยโอกาสในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มาทำให้เข้าใจว่าเราต้องการกติกาอะไรจริงๆจังๆ และเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างจริงจัง เราต้องอย่าลืมว่าการตกลงกันไม่ได้ทำให้เราเสียหายเท่าไร"
เสนอรื้อใหม่กองทุนพัฒนาการเมือง
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าประเด็นที่ควรแก้ไขเร่งด่วน คือเรื่องพรรคการเมืองและระบบเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นจุดแห่งความขัดแย้งทางการเมือง แต่อีกระบบหนึ่งที่ต้องปรับปรุงคือกองทุนพัฒนาการเมือง ซึ่งในช่วงที่มีการตั้งขึ้นมาค่อนข้างเป็นความหวังในการพัฒนาความรู้ทางการเมืองของสังคมไทย แต่ปรากฏว่าการทำหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองไปผูกติดกับสถาบันพระปกเกล้า ทำให้ในที่สุดแล้วไม่สามารถทำอะไรได้ เพียงแค่มีองค์ใหม่ขึ้นมาเท่านั้น
เขาเห็นว่าปัจจุบัน สถาบันพระปกเกล้า ทำหน้าที่พัฒนาความรู้ทางการเมืองของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและราชการ แต่ยังไม่มีสถาบันที่ทำหน้าที่เดียวกันนี้ในระดับประชาชน ดังนั้นควรตั้งสถาบันใหม่ขึ้นมาแข่งกับสถาบันพระปกเกล้าฯ อาจจะเป็นสถาบันประดิษฐ์มนูธรรม เรายกย่องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เราก็ต้องยกย่องหลวงประดิษฐ์มนูธรรมด้วย แล้วก็ทำงานไปด้วยกัน
"ผมคิดว่าเราไม่มีความจริงใจ ที่จะคิดถึงเรื่องการศึกษาทางการเมือง ถ้าเราไม่จริงใจพอในการใช้เวลาและลงทุนกับการศึกษาทางการเมือง เราจะสร้างความเข้มแข็งได้อย่างไร เพราะปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมเสื่อมถอย" นายกิตติศักดิ์ กล่าว
Tags : กิตติศักดิ์ ปรกติ • พรรคการเมืองใหม่

ความคิดเห็นที่ 3
n.nitipong , 22 ธันวาคม 2552 10:29
คนๆนี้เป็นนักกฎหมายที่รับใช้เผด็ดการใครจะแก้หรือแตะ รธน.ปี 50 นายคนนี้จะค้านหัวชนฝา..บ่อยครั้งที่ออกทีวีช่อง ASTV น่าจะไปร่วมจัดตั้งพรรคกับ พรรคการเมืองใหม่..ไม่ต้องอิงแอบอ้างเป็นนักวิชาการ
ความคิดเห็นที่ 2
http://newpoliticsparty.spaces.live.com/ , 16 มิถุนายน 2552 20:19
เคยฟัง นายกิตติศักดิ์ ปรกติ ความคิดความอ่านบอกได้ว่า เทา ๆ มีวาระซ่อนเร้นค่อนข้างมาก มิได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ความคิดเห็นที่ 1
บานเยน , 9 มิถุนายน 2552 12:30
อาจารย์เชื่ออย่างงั้นเหรอครับว่าปัญหาการเมืองไทยเกิดจาก รธน