กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 4 พฤษภาคม 2552 07:32

ทางออกประเทศไทย พลังส่วนใหญ่ ต้องร่วมสร้างกติกา

สัมมนา ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย ที่ม.ธรรมศาสตร์

สัมมนา ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย ที่ม.ธรรมศาสตร์

วานนี้ (3 พ.ค.) ที่ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย"

วานนี้ (3 พ.ค.) ที่ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย" ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติ ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ อดีต คตส. นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า วิกฤติประเทศเกิดจากปัญหาสะสมทางโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่มีต่อเนื่องมานานแล้ว นานกว่าการช่วงชิงอำนาจการเมืองที่เพิ่งเกิด ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องปรับปรุงโครงสร้างสังคม เหมือนในประเทศเยอรมนี ที่เคยประสบปัญหาความแตกต่างในช่วงสงครามโลก จนเมื่อมีการทำลายกำแพงเบอร์ลิน มีนโยบายที่ปฏิเสธสังคมนิยมมาเป็นเสรีนิยม โดยการสร้างสวัสดิการทางสังคม และได้มีการเจรจาถกเถียงต่อรองกันในระดับชาติอย่างกว้างขวางทุกระดับชนชั้น กระทั่งสร้างความเป็นเอกภาพในที่สุด

ขณะที่ประชาธิปไตยไทยอยู่ภายใต้เวทีสื่อมวลชน ที่มีเพียงนักการเมืองบางคน หรือนักวิชาการไม่กี่คน ที่ออกมาแสดงความเห็นในเวลาอันรวดเร็ว กลายเป็นเรื่องที่จะนำมาตัดสินใจทั้งที่ใช้เวลาอันสั้นในการพิจารณาไตร่ตรอง ถือเป็นการตัดสินใจแบบฉาบฉวย

"การจะมีประชาธิปไตยได้ จะต้องสร้างหลักให้กฎหมายเป็นใหญ่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และการสร้างประชาสังคม ชุมชนที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน ต้องสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย ภายใต้อุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะนำเสียงบางส่วนมาบีบ"

ทำลายระบบ 2 มาตรฐาน

รศ.ดร.บรรเจิด กล่าวว่า การวิเคราะห์ปัญหา ต้องใช้สติปัญญา แยกความเป็นสภาพการณ์การชุมนุมของคนเสื้อสีต่างๆ ออกจากปัญหาโครงสร้างประเทศ และชนชั้น ซึ่ง 77 ปีของรัฐธรรมนูญไทย ทำได้เพียงแก้ปัญหาระบบส่วนบนของประเทศ แต่ไม่ใช่ระบบส่วนล่างเลย ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยจะเกิดได้ก็เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง

ที่ผ่านมา มีการใช้ช่องโหว่นี้มาสร้างนโยบายประชานิยม เพื่อทำให้ชนะใจระบบส่วนล่าง แต่ขณะที่นโยบายประชานิยม คือ เรื่องที่พรรคการเมืองห่วงต่อการสร้างคะแนนเสียงในอนาคตเท่านั้น ฉะนั้นทางออกวิกฤติ ต้องดูถึงมิติการแก้ปัญหาโครงสร้างส่วนล่าง ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ให้เป็นประชาธิปไตยกินได้

ตนไม่เชื่อว่า การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ปฏิรูปการเมืองและแก้ รธน. จะแก้วิกฤติได้ นอกจากต้องส่งเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่กินได้แล้ว ก็ต้องปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เป็นต้นเหตุหนึ่งในการทำให้เกิด 2 มาตรฐาน โดยต้องมีการกระจายแบ่งอำนาจไปยังตำรวจภาคต่างๆ ขณะที่คณะกรรมการตำรวจ ควรต้องให้มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบด้วย ส่วนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ต้องไม่เน้นแต่การปราบปราม ต้องเน้นการป้องกันด้วย

รศ.ดร.บรรเจิด กล่าวถึง การแก้ รธน. ด้วยว่า เรื่องการนิรโทษกรรมควรจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงคุณค่าว่า ถ้าแก้แล้วจะไปทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและความเชื่อถือในหลักนิติรัฐหรือไม่ ถ้าแก้แล้วจะไปทำลายคุณค่านั้นก็ไม่ควรทำ

เชื่อสามารถแก้ด้วยสันติวิธี

ทางด้านนายธีระ กล่าวว่า วิกฤติของประเทศ เกิดจากโครงสร้าง ชนชั้น เศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างชี้หน้าพูดว่า เกิดจากระบบทักษิณ ขณะที่อีกฝ่ายบอกว่าเกิดจากอำมาตยาธิปไตย ดังนั้นการแก้ปัญหามี 2 วิธี คือ วิธีแบบสันติ ที่จะต้องรู้ 2 เรื่อง คือ 1.ใครคือต้นเหตุ ใครมีส่วนร่วมปัญหาทั้งหน้าม่านและหลังม่าน 2.ปัญหาเกิดจากอะไร เกิดจากทางเทคนิค ระบอบโครงสร้าง

"การแก้ปัญหาต้องคุยกันอย่างเปิดเผย แต่ขึ้นอยู่กับว่าต้นปัญหาจะมานั่งเจรจาหรือไม่ ส่วนวิธีแก้ปัญหาแบบไม่สันติ คือ การทำสงครามกันไม่ใช่แบบเปิดเผย ที่ใช้วิธีการเจรจาไม่ได้ อย่างไรก็ดีส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่า ในภาวะที่มีคนหลายพวกทำให้เกิดวิกฤติขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงที่ใช้วิธีแบบสันติคุยกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าต้นเหตุปัญหาจะรู้ตัวแล้วมาคุยหรือไม่"

ดร.ปริญญา กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ เพียงแค่สามารถประคับประคองความขัดแย้งได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาคือเราจะประคับประคองได้อีกนานแค่ไหน หากเวลานี้คือการพักยก เชื่อว่าวิกฤติต่อไปอาจรุนแรงถึงขั้นจลาจล เกิดสงครามการเมืองจริงๆ

"เราจะต้องเรียนรู้ว่า ประชาธิปไตย คือปกครองโดยกติกา ภายใต้นิติรัฐ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายแบบเสมอกันและเป็นธรรม ไม่ใช้โดยอำเภอใจ หรือใช้กำลัง ดังนั้น การรักษากติกา การตีความกฎหมายและการบังคับใช้ ต้องเสมอกัน เพราะที่ผ่านมา ปัญหาคือ 2 มาตรฐาน จนทำให้เกิดการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งต้องไม่มองว่าเสื้อแดงเป็นเพียงสาวกทักษิณ เพราะถ้ามองแค่นั้นก็แก้ปัญหาไม่ได้"

จุดเริ่มต้นในการเรียกร้องทางการเมือง เริ่มจากปีที่แล้ว โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วปีนี้ เริ่มโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่ประเด็นที่เหมือนกัน ก็คือ สองฝ่ายต่างอ้างสิทธิชุมนุม ตาม รธน.ปี 2550 มาตรา 63 ดังนั้น คำถามคือขอบเขตการใช้สิทธิชุมนุมอยู่ตรงไหน

"การชุมนุมทางการเมืองจะละเมิดสิทธิบุคคลไม่ได้ โดย รธน.มาตรา 28 ก็บัญญัติไว้ว่า การใช้สิทธิชุมนุมทำได้ ตราบที่ไม่ละเมิดสิทธิบุคคล ดังนั้น จึงต้องมีกติกา แต่ไม่ใช่จากฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะปัญหาไม่ใช่ว่าไม่มีกฎหมาย แต่ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมาย"

ชี้นิรโทษกรรมต้องไม่ขัดแย้ง

ส่วนการคืนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำผิด ไม่ได้เกี่ยวข้อง นั้น ตนเห็นว่าไม่ควรเรียกว่านิรโทษกรรม เพราะถ้าอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อ ปี 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ระบุชัดว่า ที่ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 มาใช้บังคับย้อนหลังในการกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 เม.ย. 2549 ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องโทษอาญา ดังนั้น ถ้าการวินิจฉัยนี้คือบรรทัดฐานว่าไม่ใช่เรื่องความผิดอาญาแล้ว ก็ไม่ควรเรียกว่านิรโทษกรรม แต่เรื่องนี้ควรให้ฝ่ายตุลาการพิจารณา ซึ่งการนิรโทษกรรมหากแก้แล้วทำให้ทะเลาะกันน้อยลงหรือมากขึ้น ถ้าทะเลาะกันมากขึ้นก็ควรหลีกเลี่ยง

ดร.ปริญญา ยังกล่าวย้ำถึง การแก้รัฐธรรมนูญว่า ต้องทำ รธน.ให้เป็นกติกาสูงสุดของทุกฝ่าย โดยที่ยังไม่ถึงพูดเนื้อหา รธน. ปี 2550 ที่ไม่สามารถเป็นสัญญาประชาคมอย่างสมบูรณ์ในการเป็นกติกาสูงสุดจนเกิดการไม่ยอมรับ โดยการทำให้ รธน. เป็นกติกาสูงสุด ก็มี 3 แนวทาง คือ 1.การนำ รธน. ปี 2540 มาแก้ 2.การแก้ รธน.ปี 2550 3.การร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งทั้งสามแนวทางมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องทำให้ รธน.ที่จะเกิดขึ้นเป็นฉบับสุดท้ายเสียที

สังคมส่วนใหญ่ต้องร่วมสร้างกติกา

ขณะที่ความขัดแย้งต่อการแบ่งสี กลุ่ม นปช. และพันธมิตร แม้เป็นวิกฤติแบ่งไทยเป็นเสี่ยงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่จะเปิดให้มีการใช้พลังอย่างสร้างสรรค์เพื่อประชาธิปไตยไทยที่ก้าวหน้าได้ โดยเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตร กรณีการเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ก็เพราะความเคลือบแคลงในการใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งๆ ที่มีเสียง ส.ส. ในสภาเกิน 3 ใน 4 แต่อยู่ในอำนาจได้แค่ 4 ปี ส่วนการเคลื่อนไหวของ นปช. ทำให้เห็นว่า เป็นการต่อต้านอำนาจนอกระบบ พลังภาคประชาชนออกมาทัดทานอำนาจทหาร

"การต่อต้านอำนาจนอกระบบนี้ เป็นเรื่องที่ไทยต้องการ เพราะที่ผ่านมา ประชาธิปไตยของไทยอยู่กับ 2 กลุ่ม คือ นักการเมือง และทหาร ที่ยึดอำนาจ ดังนั้น ถ้าเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นพลังเคลื่อนไหวที่สร้างสรรค์ ก็จะทำให้ประชาธิปไตยไทยก้าวหน้าได้"

นอกจากนี้ การเมืองภาคประชาสังคมนั้น เรื่องของคนมีความสำคัญเท่ากับเรื่องระบบ โดยประชาธิปไตยที่มีอยู่ในโลกมีเพียง 30% ที่ประสบความสำเร็จ คือ ในยุโรป และอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านั้นได้ให้ความสำคัญต่อการศึกษาสร้างพลเมือง เพื่อสร้างประชาธิปไตยขึ้นมา โดยให้การศึกษา

"การศึกษาจะฝึกคนให้เคารพกติกา เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เพราะเข้าใจว่าคนย่อมมีความแตกต่างกัน จึงต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกัน เรื่องนี้กว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะคิดได้ ก็ต้องสูญเสียชีวิตไปถึง 6.5 แสนในสงครามกลางเมือง แต่ประเทศไทยไม่เคยให้การศึกษาสร้างพลเมืองรับผิดชอบสังคม และประชาธิปไตยเลย ระบบการศึกษากลับมุ่งแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย"

อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าประเทศไทยไม่ถึงทางตัน มีแต่อนาคตมีทางไป 2 ทาง คือ 1.อนาคตที่จะเกิดความขัดแย้ง และมีความรุนแรงกว่า ภายในไม่เกิน 2 ปีจะเกิดสงครามการเมือง 2. อนาคตที่มีประชาธิปไตย มีภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ไม่เกิดการปฏิวัติโดยกำลังทหาร

"อนาคตของไทยจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเราทุกคนว่าจะเลือกกันอย่างไร ถ้าพลังส่วนใหญ่ในสังคมยังนิ่งเฉย ประเทศจะไปสู่สงครามกลางเมือง แต่ถ้าภาคประชาสังคมออกมา แล้วขีดเส้นให้สังคมเป็นผู้คุมกติกา ก็จะทำให้การเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งได้ อย่าไปเรียกร้องคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือรัฐสภา แต่ทุกคนต้องร่วมกันออกมาสร้างกติกา ประชาธิปไตยก็จะเกิดอย่างแน่นอน"

 

Tags : ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7

ระยะสั้น ลงประชามัติให้ประชาชนเลือกว่า จะยุบสภาหรือไม่? เมื่อไหร? โดยให้ยึดผลการลงประชามัติเป็นหลัก ถ้าประชาชนไปใช้สิทธิไม่ถึง 50% หรือผลออกมาว่าให้ยุบทันที รัฐบาลก็ยุบ ถ้าบอกให้ยุบ 6 เดือนก็ยุบใน 6 เดือน แล้วแต่ผลประชามติ
ระยะกลาง ต้องแก้กฎหมายให้มีประชามติทุกปี ว่ารัฐบาลควรอยู่ต่อหรือไป เพื่อป้องกันทุกเสื้อออกมาโวยวายอีก เพราะครบปีเค้าก็โหวตให้อยู่หรือไปอยู่แล้ว ไม่เห็นข้ออ้างจะมาเรียกร้องอะไร แต่อายุรัฐบาลยัง 4 ปีเหมือนเดิม จะชอบอย่างไรก็เลือกต่อไม่ได้
ระยะยาว ผมขอเลือกนายกเองไม่ใช่นักการเมืองเลือกให้ผม ผมไม่เห็นประโยชน์จากข้ออ้างที่ว่าถ้าเสียงมากต้องได้เป็นนายก เพราะถ้าใครอยากเป็นนายกก็ไปซื้อเสียงโดยซื้อสส.ดังๆมาอยู่พักตนเองก็ชนะเลือกตั้ง จริงหรือที่นายกเสียงข้างน้อยจะรวมพรรคย่อยให้เป็นเสียงข้างมากไม่ได้ ใครกำหนดว่า สส.ในพรรคเยอะสุดได้เป็นนายก
พวกนักการเมืองตั้งกฏกันเอง ถ้าผมเลือกสส.พรรคหนึ่งผมจำเป็นต้องอยากได้นายกจากพรรคนั้นหรือ? ไม่จริงหรอกครับ ผมอยู่สมุทรปราการผมชอบคุณกรุง ศรีวิไล ถ้าผมเลือกเขาแปรว่าผมอยากได้หัวหน้าพรรคเขาเป็นนายกหรือ? ทำไมผมต้องลงคะแนนชอบพรรคอีก 1 ใบเพื่อให้ได้สส.อีกกลุ่ม(สส.บัญชีรายชื่อ)ทำไมไม่ให้เลือกนายกไปเลย แล้วให้เวลา 30 วันนายกไปหาพรรคร่วมให้ได้เกินครึ่ง ถ้าไม่ได้ค่อยให้สิทธิพรรคจำนวน สส.เยอะก็ไม่สาย

ความคิดเห็นที่ 6

ทางออกของประเทศไทยไม่ยาก ไม่ต้องไปฟังนักวิชาการพวกนี้มากนัก อ่านหนังสือพิมพ์หรือฟังวิจารณ์ข่าวน้อยไปหน่อย รู้ทันนักการเมืองให้มากขึ้น ทำมาหากินมากขึ้น แล้วมันก็คงไม่แย่ไปกว่าประเทศอื่นเท่าไหร่ ดูจากรูปภาพข้างบนทำให้สงสัยว่ามีคนฟังกี่คน น่าจะถ่ายให้เห็นคนฟังด้วย เมื่อคราวก่อนมีเสวนาเหมือนกัน คนฟังแค่ 70 ก็เป็นข่าว

ความคิดเห็นที่ 5

1..,. ม.รึงอ้างเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นว่ะ เหลืองมีเหตุผลอะไร ทำไมไม่บอกเหตผลของเขาคัดค้านพวกชั่วให้ชัด ม.รึงเล่นตัดตอนเอาบางส่วนไม่ใช่ปัญหาหลักบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีมาด่าเขา เอาส่วนตัวคนมาด่า ไม่มองเรื่อง/สิ่งหรือประเด็นที่เขาค้าน ไม่บอกรธน.ปี2550มีเจตนารมณ์อะไร ทำไมไม่บอกชัดๆหรือโง่ไม่รุ้หรือรู้แกล้งตะแบงกรูจะเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นตามสันดรานม.รึงอยู่แล้วไม่ต่างพวกฉวยโอกาสกินเมืองในสภาทุกวันนี้ที่อ้างจะแก้อย่างเดียวเพราะมันไม่ได้อะไรจาก รธน.ปี2550ที่เอาเป็นเอาตายมุ่งแก้ไขการเมืองชั่วสามานย์บางส่วน ไม่เพราะจุดมุ่งของ รธน.ปี2550ที่ให้รับผิดชอบร่วมทั้งแก๊งการเมืองดอกหรือ ทำให้พวกอีแอบ พวกหากินทางการเมือง พวกครอบครัวกินเมืองถึงปั่นป่วนหาตัวตายตัวแทนมานั่งแดกสฺเมืองปล้นบ้านกินเมืองไม่ได้ง่ายแบบเดิมๆซ้ำซาก อย่าแดกดันเพราะชั่วในใจม.รึงมีเป้นทุนเลย เอาเนื้อหาที่เหลืองค้านไปคิดแล้วววิพากษ์ดีกว่า จะได้รู้ตัวม.รึงว่าโง่หรือฉลาด การเมืองไทย บ้านเมืองนี้จะได้พัฒนามากขึ้นเสียทีมีพลเมืองรู้การเมืองจริงไม่ใช่ตามปากพวกถร่อยที่อ้างมาตรฐานชั่ว แต่มาตรฐานดีไม่พุดถึง ไม่ต้องถามมาตรฐานเป็นกลางหรอก เพราะไม่เคยมีและไม่มีจริงนอกจากปากพวกเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นเท่านั้น เรื่องดีเลว ชอบธรรมหรือไม่ต้องแยกฝ่ายแน่นอน หรือม.รึงเป็นพวกอีแอบที่ชอบอ้างกลางแบบถ่างขายืน คิดแบบนี้ จิตม.รึงปกติแน่หรือ วิจารณ์การเมืองต้องเรียนรู้การเมือง ตามการเมืองมาให้ดี จะได้รุ้ใครดีใครชั่ว ใครจริงใครเท็จ ไม่ใช่ตามขี้ปากพวกชั่ว อ้างเอาดีใส่ตัวไปวันๆ ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้หรือบ้านเมืองวันนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ความคิดเห็นที่ 4

ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง อาจารย์เอาเวลาส่วนใหญ่ไปสอนหนังสือ แล้วไม่ต้องทำอวดว่ามีความคิดเหนือคนอื่น สื่อมวลชนนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แบบมั่ว ๆ นักการเมืองฟังเสียงประชาชน และทุกคนมีมาตรฐานรวมทั้งพวกนักวิชาการด้วย มันก็ไม่วิกฤติแน่นอน * ที่บอกว่ามีการใช้สองมาตรฐาน มีกลุ่มบุคคลหรือองค์หลายแห่งที่ใช้สองมาตรฐานอยู่แล้ว หรือไม่มีมาตรฐานเอาเสียเลว แล้วทุกคนก็หันไปดูตัวเองบ้างก็จะดี ไม่ใช่ออกมาวิจารณ์คนอื่นอย่างเดียว โดยเฉพาะพวกนักวิชาการ โดยเฉพาะพวกจัดเสวนาไม่รู้จบ แล้วประชาชนก็ไม่สนใจ เพราะเนื้อหาไม่มีอะไรเลย ถ้ามีเนื้อหาดีและคนพูดน่าเชื่อถือ คนคงไปฟังจนห้องประชุมแตกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 3

นายใหญ่ และฝ่ายค้านอย่าทำหน้าที่หลักวันนี้ คือ ปลุกระดมคนให้ก่อจราจลป่วนเมืองแล้วล้มเหลว วันนี้เลยงม หาแต่ศพถูกซ้อมตายลอยน้ำ ศพถูกทุบหัวตายในบ้านพักแม่ทัพ จะยัดเยียดให้ศพทุกศพถูกทหารฆ่าตายให้ได้ ..ชาวบ้านดูแล้ว ถึงตั้งอนุกรรมการมาสอบผลการสลายม๊อบเสื้อแดง ผลออกมา พวกฝ่ายค้านพรรคเพื่อใครหัวขี้เลื่อย แมงก็ตะแบงไม่ยอมรับผล อ้างว่าไม่ยุติธรรม ไม่เป็นกลาง 2 มาตรฐานเหมือนเดิม... อย่าปลุกระดมประชาชน ตะแบง แถอ้างแต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนแล้วถูกทหารปฏิวัติฉีก รธน… ชาวบ้านเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ รธน ฉบับ 2550 ที่ทางการส่งมาให้ทุกบ้านทางไปรษณีย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และคนส่วนใหญ่เข้าไปกากบาทในคูหา "เห็นชอบ" รับไปก่อน14.7 ล้านคน หรือ 56.69% "ไม่เห็นชอบ" 10.7 ล้านคน หรือ 41.37%.. แต่วันนี้ รธน ถูกใช้มาประมาณปีครึ่ง จะแก้ก็แก้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับมหาชน อย่าทำให้ชาวบ้านด่าว่าวันๆทำหน้าที่หลักคือตะแบงขอนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ ถูกตัดสิทธ์การเมือง 111 บวกรอบหลัง 109 คน ..หากเมื่อวันที่ 15 ธันวา 51 ส.ส.ในสภาโหวตเลือกพลตำรวจเอกประชา พรมนอก ที่เป็นคนที่ทักษิณเห็นด้วยเป็นนายก วันนี้ก็ไม่มีความสงบเพราะท้องถนนจะมีแต่ม๊อบเสื้อเหลือง และจราจลเสื้อเหลือง ...อีก 6-8 เดือนนายกมาร์คพูดว่าจะยุบสภาก็ถูกต้องแล้วเพราะประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่าได้อำนาจส่วนหนึ่งมาจากม๊อบเสื้อเหลืองป่วนเมือง ...แต่ในเดือน ตุลา พฤศจิกาที่นายกจะยุบสภา รัฐบาล เปิดก้นหนีไม่รับผิดชอบ ชาวบ้านไม่ต้องการเห็นรัฐบาลประชาธิปัตย์สร้างหนี้สาธารณะสูงถึง 60% ของจีดีพี แต่อยากให้ * ้มาสร้างงาน สร้างโครงสร้างพื้นฐานแค่ 50% ของจีดีพีพอแล้ว เพราะเงิน * ้ส่วนหนึ่งก็ตกหล่นเข้ากระเป๋าบริษัทพรรคพวกนักการเมืองขี้ยักยอก ฉกฉวย

ความคิดเห็นที่ 2

บ้านเมืองเราเวลานี้เละเทะจนบอกไม่ถูกว่า อะไรเป็นอะไร ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่นายอภสิทะิธิ์แต่ผู้เดียว ถ้านายอถิสิทธิ์จะแก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมการเมือง ย่อมทำได้ เพื่อเิริ่มต้นกันใหม่ในทางประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ก็จะได้เป็นฮีโร่ของปชช. แต่ถ้านายอภิสิทธิ์ทำตนเป็น ไม้หลักปักขี้ * นายอภิสิทธิ์จะถูกยำเละไม่เป็นท่า จะเป็นจริงตามนี้หรือไม่ ให้ติดตามดูกันต่อไปตรับ

ความคิดเห็นที่ 1

เจ้าพ่อสีเหลืองเขาประกาศออกมาแล้วว่าเขาห้ามแก้รัฐธรรมนูญ หากขัดใจเขา เขาจะอยู่บนถนนอีกประมาณร้อยกว่าวันเหมือนเดิม แต่หากใครออกมาฉีกรัฐธรรมนูญอีก อยากรู้เหมือนกันว่าพณฯท่านสีเหลืองจะว่าอย่างไร ประเทศนี้เขาฉีกรัฐธรรมนูญได้แต่แก้ไม่ได้ รวมถึงคนทำรัฐประหารออกกฏหมายนิรโทษกรรมตัวเองได้ สีเหลืองไม่ว่า แต่ถ้านิรโทษกรรมพวกที่กรูไม่ชอบกรูไม่ยอม ทั้งๆที่เหตุผลที่เขาบอกว่าใครทำผิดให้ลงโทษคนนั้นมันเป็นเหตุผลที่แสนจะซื่อตรงและง่ายดาย พณฯท่านสีเหลืองก็ไม่ฟังจะเอาแต่ใจ โรคจิตกันทั้งแก๊ง

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement