กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 26 เมษายน 2552 06:56

สำรวจ"แป๊ะเจี๊ยะ"โรงเรียนดัง ท้าพิสูจน์ใครเส้นใหญ่-เงินหนา

รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในอีกมุมของรั้วโรงเรียน ผู้ปกครองกลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ หลักแสน ถึงหลักล้าน

เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนดีๆ วัฒนธรรมการจ่ายเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะหรือเงินกินเปล่าในสังคมการศึกษาไทยเป็นเรื่อง "ธรรมดา" ที่ครู-ผู้ปกครองร่วมกันยอมรับว่า หากใครต้องการให้ลูกหลานได้เรียนโรงเรียนดังๆ แลกกับคุณภาพการสอนของโรงเรียนที่เชื่อว่าดีกว่า ก็ต้องยอมจ่ายเงินกินเปล่าก้อนนี้

ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เหล่าผู้ปกครองจึงต้อง "วิ่งเต้น" หาเส้นสาย เพื่อให้ลูกหลานมีที่เรียน "ได้ดั่งใจ" โดยยอมแลกกับเม็ดเงินมากมาย ซึ่งมีทั้งการจ่ายบนโต๊ะ มีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานชัดเจน และใต้โต๊ะ ไร้ใบเสร็จ

แป๊ะเจี๊ยะ "สูงสุด" 3 ล้าน

จากการสอบถามจากบรรดาเครือข่ายผู้ปกครองที่ต้องอาศัยการวิ่งเต้น ทำให้ได้ตัวเลขเงิน "บริจาค" ของโรงเรียนยอดนิยมแต่ละแห่ง ซึ่งมีตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้านบาททีเดียว โดยโรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัย ถูกระบุว่า ต้องใช้ค่าวิ่งเต้นสูงสุดถึง "หลักล้านบาท"

หนึ่งในโรงเรียนสาธิตที่ว่ากันว่าสูงสุด คือ โรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยย่านสามย่าน ซึ่งปีนี้ มีการขยับเม็ดเงินเพิ่มขึ้นจาก 6 หลัก มาเป็น 1-3 ล้านบาท สำหรับชั้น ป.1 ขึ้นกับระดับคะแนนสอบที่ทำได้ ถ้าได้คะแนนน้อย ก็ต้องจ่ายหนักหน่อย รวมไปถึงระดับ "เส้นสาย" ว่าใหญ่แค่ไหน

โรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัยย่านปทุมวัน เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ต้องจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะในหลักล้าน พ่อแม่ที่เลือกที่โรงเรียนแห่งนี้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ต่างกับสาธิตจุฬาฯ แต่อาจจะมีการวางแผนล่วงหน้า เพราะระบบแป๊ะเจี๊ยะของที่นี่ใช้วิธีสร้างพอร์ตการบริจาค หรือจะเรียกว่าระบบ "สะสมแต้ม" ก็ไม่ผิดนัก

หากมีเป้าหมายแน่นอนว่า จะให้ลูกเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มสร้างพอร์ตในนามของผู้อุปถัมภ์กันแต่เนิ่นๆ โดยต้องมียอดไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท เพื่อการันตีที่นั่งว่ามีแน่ๆ ซึ่งเป็นโควตาพิเศษสำหรับผู้มีอุปการคุณ

คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋มเล่าให้ฟังว่า เงินบริจาคจะมีผลตอนพิจารณาคะแนนสอบ ซึ่งโรงเรียนสาธิตแห่งนี้ จะประกาศผลสอบแบ่งเป็น 4 บัญชี หรือ 4 บอร์ด แต่จะไม่ปรากฏคะแนนสอบ

บัญชีชุดแรก เป็นเด็กที่สอบได้ด้วยตัวเอง มีคะแนนสูง บัญชีชุดที่สอง เป็นเด็กของผู้มีอุปการคุณของโรงเรียน บัญชีที่สาม เป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนในสังกัดเดียวกันที่ถูกส่งมาสอบ ซึ่งจะตัดคะแนนเพียง 40% ส่วนบัญชีสุดท้าย เป็นเด็กที่จะเรียน English Programe หรืออีพี

สำหรับวิธีการสะสมแต้ม คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋มเล่าให้ฟังว่า แต่ละปีโรงเรียนจะจัดกิจกรรมการกุศล เพื่อหารายได้หลายกิจกรรม อาทิเช่น กอล์ฟการกุศล โบว์ลิงการกุศล ก็ต้องช่วยซื้อสม่ำเสมอ แล้วเก็บใบเสร็จไว้ พอถึงเวลาที่ลูกจะไปสอบก็แนบใบเสร็จไปพร้อมใบสมัคร เป็นการลงทุนต่อเนื่องทำให้ไม่ต้องจ่ายหนักกันทีเดียว

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง

โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีกหลายแห่ง มีการเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ สำหรับรับเด็กนักเรียน "รอบสาม" ซึ่งมีทั้งที่ต้องใช้เส้นสาย ขณะที่บางแห่งตั้งโต๊ะให้ผู้ปกครอง "Walk in" เข้าไปเสนอเงินบริจาคได้ตรงๆ ไม่ต้องผ่านคนกลาง

รีย์ คุณแม่ลูกสอง เล่าประสบการณ์ครั้งสำคัญของลูกสาวคนโตที่พลาดการสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสตรีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ให้ฟังว่า ปีก่อนลูกพี่สอบไม่ได้ จับสลากก็ไม่ได้ ขณะเดียวกัน โรงเรียนนี้ก็เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง พ่อแม่หลายคนที่ลูกสอบไม่ติดต่างนั่งเฝ้าหน้าโรงเรียนรอลุ้นว่า ผู้บริหารโรงเรียนจะขยายที่นั่งเพิ่มเท่าไร เพื่อให้ลูกของตัวเองมีสิทธิได้เรียนที่นี่

เธอโชคดีว่าปีนั้นยังไม่มีการจับตาเรื่องแป๊ะเจี๊ยะเหมือนปีนี้ ทำให้เรื่องทุกอย่างง่าย โดยเฉพาะปีนั้น โรงเรียนมีการ "ตั้งโต๊ะ" เปิดรับให้ผู้ปกครองเข้าไปยื่นคำร้องแล้วเสนอตัวเลขบริจาค โดยมี "ใบเสร็จ" รับเงินออกในนาม "สพฐ." ไม่ใช่นามของโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ 2-3 แสนบาท มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังทรัพย์ นอกจากนั้น ก็ยังต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย

คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋ม ให้ข้อมูลโรงเรียนเดียวกันว่า ค่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนนี้วิ่งกันประมาณ 2-4 แสนบาท แต่ข้อมูลที่ได้รับจากรอง ผอ.ทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่โรงเรียนจะได้เพียง 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือเป็น "ค่าหัวคิว" ซึ่งระดับเงินจะเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่งวดเข้ามา อาทิเช่น หากยื่นความจำนงในระหว่างวันสมัครแป๊ะเจี๊ยะจะอยู่ราวๆ 2 แสนบาท แต่ถ้าสมัครและได้เลขที่สอบแล้วจะวิ่งขึ้นไป 2.5 แสนบาท และถ้าผ่านไปจนประกาศผลแล้ว บางรายอาจจะต้องใช้เงินมากถึง 4.5 แสนบาท

ขณะที่โรงเรียนเกาะแนวรถไฟฟ้าย่านเซ็นทรัลลาดพร้าว ผู้ปกครองระบุว่า ปีที่แล้ว 1 แสนบาท แต่ปีนี้วิ่งกันที่ 2 แสนบาท เพราะมีชื่อเสียง และเป็นโรงเรียนแนวรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก เช่นเดียวกับโรงเรียนชายชื่อดังเลยสถานีหัวลำโพงไปไม่มากนัก มีอัตราค่าแป๊ะเจี๊ยะปีนี้ 2-3 แสนบาท หรือแม้แต่โรงเรียนย่านบางแก้วที่ไกลออกมาถึงนอกเมือง แต่มีชื่อเสียง ยังขอรับเงินบริจาคเป็นค่าห้องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 แสนบาท

ใครไม่มีเส้นถอยไป

ขณะที่ "น้ำ" คุณแม่ลูกสาม แม้จะยังไม่มีประสบการณ์จากตัวเอง แต่มีลูกวัยที่กำลังจะเข้า ม.1 ทำให้ต้องหาข้อมูลค่าธรรมเนียมเหล่านี้ เธอเล่าว่า เพื่อนๆ ผู้ปกครองบางคนต้องจ่ายเป็นหลักล้าน ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีโควตาพิเศษสำหรับเด็กเส้นเหล่านี้ประมาณ 2 ห้อง หรือ 90-100 คนต่อปี ซึ่งอัตราส่วนใหญ่ปีนี้วิ่งกันในระดับ 1-2 แสนบาท

"บางคนเส้นใหญ่ไม่ต้องเสียก็มี บางทีก็เป็นผู้มีอุปการคุณ ยิ่งตำแหน่งสูงก็ยิ่งจ่ายน้อย แต่ส่วนใหญ่จะอิงกับคะแนนที่เด็กสอบได้ด้วย"

โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วไป ส่วนใหญ่แบ่งเด็กออกเป็น 2 เกรด คือ ห้องเด็กอัจฉริยะ เกรด 3.5 อัพ หรือที่เรียกกันว่า "Gifted" กับเด็ก "Regular" ซึ่งผู้ปกครองจะวิ่งเต้นได้เฉพาะประเภทหลัง ที่มีการจัดสอบทั่วๆ ไป โดยส่วนใหญ่แต่ละโรงเรียนจะเปิดให้ "วิ่ง" กันใน "รอบ 3" หลังจากจัดสรรให้เด็กๆ ที่สอบได้ และจับสลากเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องวิ่งเต้นในโรงเรียนที่มีบุตรหลานสอบไว้ มักไม่ค่อยเห็นจะวิ่งกันข้ามโรงเรียน เนื่องจากไม่มีหลักฐาน รวมทั้งโรงเรียนต่างๆ จะใช้คะแนนเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับด้วย

อย่างที่บอกไว้ ไม่ใช่ว่าวิ่งเต้นแล้วจะได้กันทุกคน แต่ขึ้นกับคะแนนใครดี เงินใครหนา และ...เส้นใครใหญ่กว่ากัน

"การจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ไม่ใช่ได้ทุกคน ต้องมีเส้นสายพอสมควร บางทีขึ้นอยู่กับการ "ต่อรอง" อาจจะถามว่าเพิ่มกว่านี้ให้มั้ย ไม่มีทางได้ทุกคน แล้วแต่ศักยภาพของพ่อแม่และเส้นที่วิ่งด้วย เพราะบางที่ก็มีค่าหัวคิวด้วย" คุณแม่น้ำบอก

เธอเล่าว่า ปีที่แล้ว ลูกของเพื่อนพี่เค้าสอบ ม.1 ไม่ติด แต่พอดีคุณพ่อหรือคุณตาของเด็กเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน ส่วนตัวเพื่อนเธอเองก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเหมือนกัน ทำให้พอมีช่องทางที่จะฝากลูกได้ ก็ผ่านไปทางสมาคมศิษย์เก่าแล้ว "ต่อท่อ" กันไป ใครบิ๊กบึ้มกว่า คะแนนดีกว่าก็ได้ไป

ส่วนคุณแม่น้องจ๋อมแจ๋ม ให้ข้อมูลเพิ่มว่า บางโรงเรียน ผอ.และรอง ผอ. บางคนเท่านั้นที่จะสามารถฝากได้ แต่บางโรงเรียนต้องผ่านสมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมครูผู้ปกครองเท่านั้น อย่างโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านหลานหลวงโรงเรียนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการฝากเด็ก แต่เป็นเรื่องของสมาคมศิษย์เก่าเท่านั้น และมีราคาเดียว คือ 1 แสนบาท"

โรงเรียนคริสต์ เตรียมไว้ไม่ต่ำกว่าแสน

โรงเรียนคริสต์ หรือเอกชนชื่อดังเป็นที่รู้กันว่า เงินบริจาคเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย ยกเว้นจะเป็นเด็กหัวกะทิที่จะสร้างชื่อให้กับโรงเรียนจริงก็อาจจะได้รับการยกเว้น โดยอัตราบริจาคส่วนใหญ่จะอยู่ในอัตราเดียวกับโรงเรียนรัฐ คือ ประมาณ 1.5-3 แสนบาท

"ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเขียนเสนอเงินบริจาคตั้งแต่วันกรอกใบสมัครเลย เว้นแต่จะมั่นใจว่าลูกเราเก่ง จะทำคะแนนได้ดีก็อาจจะใส่ตัวเลขน้อยหน่อย" คุณแม่น้ำให้ข้อมูล

โรงเรียนคริสต์ย่านสีลม-บางรัก โรงเรียนอันดับต้นๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีฐานะนิยมพาลูกมาสอบ ซึ่งเงินบริจาคจะขยับขึ้นจากปีก่อน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นกับปีนั้นๆ มีก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมหรือลงทุนอุปกรณ์การเรียนมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเรท 1 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ

แป๊ะเจี๊ยะ คือ การลงทุนที่คุ้มค่า

แป๊ะเจี๊ยะ เป็นเหมือนกับการ "ลงทุน" การศึกษา และ "ซื้อโอกาส" ที่ดีกว่า

จากที่พูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนที่จ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะ ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นตรงกันว่า ยินดีที่จะจ่ายเงินหลักแสน เพื่อให้ลูกเรียนในโรงเรียนดัง เพราะเชื่อว่า โรงเรียนเหล่านี้มีมาตรฐานการสอนที่ดีกว่า สังคมในโรงเรียนเหล่านั้นจะหล่อหลอมให้บุตรหลานดีไปด้วย

คุณแม่รีย์ บอกว่า ผู้ปกครองไม่ได้เชื่อมั่นระบบการศึกษาว่าเท่าเทียมกัน ทำให้ยัดกันเข้าโรงเรียนดัง ยอมเสียเงินวิ่งเต้น ทำให้แต่ละห้องมีนักเรียน 45-50 คน ซึ่งมากเกินไปจนครูดูแลเด็กไม่ทั่วถึง

แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศ "เรียนฟรี 15 ปี" ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่คุณแม่รีย์ บอกว่า เรียนฟรีไม่สำคัญเท่ามาตรฐานการศึกษา ซึ่งรัฐบาลควรทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน

{ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ใน www.bangkokbiznews.com}

 

Tags : แป๊ะเจี๊ยะ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8

เอาความรู้ ไปสู้เขาดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 7

ขอตอบในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตชื่อดังค่ะ เรื่องพวกนี้นี่ ต้องเชื่อหูไว้หูค่ะ มีทั้งมูลความจริงและเท็จ โรงเรียนดิฉัน เคยมีคนลงทุนหลักล้าน แล้ว fail มาแล้ว

ความคิดเห็นที่ 6

ให้ผู้ปกครองเขาจ่ายๆค่าความผิดเห็นลูกเป็นวัตถุอยากจะเอาลูกเป็นสินค้าดีๆก็ต้องเสียเงินป้อนเข้าโรงงานดีดีเพื่อที่ออกมาจะขายออก///แบบนี้อ่ะดีแล้วครับต้นปีก็พิสูจน์แล้วว่าแม้แต่สถาบันดีดีหรือที่เรียนดีดีก็ยังต้องตกงานตามๆกันเลย ให้ครูรับไปเหอะครับเหมาะแล้วพ่อแม่ที่เห็นลูกเป็นวัตถุ โรงเรียนดีดีใช่ว่าจะดีส่วนใหญ่อาจาร์ณที่สอนโรงเรียนดังๆเขาจบมาสูงและก็อายุมากจะมีหรอครับที่เขาจะยอมรับฟังความคิดของคนอื่น ส่วนใหญ่ก็ทิฐิแบบพ่อที่บ้านผมมั่งครับ ยกอธิบายเหตุผล 108 1009และวาดรูปให้เห็นปากก็ยังพูดอยู่คำเดียวว่าไม่ได้ไม่ได้ ทำแล้วเจ้งทำแล้วเจ้งซะงั้นพอวันเวลาผ่านมาเกิดผลกระทบอย่างที่บอกก็ได้แต่ส่ายหน้าหนีแล้วก็พูดอยู่คำเดียวทำไม่ได้ๆงงเหมือนกันพวกคนแก่เนี่ยแต่คงไม่เหมือนครูมั่งครับเพราะอย่างน้อยเขาก็มีจรรยาบรรณรับฟังความเห็นคนอื่นบ้าง

ความคิดเห็นที่ 5

ให้ผู้ปกครองเขาจ่ายๆค่าความผิดเห็นลูกเป็นวัตถุอยากจะเอาลูกเป็นสินค้าดีๆก็ต้องเสียเงินป้อนเข้าโรงงานดีดีเพื่อที่ออกมาจะขายออก///แบบนี้อ่ะดีแล้วครับต้นปีก็พิสูจน์แล้วว่าแม้แต่สถาบันดีดีหรือที่เรียนดีดีก็ยังต้องตกงานตามๆกันเลย ให้ครูรับไปเหอะครับเหมาะแล้วพ่อแม่ที่เห็นลูกเป็นวัตถุ โรงเรียนดีดีใช่ว่าจะดีส่วนใหญ่อาจาร์ณที่สอนโรงเรียนดังๆเขาจบมาสูงและก็อายุมากจะมีหรอครับที่เขาจะยอมรับฟังความคิดของคนอื่น ส่วนใหญ่ก็ทิฐิแบบพ่อที่บ้านผมมั่งครับ ยกอธิบายเหตุผล 108 1009และวาดรูปให้เห็นปากก็ยังพูดอยู่คำเดียวว่าไม่ได้ไม่ได้ ทำแล้วเจ้งทำแล้วเจ้งซะงั้นพอวันเวลาผ่านมาเกิดผลกระทบอย่างที่บอกก็ได้แต่ส่ายหน้าหนีแล้วก็พูดอยู่คำเดียวทำไม่ได้ๆงงเหมือนกันพวกคนแก่เนี่ยแต่คงไม่เหมือนครูมั่งครับเพราะอย่างน้อยเขาก็มีจรรยาบรรณรับฟังความเห็นคนอื่นบ้าง

ความคิดเห็นที่ 4

ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองมีความคิดอย่างนี้ ก็พอจะมองออกแล้วว่าเด็กจะมีคุณภาพสักเพียงใด นี่แหละสังคมไทย

ความคิดเห็นที่ 3

ให้ผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจเด็กเขาควักไปเหอะครับ ถ้าตำราเรียนแบบคงของเดิมไว้คล้ายๆเป็นคู่มือและมีเศษกระดาษที่เป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนั้นกระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วอาจาร์ยมีความสามารถดึงเอาพัฒนาการที่ไม่รู้จบของนักเรียนออกมาได้จะรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นพลาดตรงไหนและควรปรับปรุงหรือเขียนอย่างไง//////ยกตัวอย่างวิชาบัญชีที่ผมเคยเรียนมาที่ใช้ภาษาไทยรวมกัยภาษาอะไรไม่รู้ เดบิท เครดิท และรูปแบบบัญชีที่ตายตัวลองเอา บิลเงินรายการต่างๆของกิจการมาให้เด็กลองเขียนดูลองทำดูแบบง่ายๆแบบที่ตัวเองทำแล้วเข้าใจเลยและคนอื่นเห็นแล้วเข้าใจ////เขาก็จะเอามาเขียนโดยดูตัวอย่างในหนังสือแต่ผมคิดว่าเขาดูผ่านๆแล้วปิดเขียนเองเข้าใจกว่าสบายกว่า//วันรุ่งขึ้นอาจาร์ยก็จะเอามาออกเรียงบนกระดานแล้วก็ให้นักเรียนทุกคนช่วยดูว่าเขียนและเรียบเรียงบัญชีแบบไหนเข้าใจง่ายสุด/////ที่นี่พอจะเข้าใจวิธีต่อยอดของตำราเดิมแล้วใช่ไหมครับ ง่ายตรงจุดและเข้าใจรูปแบบไม่ตายตัวแต่เข้าใจคนส่วนใหญ่ที่สุด*****ถึงโรงเรียนที่ผู้ใหญ่เขาจะยอมจ่ายก็เท่านั้นแหละครับหากอาจาร์ยดีแค่ท่องตำราจิตใจก็จะยังยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่านะครับแต่อยากให้ผู้ใหญ่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นบ้างถึงแม้จะถูกจะผิดก็เหอะ หน้าที่ครูคอยแนะแนวทางให้เด็กเดินทางที่ถูกไม่ใช่หรือครับ ลองดูครับรับรองได้สถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ในรายวิชาเดิมนี่ล่ะครับแต่ต่อยอดของเดิมแบบไม่รู้จบหาสิ่งที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดและผลกระทบน้อยที่สุดและดีกับทุกส่วนที่สุด เดี๋ยวผมหาผลกระทบตรงศรีลังกาเสร็จแป๊บน่าจะได้อยู่

ความคิดเห็นที่ 2

เมื่อได้ดูรายการมหัศจรรย์แห่งปัญญาช่วง 8:30 วันอาทิตย์นี้ทาง สทท (nbt) ที่แทนคุณ อิสระมีการคุยเรื่องความกตัญญูกับพระอาจารย์(จำชื่อไม่ได้) มีตัวอย่างที่ดีและน่าคิดมากๆ ครอบครัวที่ดีเป็นเช่นไร โรงเรียนที่ดีเป็นอย่างไร วัฒนธรรมที่ดีอยู่ที่ไหน? เราบอกว่าเรารักลูก แต่เราผลักไสให้ลูกไปเรียนพิเศษ เจอหน้ากันก็เหนื่อยกันเต็มที่ชวนกันออกไปหาความบันเทิง ดูหนังช๊อบปิ้ง เผื่อผ่อนคลาย แต่สุดท้ายเราทิ้งการอยู่ด้วยกันอย่างมีคุณภาพกับลูิกไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะได้คุยกับลูกกันภายในครอบครัว ก็ต้องหาสิ่งกระตุ้นเพื่อดึงความสนใจลูก แทนที่จะจูงมือกันในสวนพูดคุยในชีวิตที่ผ่านมา กลับต้องต่างคนต่างเดินในห้างหาสิ่งต้องการของตนเอง ... ที่บอกว่ารักลูก เรารู้จักลูกที่เรารักมากแค่ไหน เรามีเวลาให้กับลูกแค่ไหน ... ถ้าบอกว่าจะอยู่กับลูกกันในครอบครัวเงียบๆแล้วมีความสุข ไม่ต้องพึ่งสิ่งดึงดูดใจภายนอกเช่นเดินห้างดูหนังแล้วละก้อ สายใยในครอบครัวจะเหลืออะไร? ... ในรายการพระอาจารย์เล่าถึงกิจกรรมของโรงเรียนที่สอนให้ลูกได้นวดเท้าพ่อแม่ กิจกรรมที่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของกันและกันภายในครอบครัว มีค่ายิ่ง โรงเรียนคือผู้ช่วยทางการกระทำ และ พระที่ดีเป็นผู้ช่วงทางจิตใจ สามารถสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งได้ ... นี่ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีที่ บ้าน โรงเรียน วัด ที่เป็นวิถีดั่งเดิมของไทย เป็นสังคมที่นำความสุขอย่างยั่งยืนมาให้ทุกคนได้ ... บ้านปฎิเสธโรงเรียนใกล้บ้านโดยเอาสายใยในครอบครัวมาแลกกับความฝันที่อยากให้ลูกดีเด่นดัง โรงเรียนไม่ได้รับความเหลียวแลก็อ่อนแอและผุกร่อน บ้านปฏิเสธวัดเพราะความเหลวแหลกของเปลือกที่นับวันจะเน่าเหม็นขึ้นทุกวันจนไม่พยายามที่จะเข้าศึกษาแก่นแท้ของธรรมะ พระที่ดีจึงไม่อาจช่วยเหลือบ้านและโรงเรียนได้ ... บ้านจึงต้องเริ่มต้น ทบทวนบทบาทและหน้าที่ของตนเองต่อโรงเรียน เพื่อสร้างโรงเรียนที่ดีใกล้บ้าน และศึกษาธรรมะที่แท้ เพื่อขจัดกาฝากของศาสนาเพื่อให้พระที่ดีได้เข้ามาสร้างสังคมที่ดีงาม ... สังคม บ้าน โรงเรียน วัด หากกลับมาก็จะพบว่าความสุขนั้นอยู่ในบ้าน ไม่ใช่คือการมีเงินเป็นหมื่นล้าน มีตำแหน่งใหญ่โต มีอำนาจล้นฟ้า แต่มีพ่ิิอแม่ลูกที่รู้จักกันเข้าใจกันอย่างแท้จริง

ความคิดเห็นที่ 1

การลงทุนที่คุ้มค่า และ การซื้อโอกาสที่ดีกว่า นี้ เป็นการทำลายสังคมไทยและเยาวชนไทย อย่างที่เราคิดไม่ถึงหรือไม่อยากจะคิดถึง โดยสามด้าน โรงเรียนหนึ่ง สังคมหนึ่ง และตัวเด็กเองหนึ่ง ความเก่งของเด็กอยู่ที่โรงเรียนแค่ไหนในปัจจุบันเป็นสิ่งที่น่าศึกษา ในขณะที่เห็นเด็กเรียนพิเศษกันอย่างบ้าคลั่ง (หลายๆโรงเรียนดัง ครูสอนพิเศษก็คือครูโรงเรียนนั้น) จึงทำให้คิดว่าโรงเรียนสอนอะไรกัน ทำไมเด็กต้องเรียนพิเศษ? หรือที่ว่าโรงเรียนดังนั้นควรมอบชื่อให้กับกวดวิชาดังมากกว่า เพราะชื่อโรงเรียนกวดวิชาและครูโรงเรียนกวดวิชาดังกว่าโรงเรียนที่ว่าดังเป็นไหนๆ นี่เพราะความไม่มีประสิทธิภาพของครูหรือผู้ปกครองที่ใช้เส้น...ในด้านสังคม การใช้เส้นเข้าเป็นสิ่งที่ทำลายการแข่งขันโดยเท่าเทียมกันของสังคม เราเฝ้าบ่มสอนเด็กให้แบ่งปัน ให้ทำเพื่อสังคม แต่เราทำให้เด็กดูว่าเพื่อให้ได้มาในสิ่ง(ที่คิด)ว่าดีกว่า เงินเป็นทางสู่ความสำเร็จ ในด้านตัวเด็กเอง จะไปสอนเด็กให้ตายเด็กก็ไม่เชื่อที่จะให้เด็กมีความอดทน ขยันหมั่นเพียร หาความรู้ ในขณะที่เงินเป็นทางลัดที่ง่าย แต่ทำลายสังคมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งกระทบสู่ตัวเด็กเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา ... จะพบว่าทั้งหมดทั้งสิ้น เกิดจากค่านิยมและความต้องการได้ในสิ่งที่ดีที่สุด (ในทางวัตถุ) ให้กับลูกไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เราึจึงพบว่าเด็กในสังคมไทยถูกทำให้โตก่อนวัยอันควร แปดเปื้อนการแก่งแย่งชิงดีของสังคมตั้งแต่ตัวน้อยๆ แทนที่เขาจะเรียนรู้สังคมในหมู่เพื่อนเพื่อศึกษาการอยู่ร่วมกันแบ่งปันกับสังคมในพื้นที่ ได้เล่นตามวัยที่ควร ได้มีอิสระในความคิดจินตนาการที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน ... ทั้งหมดพ่อแม่ด้วยความอยากที่จะให้ลูกได้ีดีในสังคม จึงส่งเสริมให้เด็กทำในสิ่งที่เห็นว่าคนอื่นทำแล้วดี โดยไม่รู้ว่าดีสำหรับลูกของตนคืออะไร ... เรียนฟรี 15 ปีมีประโยชน์ของผู้ปกครองที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ส่วนที่ไปจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะอยู่จะไปถามทำไมกับการเรียนฟรี สิ่งที่รัฐบาลควรพัฒนาต่อไป คือการให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของสังคม ให้สังคมใกล้โรงเรียนมีส่วนพัฒนาโรงเรียน นี่ทำให้ผู้ปกครองรู้จักโรงเรียนและโรงเรียนรู้จักผู้ปกครอง เด็กจะอบอุ่นขึ้น โรงเีรียนจะดีขึ้น และสังคมจะดีขึ้น ... เราผลักภาระทั้งสิ้นให้รัฐบาลไม่ได้ รัฐบาลทำได้แค่เป็นคนสนับสนุน โรงเรียนและสังคมใกล้โรงรียน ต้องรู้จักทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้ได้สังคมที่เป็นสุข ไม่ใช่หนีสังคมนี้ ไปอยู่กับสังคมนั้น ... หากทำเช่นนี้ ก็ต้องหนีกันไปชั่วชีวิต ...

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement