กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 12 เมษายน 2552 02:00

นายกฯประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ควบคุมสถานการณ์พื้นที่ พัทยา-ชลบุรี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

การประชุมอาเซียนต้องเลื่อนออกไปหลังม็อบเสื้อแดงบุกยึดสถานที่ประชุมอาเซียนทำให้รัฐบาลต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงเพื่อควบคุมสถานการณ์

เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 11 เมษายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินในเขตพื้นที่เมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรี หลังจากเกิดเหตุการณ์กลุ่มเสื้อแดงบุกยึดสถานที่ประชุมสุดยอดอาเซียน โดยมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้กำกับการในการปฏิบัติหน้าที่ในกฎหมายขณะนี้ โดยยืนยันว่า การตัดสินใจของตนและรัฐบาลอยู่ในพื้นฐานความสงบสุขของประเทศ และจะนำความสงบสุขกลับมา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนพร้อมกับอาเซียนและคู่เจรจาที่เมืองพัทยา แต่ได้มีพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งได้มีการชุมนุม และได้มีความพยายามในการที่จะขัดขวางการประชุม รัฐบาลได้ใช้แนวทางของความละมุนละม่อม อดทน อดกลั้น และได้พยายามที่จะใช้ทุกวิถีทางทั้งในแง่ของการเจรจา และไม่ให้ผู้ชุมนุมนั้นเข้ามาขัดขวางการประชุมของประเทศไทย อาเซียน และคู่เจรจาได้

นอกจากนี้ ยังมีพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยรัฐบาลในการที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ว่าเหตุการณ์ในเมื่อเช้านี้ได้เกิดการปะทะกันในบางส่วน ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง และได้มีความพยายามทุกวิถีทางในการขัดขวางเส้นทางการสัญจรการคมนาคมในเมืองพัทยา และล่าสุด ได้มีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งได้บุกรุกเข้ามาในสถานที่ของการประชุม 

รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจที่จะเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและอาเซียนและคู่เจรจาออกไป โดยผมได้มีโอกาสประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียนชาติอื่นๆ และได้แจ้งผลการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นมีความเข้าใจอย่างดีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งประเทศคู่เจรจาได้แสดงความขอบคุณที่รัฐบาลได้พยายามที่จะจัดการประชุมครั้งนี้ แต่ก็สนับสนุนการตัดสินใจในการที่จะมีการเลื่อนการประชุมออกไป

ดังนั้น ภารกิจของผมและรัฐบาลในขณะนี้ ก็คือ การดูแลความปลอดภัยของผู้นำในการที่จะเดินทางกลับ และในการที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วที่สุด

ในการนี้ ผมจึงได้ใช้อำนาจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร้ายแรงในพื้นที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี และได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว มอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็นผู้กำกับงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามภาวการณ์ฉุกเฉินที่ได้ประกาศไปแล้ว

ผมจึงอยากจะขอเรียนให้พี่น้องประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน และขอยืนยันอีกครั้งครับว่าการตัดสินใจของผมและรัฐบาล จะอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์สูงสุดของประเทศ และจะดำเนินการให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ขอขอบคุณครับ

ต่อมา นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล ได้แถลงการณ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี

โดยที่ปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรง นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ ทั้งจะไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ อันเป็นการกระทำที่จะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย และกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ยุติโดยเร็ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และ มาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของคน ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 45 และมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

นายกรัฐมนตรีจึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่เมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน พุทธศักราช 2552

สาระสำคัญของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548

พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อาศัยอำนาจบริหาร โดยยึดหลักที่ว่า ในกรณีเพื่อประโยชน์ ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

พระมหากษัตริย์จะทรงตรา พ.ร.ก.ให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ การตรา พ.ร.ก.ในกรณีดังกล่าว ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ 

 ทั้งนี้ สาระสำคัญของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้
 มาตรา 5 เมื่อปรากฏว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น และนายกฯ เห็นสมควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารร่วมกันป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้ง ฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ให้นายกฯ โดยความเห็นชอบของ ครม.มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตบางท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์

ในกรณีที่ไม่อาจขอความเห็นชอบจาก ครม.ได้ทันท่วงที นายกฯ อาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน แล้วดำเนินการให้ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ภายใน 3 วัน หากมิได้ดำเนินการขอความเห็นชอบจาก ครม.ภายในเวลาที่กำหนด หรือ ครม.ไม่ให้ความเห็นชอบ ให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกฯ กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ให้นายกฯ โดยความเห็นชอบของ ครม.มีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราวๆ คราวละไม่เกิน 3 เดือน

เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อ ครม.ไม่ให้ความเห็นชอบหรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกฯ ประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

ใน พ.ร.ก.นี้ ให้เจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจต่างๆ อาทิเช่น ตามมาตรา 11  ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกฯ โดยความเห็นชอบของ ครม.มีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกฯ มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย

1. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใดๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

2. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

3. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย ว่า ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้น เพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

5. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อ หรือการสื่อสารใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม

6. ประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

7. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการออกไปนอกราชอาณาจักร จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประเทศ

8. ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

9. ประกาศให้การซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธ สินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจใช้ในการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้ายต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายกฯ กำหนด

10. ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ โดยการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารจะทำได้ในกรณีใดได้เพียงใดให้เป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่นายกฯ กำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่ากรณีที่มีการใช้กฎอัยการศึก

เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกฯ ประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว
 
โฆษกกลาโหมชี้มีโอกาสประกาศกฎอัยการศึก

พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้ความเห็นถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉินปี 2548 จัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าไปก่อความวุ่นวายในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ว่า คงสามารถดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วที่สุด ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

พ.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องยากลำบาก ซึ่งต้องดูว่าหลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว จะสามารถควบคุมหรือหยุดยั้งสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่สามารถหยุดได้ก็คงจะต้องมีมาตรการอื่นมารองรับ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก ทั้งนี้ จะต้องดูความเชื่อมโยงกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่ที่บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล จะปลุกเร้าให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่พัทยาให้รุนแรงขึ้นหรือไม่

"ภาพที่ตำรวจ ทหารปล่อยให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในสถานที่การประชุมได้ง่าย เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายไม่ให้ใช้ความรุนแรง และขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปก็ยังไม่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร คือ ไม่ให้เกิดการปะทะกัน เพราะหากใช้ความรุนแรงเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงตามมา" พ.อ.จิตตสักก์กล่าว
 ผู้สื่อข่าวถามว่า การไม่ใช้มาตรการเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เหิมเกริมมากขึ้น พ.อ.จิตตสักก์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดความรุนแรง เพราะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งเมื่อผู้ชุมนุมมีเจตนาที่จะทำตรงนี้แล้ว การใช้กฎหมายต้องเข้มข้นมากกว่านี้ ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อะไรที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติก็น่าจะไปหาหนทางอื่นที่ดีกว่านี้ เพื่อลดความรุนแรง

เมื่อถามต่อว่า จะมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม.เพิ่มหรือไม่ พ.อ.จิตตสักก์ กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์การชุมนุมที่พัทยาก่อน แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาทางกลุ่มคนเสื้อแดงคงจะสลายการชุมนุม เมื่อการชุมนุมสลายแล้ว รัฐบาลคงประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนในพื้นที่ กทม.หากไม่มีอะไรรุนแรงเหมือนที่พัทยา ก็คงจะไม่มีการประกาศ แต่รุนแรงก็คงจะต้องมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเช่นกัน


นาทีต่อนาที"เสื้อแดง"ยึดที่ประชุมอาเซียน 

 กลุ่มเสื้อแดงสามารถล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน +3 และ +6 ที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี ได้สำเร็จ  หลังจากเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปราศรัยผ่านวีดิโอลิงค์ สั่งระดมกำลังกลุ่มเสื้อแดงในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้ไปสมทบที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

ในที่สุด กลุ่มเสื้อแดงนับพันได้บุกยึดพื้นที่ภายในโรงแรมในช่วงบ่ายวานนี้ (11 เม.ย.) จนกระทั่งไม่สามารถประชุมสุดยอดอาเซียนได้ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีดังนี้

ลำดับเหตุการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดงบุกเข้ายึดที่ประชุมอาเซียน
 23.50 น. วันที่ 10 เมษายน กลุ่มเสื้อแดงทยอยเดินทางโดยรถแท็กซี่ รถบัส รถหกล้อ รถส่วนตัว และรถจักรยานยนต์ จาก กทม.เข้าสู่เมืองพัทยา

07.00 น. วันที่ 11 เมษายน กลุ่มเสื้อแดงปิดถนนหน้าโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งเป็นที่พักของนายกรัฐมนตรีจีน และนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ รวมทั้งโรงแรมอมารี ซึ่งเป็นที่พักของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

08.00 น. นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งพักอยู่ที่โรงแรมโคซี บีช พัทยา ยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังกลุ่มเสื้อน้ำเงิน

08.30 น. กลุ่มเสื้อแดงปิดถนนเทพประสิทธิ์ ถนนสายพัทยาเหนือ ซอย 1 และพัทยาใต้

08.30 น. กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนจากหน้าโรงแรมพัทยาฮิลล์ ถนนพระตำหนัก ไปยังโรงแรมรอยัลคลิฟ ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียน

08.30 น. กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อน้ำเงิน เผชิญหน้ากันที่หน้าโรงแรมรอยัลคลิฟ ระยะห่างเพียง 10 เมตร

08.40 น. กลุ่มเสื้อแดงปะทะกลุ่มเสื้อน้ำเงิน เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น

09.00 น. นายกรัฐมนตรีจีนไม่สามารถเดินทางไปประชุมได้

09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง

09.09 น. มีรายงานว่า ผู้นำทั้ง 3 ชาติ ออกจากโรงแรมโดยใช้เส้นทางอื่น

09.30 น. ทหารหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินกว่า 500 นาย เสริมกำลังที่โรงแรมรอยัลคลิฟ

09.30 น. นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แถลงเลื่อนประชุมสุดยอดอาเซียนกับจีน

11.00 น. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มเสื้อแดง เจรจาขอแถลงข่าวในศูนย์สื่อมวลชนภายในโรงแรมรอยัลคลิฟ

12.00 น. พ.ต.ท.วรกิช ภาคการ สารวัตรเวร สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา รับแจ้งว่ารถแท็กซี่กลุ่มเสื้อแดง 3 คัน ถูกยิงมีผู้บาดเจ็บ 2 คน

12.05 น. นายอริสมันต์เรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวมือปืนที่ยิงคนเสื้อแดงมาลงโทษ โดยขีดเส้นตาย 1 ชั่วโมง

12.15 น. นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงเหตุปะทะเสื้อแดงเจ็บ 4 คน ส่วนเสื้อน้ำเงินเจ็บ 5 คน

13.00 น. นายอริสมันต์นำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกเข้าประชิดภายในบริเวณโรงแรมรอยัลคลิฟ

13.05 น. ทหารต้านไม่ไหว กลุ่มเสื้อแดงกรูเข้าภายในตัวอาคาร ใช้ไม้และด้ามธงกระทุ้งกระจก ผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศแตกตื่นวิ่งหนีโกลาหล กลุ่มเสื้อแดงกระจายกำลังยึดอาคารไว้ได้

13.07 น. เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศให้ผู้สื่อข่าวเก็บสิ่งของและเคลื่อนย้ายออกไปจากอาคารทันที

13.09 น. เจ้าหน้าที่ของโรงแรมเร่งเก็บสิ่งของมีค่า ทั้งจอทีวีขนาดใหญ่ คอมพิวเตอร์ ส่วนผู้สื่อข่าวสำนักต่างๆ เร่งเก็บอุปกรณ์และเคลื่อนย้ายรถโอบีออกจากพื้นที่อย่างชุลมุน

13.10 น. นายอริสมันต์ยึดโพเดี้ยมที่โฆษกประเทศต่างๆ แถลงข่าวขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์

13.11 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทะลุอาคารพีชไปยังประตูฉุกเฉิน ซึ่งเชื่อมต่อไปถึงห้องประชุมที่ผู้นำประเทศชาติต่างๆ รวมตัวกันอยู่ พร้อมตะโกนด่าผู้สื่อข่าวที่กำลังรายงานสถานการณ์

13.17 น. ผบ.ตร.และรอง ผบ.ตร. ออกมาเจรจากับกลุ่มเสื้อแดง แต่ไม่สำเร็จ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยปราบจลาจลอาวุธครบมือออกมาตั้งท่าพร้อมยิง เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามจะกรูเข้าไปภายในอาคาร ผู้ชุมนุมเกิดอาการไม่พอใจ ผบ.ตร.จึงสั่งให้หน่วยปราบจลาจลกลับเข้าไปในอาคาร

13.18 น. นายปณิธานแถลงว่า มติผู้นำอาเซียนเห็นว่า เพื่อความปลอดภัยควรยุติการประชุมและเลื่อนออกไป 2-3 เดือน จากนั้นผู้นำอาเซียนทยอยเดินทางกลับประเทศโดยเฮลิคอปเตอร์และทางทะเล

13.20 น. เมื่อผู้ชุมนุมทราบข่าวเลื่อนการประชุมอาเซียนออกไป จึงยอมถอยร่นออกจากหน้าตึกแกรนด์มารวมตัวกันที่ศูนย์สื่อมวลชน ที่อาคารพีช ซึ่งนายอริสมันต์กำลังแถลงข่าว เมื่อนายอริสมันต์แถลงข่าวเสร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมถอยกลับออกไปจากอาคารพีชทันที

13.30 น. นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บนชั้นดาดฟ้าอาคารที่ประชุม ไปลงที่ ร.1 พัน.1 รอ.

13.45 น. ทีวีพูลออกอากาศการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของนายกรัฐมนตรี ครอบคลุมเมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรี โดยมอบหมายให้นายสุเทพ กำกับการปฏิบัติหน้าที่

เวลา 17.00 น. กลุ่มเสื้อแดงทยอยกลับเข้ากรุงเทพฯ


 

 


 

Tags : การประชุมอาเซียน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6

เสื้อแดง เหลือง ดำ ขาว ก็ไม่สน และไม่สนับสนุนกลุ่มต่อต้าน ประชาธิปไตยหรือไม่ก็ไม่สน เพราะแล้วแต่ใครจะเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออย่างไร ที่รู้ๆตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤษเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เราจะต้องเอาประเทศมาก่อน และจะต้องช่วยการสร้างคามสามัคคี และความเชื่อมั่น การกระทำของพวกเสื้อแดงทำให้ประเทศเสียหายสาหัสเพื่ออะไร เพียงเพื่อทักษิณ หรือเพื่อความมัน ไม่ต้องมาอ้างว่าเสื้อเหลืองทำได้ เสื้อเหลืองก็ไม่ได้ช่วยประเทศในการเดินขบวน การเดินรอยตามสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ช่วยให้ประเทศเราดีขึ้น รัฐบาลควรจัดการขั้นเด็ดขาด และไม่ควรปราณ๊ เพราะพวกเขาไม่เห็นปราณีประเทศและประชาชนส่วนรวม

ความคิดเห็นที่ 5

เข้าใจและเห็นใจ ความเห็นที่ 2 ที่อยากให้ประเทศเดินหน้า

แนวความคิดของคุณ คงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

ถ้ามีโจรปล้นบ้านคุณ คุณคงไม่บอกให้พวกมันมาจับสลากแบ่งทรัพย์สมบัติหรอกนะครับ หรือจะให้หัวหน้าโจรได้ห้องนอน ลูกน้องได้ห้องรับแขก ส่วนคุณเอาห้องครัวไป จะเอาหรือเปล่า

คุณอภิสิทธิ์ทำถูกที่ใช้กฎหมายเป็นตัวตั้งภายใต้บริบทของการรักษาความสงบ

คุณอภิสิทธิ์พลาดที่ไม่ให้ความรู้ประชาชนเรื่องความเลวร้ายของระบบทักษิณ การบังคับใช้กฎหมายควรเป็นมาตรการขั้นสุดท้าย เพราะมันไม่มีความจำเป็นเลยเมื่อประชาชนฉลาดขึ้น

ความรุนแรงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ประเทศต้องการ คุณอภิสิทธิ์ควรหาทางออกที่สร้างสรรในการแก้ปัญหานี้

ความคิดเห็นที่ 4

โจรเสื้อแดง นอกจากจะทำให้คนกรงเทพฯเดือดร้อน ยังไปทำร้ายคนอื่น เหตุการณ์อย่างนี้ มีหวังพ่อแม้วของพวกมันไม่มีโอกาสกลับมาช่วยลูกสนุมอย่างที่โม้ และถ้ากลับมาจริง โจรแม้วเสื้อแดงโดนตีนแน่นอน

ความคิดเห็นที่ 2

นักการเมืองไทยถ่วงความเจริญ ถ่วงความก้าวหน้าของประเทศชาติ แก่งแย่งอำนาจ ผลประโยชน์ ไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างมีมวลชนถือหางทั้งพวกแดง พวกเหลือง ต้องจัดตั้งพวกเสื้อน้ำเงิน และพร้อมปลุกระดม นำมวลชนห้ำหั่นกันก่อสงครามกลางเมือง คนไทยฆ่ากันเอง สร้างปัญหาการเมืองภายในเมืองไทยทำประเทศชาติดิ่งเหวนรก จนตอนนี้ผลกระทบลามไปถึงนโยบายของทั้ง 10 กว่าประเทศอาเซียน ... นักการเมืองไม่เดือดร้อน แต่ประชาชนไทยซวย ...หากนายกยืนยันไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ส.ส. ส.ว. ในสภารีบตั้งฐบาลเพื่อชาติที่ไม่มีฝ่ายค้าน เอาจำนวน กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจไปจับฉลาก แบ่งกันบริหาร แบ่งกันตรวจสอบโกงกิน หรือขอคนสมัครใจไปเป็นฝ่ายค้านแค่ 2-3 คนก็พอแล้ว ส่วนนายกก็หาคนที่ทุกๆ ฝ่ายยอมรับ หรือนายกคู่ 2 คนแบบเขมร ฮุนเซน นโรดม ..ช่วยกันปฏิรูปการเมืองสัก 2 ปี .

ความคิดเห็นที่ 1

วันนี้แดงอ้างว่าทีเหลืองทำได้กุก็ทำได้เหมือนกัน เลยปั่นป่วน ทำความเดือดร้อนทำลายทั้งอาเซียน เมืองหลวง พัทยา ...มาร์คคงต้องคืนทรัพย์ 7 หมื่น 3 พันล้านให้ทักษิณทุกบาททุกสตางค์ นิรโทษกรรมแกนนำพันธมิตร นิรโทษกรรมแกนนำเสื้อแดง นิรโทษกรรมทุกๆ คนที่ถูกตัดสิทธ์การเมืองเพราะพรรคถูกยุบ เพราะทุกๆ คนก็อ้างว่าจะแยกแยะได้ไง ??? ว่าใครพลอยติดร่างแห เพราะทุกๆ คนมันก็อ้างว่าติดร่างแหกันทุกคนน่ะแหละ... ทั้งๆ ที่เมืองไทยทั้งหัวหน้าพรรค ผู้บริหารพรรคทุกๆ พรรค ตอแลมากๆ ทำเป็นหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ว่าสมาชิกพรรคเอาเงินให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหัวคะแนนไปแจกชาวบ้าน บางทีก็พาไปเที่ยว พาไปกินเลี้ยง อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องของพรรค หัวคะแนนแจกอัดฉีดชาวบ้านทั้งคืนหมาหอน และก่อนคืนหมาหอนให้เอาเงินไปก่อน เลือกก็เลือก ไม่เลือกก็ไม่ต้องเลือก หัวคะแนนฆ่ากัน ยิงกัน ถล่มกันเพื่อแย่งชิงอำนาจการเมือง อุปถัมภ์งานรับเหมาทั้งท้องถิ่น ทั้ง สส มา 76 ปีแล้ว ...นายทุนกล้าลงทุนให้นักเลือกตั้ง นักเลือกตั้งกล้าให้หัวคะแนนไปแจกสินบน 200 500 ให้ชาวบ้าน ชาวบ้านกล้ารับสินบน พรรคก็กล้าถูกยุบแล้วไปจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่นักการเมืองไม่ยอมถูกตัดสิทธ์ ขอนิรโทษกรรมกันวุ่นวายปั่นป่วนเมืองไทย เปลี่ยนตัวศาล รธน และศาลทุกๆ ศาล ล้มล้างองคมนตรี เปลี่ยน กกต ปปช สตง เป็นชุดใหม่ เอา รธน ปี 40 กลับมาใช้เหมือนเดิม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement