โมเดลการปฏิรูปการเมืองรอบ 3 ที่ฮือฮากันในช่วงต้น หลังจากสถาบันพระปกเกล้ารับเป็นเจ้าภาพ
พร้อมทั้งเสนอรูปแบบ วิธีการ และกรอบเวลาไปยังรัฐบาล กลับต้องหยุดชะงักมาระยะหนึ่ง
เพราะถึงวันนี้ฝ่ายค้านก็ยังไม่เอา เสื้อแดงก็ยังไม่เห็นด้วย...
เหตุนี้จึงทำให้แนวทางที่วางเอาไว้เป็นตุ๊กตา คือการตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารับฟังความเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง ซึ่งมี ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ ทำหน้าที่ประธาน ยังเดินหน้าไม่ได้
ทั้งยังเกิดคำถามจากบางฝ่ายว่า “เมื่อมีคนไม่ยอมรับ จะปฏิรูปได้อย่างไร?”
แต่ในมุมมองของ รศ.วุฒิศาล ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอิสระฯ กลับเห็นว่าการปักธงเพื่อการปฏิรูปต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดทั้งในแง่การทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ เอง และสังคม
รศ.วุฒิศาลยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ต้องเร่งทำ แม้จะเป็นความยากบนความขัดแย้ง!
O มีคนโจมตีว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่เป็นกลาง บุคลากรหลายคนเคยร่วมเคลื่อนไหวหรือสนับสนุนเสื้อเหลือง
สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันวิชาการ ทำงานวิจัย จัดการศึกษาอบรม เชิญวิทยากรมาบรรยายซึ่งก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับทุกรัฐบาล ถือเป็นอิสระทางวิชาการ ถ้ามีคนบอกว่าเราไม่เป็นกลาง คงไม่เป็นธรรมกับสถาบัน เพราะเราได้ทำหน้าที่ตามแนวทางที่ควรจะทำมาตลอด โดยเฉพาะการส่งเสริมประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 บทบาทของเราก็ชัดเจนคือทำความเข้าใจและส่งเสริม ส่วนประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรเป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล ที่ว่าเราไม่เป็นกลางผมยังไม่เห็นกรณีตัวอย่างเลย ถ้ามีจริงคนพูดน่าจะพูดให้เห็นชัดๆ กว่านี้
O การต้องเดินหน้าปฏิรูปการเมืองในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งแตกแยกอย่างสูง ถือว่ายากหรือไม่?
ที่จะพูดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะ ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการอิสระ ผมเห็นว่าความพยายามผลักดันที่จะให้เกิดการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา ย้อนไปดูการปฏิรูปก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ตอนนั้นประชาชนต้องการพัฒนาการเมือง ทำให้มีการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ สูงมาก เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ออกมาจึงมีความก้าวหน้าสูง
ส่วนการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550 มีข้อจำกัดจากการรัฐประหาร และถูกบังคับจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ให้ทำประชามติ แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็พยายามแก้ไขปัญหาของปี 2540 อาจมีคนตั้งคำถามว่าเป็นการนำพาการเมืองย้อนกลับไปสู่อดีต และเป็นยาแรงหรือไม่ (มาตรการควบคุมสถาบันการเมืองที่เข้มข้น) ก็ถือเป็นความเห็นที่ต้องรับฟังกันไป
สำหรับคราวนี้ เป็นการปฏิรูปที่คิดขึ้นมาบนความขัดแย้งซึ่งชัดเจนมากระหว่างกลุ่มคน ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นความขัดแย้งที่มีพื้นฐานมาจากความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มบุคคล
แต่ที่สำคัญความต้องการในการปฏิรูป ตลอดจนการรับรู้ และแนวทางของคนในสังคมไม่ตรงกัน กลุ่มนักวิชาการก็คิดอย่างหนึ่ง กลุ่มนักธุรกิจก็คิดอย่างหนึ่ง กลุ่มนักการเมืองก็คิดอย่างหนึ่ง และโหวตเตอร์หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจริงๆ ก็คิดอีกอย่างหนึ่ง ฉะนั้นไม่ว่าจะตัดสินหรือเลือกวิธีการใด ก็จะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเสมอ
O แล้วทางออกจะเป็นอย่างไร?
ยกตัวอย่างเช่นการกำหนดเขตเลือกตั้ง ประเทศไทยใช้มาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หนึ่งเขตเรียงเบอร์ หรือแบบอื่นๆ แต่การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาของการเลือกตั้งคลี่คลาย หรือได้ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนเข้ามา แสดงว่าการคิดหาวิธีการและระบบโครงสร้างการเลือกตั้งอาจไม่ใช่คำตอบที่จะแก้ไขให้การเมืองดีขึ้น เพราะไม่ว่าจะแก้หรือรื้ออย่างไร ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม
ฉะนั้นเราน่าจะคิดถึงปัจจัยที่จะทำให้เกิดการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าเรื่องโครงสร้าง รูปแบบ หรือสถาบันทางการเมือง คือต้องคิดถึงปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ รัฐสภา หรือพรรคการเมือง
ในความเห็นของผม ปัญหาสำคัญในกระบวนการประชาธิปไตยบ้านเรามีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน ตลอดจนความเสมอภาคในสิทธิเสรีภาพ และการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศที่เป็นธรรม
ลองหันไปดูสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากๆ เช่น ยุโรป หรือญี่ปุ่น จะพบว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้มีฐานะความเป็นอยู่ไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งการเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงการศึกษา คนที่มีสถานะทางสังคมสูงมากๆ กับแย่มากๆ จะมีน้อย ส่วนคนชั้นกลางจะเยอะ สังคมแบบนี้เกื้อหนุนให้เกิดประชาธิปไตยได้ง่าย เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานของประชาธิปไตย
แต่ของบ้านเราทำไมการซื้อเสียงยังมีอยู่ คนยังเห็นประโยชน์จากเงินที่ซื้อหรือการดูแลกันในระดับท้องถิ่นมากกว่าการรักษาระบบประชาธิปไตยและการเมือง คำตอบก็คือเพราะคนของเรายังมีฐานะแตกต่างกันมาก การเข้าถึงทรัพยากรก็ยากสำหรับคนส่วนใหญ่ จะสังเกตเห็นว่าถึงวันนี้นโยบายประชานิยมจำเป็นไปแล้วกับทุกรัฐบาล แสดงว่าประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐมานาน ทำให้นโยบายแบบ 30 บาทรักษาทุกโรคโดนใจประชาชน
ด้วยเหตุนี้การแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวจึงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความแตกต่างกันอย่างมาก
2.วิธีคิดและวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย ประเด็นนี้ก็สำคัญ เพราะการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง เคารพเสียงส่วนใหญ่ ถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย เรียกว่าขัดแย้งได้แต่ไม่แตกแยก ถือเป็นวิถีของประชาธิปไตยที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ประเทศไทยไม่เคยเตรียมการสร้างวิธีคิดและวัฒนธรรมเหล่านี้ให้กับประชาชน
ต้องยอมรับว่าการศึกษาเรื่องการเป็นพลเมืองและค่านิยมประชาธิปไตยพื้นฐานโดยทำให้เป็นวิถีชีวิต ไม่ใช่แค่ท่องจำ ยังทำกันน้อยมากในบ้านเรา ทั้งๆ ที่สองสิ่งนี้ทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฉะนั้นการปฏิรูปการเมือง ถ้าเรามองเฉพาะโครงสร้างรัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง และพรรคการเมือง ก็แก้กันไม่จบ โดยเฉพาะหากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทางการเมืองของเรายังเหมือนเดิม
O แสดงว่าการปฏิรูปการเมืองในบริบทของการพัฒนาประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปในคราวนี้...
เป็นความยากบนความขัดแย้ง บางคนเสนอว่าเรื่องยากๆ อย่าเพิ่งไปพูด มาแก้ประเด็นหลักๆ ก่อนดีกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าพลิกดูในรัฐธรรมนูญก็มีแค่ไม่กี่มาตราที่ต้องแก้ไข แต่ผมบอกได้เลยว่าถ้าไม่คิดย้อนกลับไป สุดท้ายก็จะกลับมาสู่ปัญหาเดิม
สมมติง่ายๆ ในรัฐธรรมนูญปี 2550 วุฒิสภาของเรามีสมาชิกแบบผสม คือเลือกตั้งส่วนหนึ่ง แต่งตั้งส่วนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ระบบแบบนี้เราก็เคยใช้มาแล้วในอดีต กระทั่งเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบแต่งตั้งอย่างเดียว และเลือกตั้งอย่างเดียวก็ยังเคย ฉะนั้นถ้าเราตั้งโจทย์เรื่องรูปแบบก็เถียงกันไม่จบ
คำถามที่เราควรย้อนถามกลับไปก็คือ เราจะกำหนดหน้าที่ของวุฒิสภาอย่างไร ถ้าให้วุฒิสภาทำหน้าที่สภาสูง คอยกลั่นกรองกฎหมาย ก็อาจไม่จำเป็นต้องเลือกตั้ง แต่ถ้าให้มีอำนาจถอดถอนด้วย คนก็จะเริ่มถามว่าชอบธรรมหรือไม่ที่จะเอาสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งไปถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้ง
ผมบอกได้เลยว่ารัฐธรรมนูญนั้นแก้อย่างไรก็ไม่ถูกใจทุกคน ตอนนี้เรากำลังพูดเรื่องหนึ่งโดยลืมดูว่ากระทบกับเรื่องอื่นๆ อย่างไรบ้าง
เพราะฉะนั้นต้องถามและหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า จะทำอะไร และอยากได้อะไรจากการปฏิรูปการเมือง แน่นอนว่าในที่สุดเมื่อได้ข้อยุติแล้ว ย่อมหนีการแก้รัฐธรรมนูญไม่พ้น เพราะอย่างไรเสียก็ต้องแก้เพื่อเดินหน้าต่อ แต่ถ้าเราเริ่มจากการแก้รัฐธรรมนูญเลยโดยไม่มองปัญหาใหญ่ๆ สุดท้ายก็จะกลายเป็นปมขัดแย้งใหม่ในสังคม
ที่ผ่านมามีความพยายามหลายครั้งที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะคนไม่ไว้วางใจกัน ฉะนั้นเราต้องก้าวข้ามสิ่งนี้ไปก่อน (การแก้รัฐธรรมนูญ) แล้วค้นหาสิ่งที่ควรจะเป็นหรือเราอยากให้เป็น ก่อนจะพิจารณาว่าต้องแก้อะไร ตรงไหน อย่างไร ฟังดูอาจจะนามธรรม และเป็นประเด็นค่อนข้างไกลตัว แต่เราไม่เคยตั้งธงกันแบบนี้
ฉะนั้นในความคิดของผมเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยในครั้งนี้ ต้องเริ่มจากการมานั่งคิดกันว่าปัญหาวันนี้จริงๆ อยู่ที่อะไร แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่มีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม วิธีคิด กระบวนการคิดของคนในสังคม รวมถึงจิตสำนึกประชาธิปไตยที่ต้องทำให้เป็นวิถีชีวิตด้วย
ดังนั้นเราจะชี้ให้เห็นภาพว่าต้องทำอะไรบ้าง ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือรัฐบาล รัฐสภา สังคม รวมทั้งสื่อต้องทำอย่างไร
Tags : ปฏิรูปการเมือง • รศ.วุฒิศาล ตันไชย

ความคิดเห็นที่ 3
vvV , 27 มีนาคม 2552 14:15
ก็เห็นจากเวปนี้แหละค่ะ เห็นมีคนมาโพส เรื่อง เข้าโปรแกรมลด นน. จากเวปนี้ Thaidietcenter.c
om/gooddiet แล้วได้ผล ก็เลยเข้าบ้าง เพราะหนูอ้วนมาก ทำมาหลายวิธีก็ไม่ได้ผล แล้วก็ได้ผลจริงๆ ลดไปแล้ว 5 โล รู้สึกดีมากๆ ก็เลยโพสมาบอกกันค่ะ เพราะเห็นโฆษณากันเยอะ แต่ที่นี่ได้ผลเลยโพสมาบอกกันค่ะ ขอโทษที่โพสมานอกเรื่องนะคะ
แค่อยากช่วยคนที่อ้วนเหมือนหนู
ความคิดเห็นที่ 2
VV , 27 มีนาคม 2552 09:44
ก็เห็นจากเวปนี้แหละค่ะ เห็นมีคนมาโพส เรื่อง เข้าโปรแกรมลด นน. จากเวปนี้ Thaidietcenter.c
om/gooddiet แล้วได้ผล ก็เลยเข้าบ้าง เพราะหนูอ้วนมาก ทำมาหลายวิธีก็ไม่ได้ผล แล้วก็ได้ผลจริงๆ ลดไปแล้ว 5 โล รู้สึกดีมากๆ ก็เลยโพสมาบอกกันค่ะ เพราะเห็นโฆษณากันเยอะ แต่ที่นี่ได้ผลเลยโพสมาบอกกันค่ะ ขอโทษที่โพสมานอกเรื่องนะคะ
แค่อยากช่วยคนที่อ้วนเหมือนหนู
ความคิดเห็นที่ 1
หาญ , 27 มีนาคม 2552 08:44
นักการเมืองที่มีคุณภาพต่ำแบบในปัจจุบัน รวมทั้งพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเป็นแก๊งการเมือง ต่อให้เขียนรัฐธรรมนูญบนแผ่นทองคำ ก็ไม่มีประโยชน์ นักการเมืองที่มีความสามารถเพียงแค่มาอ่านเอกสารในสภา แล้วก็ออกเสียงตามผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ก็หมดสภาพของความเป็นผู้แทนราษฎร แต่เป็นผู้แทนของใครก็ไม่รู้ ในระบบที่มีคนชั่ว ต่อให้เขียนกฎระเบียบอย่างไร คนชั่วก็ยังเป็นคนชั่วอยู่วันยังค่ำ ประชาชนที่มีปัญหาก็ไม่ได้รับการเหลียวแล มัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของพวกตัวเอง ประชาชนก็ไม่มีที่พึ่ง