กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 26 มีนาคม 2552 07:16

วัดปรอทประชาธิปไตยไทย แตกต่าง-แตกแยก-ถึงแตกหัก

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล

26 มี.ค.จะเป็นวันชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง

หลังจากโหมกระแสด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และการโฟนอินแบบรายวันของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ถึงวันนี้คงไม่ต้องปฏิเสธอีกแล้วว่า กลุ่มเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเป็นหนึ่งเดียว และเคลื่อนไหวด้วยเป้าหมายเดียวกัน! 

ท่าทีของอดีตนายกฯ ผสานกับคำประกาศของแกนนำเสื้อแดง ทำให้สังคมไทยกำลังตกอยู่ในอาการประหวั่นพรั่นพรึงอีกครั้งว่า นี่เรากำลังจะต้องเผชิญกับภาวะ “แตกหัก” กันอีกแล้วหรือ

และเหตุใดสังคมไทยจึงสงบสุข สมานฉันท์ไม่ได้เสียที...

แม้คำถามเหล่านี้จะดังก้องอยู่ในแทบทุกวงสนทนาของประชาชนตาดำๆ หาเช้ากินค่ำทั่วทั้งประเทศไทย แต่นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าอย่าง ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กลับมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ประหลาดใจ เพราะเธอเห็นสัญญาณความแตกแยกในบ้านนี้เมืองนี้มานานหลายปีแล้ว และจุดแตกหักก็คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

“สถาบันพระปกเกล้ามีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อวัดอุณหภูมิประชาธิปไตย เราพบเห็นความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคมไทยมานานหลายปี และนำมาสู่ความเห็นแตกต่างทางการเมืองระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ระหว่างคนที่มีสถานะทางสังคมดี กับคนที่มีสถานะทางสังคมด้อยกว่า”

ดร.ถวิลวดี ขยายความต่อว่า คนที่มีสถานะทางสังคมดีจะมองความเป็นอยู่ของตนเองเป็นหลัก ประเทศจะปกครองด้วยรูปแบบใดก็ได้ ขอให้ฉันมีกินมีใช้ก็พอ ขณะที่คนต่างจังหวัดหรือคนชนบทเริ่มรู้ว่าพวกเขาเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าเดิม และได้รับโอกาสจากนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ชนะเลือกตั้งเข้ามาแล้วเอาทรัพยากรกลับมาให้จริง นั่นก็คือนโยบายประชานิยมในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าเหตุใดประชาชนกลุ่มนี้จึงพอใจ พ.ต.ท.ทักษิณนัก

“ฉะนั้นพวกเขาไม่สนว่าคุณทักษิณจะมาโดยวิธีไหนและบริหารบ้านเมืองโดยสุจริตหรือไม่ แต่นโยบายที่เห็นเป็นรูปธรรมและพวกเขาได้ประโยชน์คือนโยบายประชานิยมต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งภายหลังไม่ต้องเสีย 30 บาทแล้ว”

“แต่คนเมืองทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่าและหลากหลายกว่า ทำให้รู้ว่านักการเมืองกระทำทุจริต ส่งผลให้คนชั้นกลางซึ่งเป็นพวกที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากที่สุดในยุคนั้นออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง เพราะมองว่าถ้าปล่อยให้นักการเมืองกลุ่มนี้อยู่ต่อไป ประเทศล่มจมแน่ และอำนาจกำลังไหลไปอยู่ในมือคุณทักษิณเพียงคนเดียว

ดร.ถวิลวดี ชี้ว่า ความรู้สึกเช่นนี้ขยายไปในหมู่ข้าราชการด้วย เพราะข้าราชการส่วนหนึ่งไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากในยุคนั้นเป็นยุคตกต่ำของข้าราชการ ถูกการเมืองครอบงำ ผิดกับในอดีตที่ข้าราชการนำการเมืองมาตลอด ส่งผลให้ข้าราชการรู้สึกหมดบทบาท

“ในที่สุดจึงเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ซึ่งแน่นอนว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งย่อมไม่ชอบ เพราะรัฐบาลที่พวกเขารักต้องพ้นจากตำแหน่งไป ความเห็นที่แตกต่างจึงเดินมาถึงจุดแตกหัก กลายเป็นความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทยปัจจุบัน”

ความเชื่อมั่นทุกสถาบันหดหาย
งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสมานฉันท์ในสังคมไทยของ ดร.ถวิลวดี และคณะ ซึ่งทำสำรวจจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544, 2545, 2549, 2550 และ 2551 พบดัชนีชี้วัดความร้าวฉานในประเทศนี้อย่างชัดเจน

เพราะตัวเลขจากการสำรวจชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันต่างๆ ในบ้านเมืองลดลงอย่างมากตั้งแต่เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการรัฐประหาร ทั้งสถาบันข้าราชการ ทหาร หรือแม้แต่สื่อสารมวลชน
“สื่อโทรทัศน์ซึ่งเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดมาตลอด ยังได้รับความเชื่อใจลดลงจากร้อยละ 84 เหลือร้อยละ 62.6 เพราะทีวีก็มีขั้ว บางช่องเสนอข่าวสร้างความแตกแยก ช่วงที่เกิดวิกฤติประชาชนจึงหันไปไว้ใจหนังสือพิมพ์มากขึ้นแทน”

ส่วนทหารซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติ ก็ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี

“ทหารเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดถึงร้อยละ 94 ในปี 2545 และร้อยละ 80 ในปี 2549 แต่หลังการรัฐประหาร ความไว้วางใจตกต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 61.8 และเพิ่งมาขยับขึ้นเป็นร้อยละ 70.1 เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง” ดร.ถวิลวดี ระบุ

ขณะที่ความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะตกต่ำอย่างต่อเนื่องแน่นอน
“รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีได้รับความเชื่อใจจากประชาชนลดลงตลอด จากร้อยละ 65.9 ในปี 2549 ช่วงก่อนการรัฐประหาร เหลือเพียงร้อยละ 45.2 ในเดือน มิ.ย.2550 และร้อยละ 34.4 ในปลายปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงปลายรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์”

ที่น่าตกใจก็คือแม้แต่ประชาชนด้วยกันเองก็ยังไว้เนื้อเชื่อใจกันลดลง ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ภาพรวมของผู้คนในสังคมมีแต่ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ นั้น ไว้ใจคนอื่นน้อยที่สุด คือจากร้อยละ 35.4 ในปี 2549 เหลือเพียงร้อยละ 6.7 ในปี 2550 นี่คือสถานการณ์ที่อธิบายได้ว่าแม้แต่ขึ้นแท็กซี่ยังคุยการเมืองไม่ได้

“สังคมไทยมีความไว้วางใจกันและกันมากขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2545-2549 จากร้อยละ 17.7 พุ่งสูงถึงร้อยละ 53.8 แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร และสถานการณ์การเมืองขัดแย้งอย่างหนักหลังจากนั้น ส่งผลให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกันลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เหลือเพียงร้อยละ 41.3 ในปี 2550 หรือปีหลังการรัฐประหาร ซึ่งชัดเจนว่าเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง”

โจทย์ใหญ่ก่อนปฏิรูปการเมือง
 ดร.ถวิลวดี ชี้ว่า จากข้อมูลที่ปรากฏและความจริงที่เป็นอยู่ นี่คือโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องเร่งแก้ไข และเป็นโจทย์ข้อสำคัญสำหรับการปฏิรูปการเมืองไทยเที่ยวล่าสุด

“รัฐบาลต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นให้ได้ ความสามัคคีในสังคมต้องเกิด ไม่อย่างนั้นประเทศจะเดินต่อไปไม่ได้ รัฐบาลมีหน้าที่สร้างพลังทางสังคมให้เกิดขึ้น สร้างสังคมไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างการบูรณาการในสังคม”

“ที่สำคัญคือต้องรีบทำ เพราะหากปล่อยต่อไป สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่คนรังเกียจกัน เสื้อสีหนึ่งก็อาจจะว่าอีกสีหนึ่งโง่ ส่วนอีกสีหนึ่งก็โต้ว่าคุณอยู่บนหอคอย ยอมรับเผด็จการ สุดท้ายจะกลายเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย”

เป็นบทสรุปสภาพสังคมการเมืองไทยของ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล!

 

 

Tags : ดร.ถวิลวดี บุรีกุล

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement