หนี้ครัวเรือนถือเป็นปัญหาระดับประเทศและกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือคนรายได้ต่ำกว่า10,000 บาทลงมาหรือกลุ่มแรงงานรับจ้างรายวัน
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ได้ออกมาเปิดเผยการสำรวจสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งปรากฏว่ามีสัดส่วนประมาณ 27.88% ของจีดีพี สูงสุดในรอบ 5 ปี แต่ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาในระดับประเทศ เพราะสัดส่วนนี้ยังไม่ถึง 30% ต่อจีดีพี อีกทั้งผลการสำรวจยังพบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ แม้หนี้ครัวเรือนจะยังไม่เป็นปัญหาในระดับประเทศ แต่ก็เป็นปัญหาระดับบุคคลไปแล้ว จากการสำรวจหนี้ครัวเรือนในเดือนสิงหาคม 2551 จำนวนหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 135,166.34 บาท ให้หลังมาเพียง 6 เดือน หนี้สินต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 143,476.32 บาท หรือเพิ่มขึ้น 8,309.98 บาท ซึ่งในขณะนั้น ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ
แต่ปัจจุบันเริ่มที่จะมีปัญหาการปรับลดคนงาน รายได้ไม่เพิ่ม ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเข้ามาซ้ำเติมความเป็นอยู่ของครัวเรือนเพิ่มเติม ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีภาระหนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 บาท ซึ่งหากแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 และ 3 ยังมีแนวโน้มติดลบ น่าจะส่งผลให้ตัวเลขหนี้ต่อครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"จากการประเมินในเดือนสิงหาคม 2551 เราคาดการณ์ว่าจะมีตัวเลขคนว่างงานประมาณ 7 แสนคน แต่ตอนนั้นยังไม่มีการปลดคนงานยังไม่มีผลกระทบต่อรายได้ของบุคคลมากนัก แต่หากแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในไตรมาสที่ 2 และ 3 ยังติดลบต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวเลขคนว่างงานพุ่งทะลุ 1.2-1.3 ล้านคน และทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ขยับเข้าใกล้ 29% ได้ ซึ่งหากรัฐไม่ดำเนินมาตรการอะไร อาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตเป็นไปได้ช้า เพราะจากผลสำรวจเริ่มส่งสัญญาณว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการระมัดระวังในการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยจะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับด้วย"
ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นและน่าเป็นห่วงจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทลงมา หรือเป็นกลุ่มแรงงานที่รับจ้างรายวันหรือมีสัญญาว่าจ้างเป็นรายปีมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือน
จากการสำรวจพบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท จะเลือกแก้ไขปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายด้วยการกู้หนี้นอกระบบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับกลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 10,001 บาทขึ้นไป ที่จะเลือกก่อหนี้ในระบบเป็นส่วนใหญ่ โดยจะเห็นว่าจำนวนหนี้นอกระบบคิดเป็นสัดส่วนหนี้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 42.60% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 จากเดือนสิงหาคม 2551 อยู่ที่ 35.0% แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหาของกลุ่มคนรากหญ้าที่มีรายได้น้อยมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท กำลังมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อจะนำมาเป็นสภาพคล่องในการใช้จ่าย ซึ่งภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลให้ตรงจุด เพื่อไม่ให้กลายมาเป็นปัญหาในเชิงสังคมที่จะติดตามมา
"จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 10,000 บาท มีอัตราการก่อนหนี้สูงกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บริการหนี้นอกระบบเพราะตัวเองเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก และส่วนใหญ่ก็กู้ยืมไปเพื่อใช้จ่าย ดังนั้น ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลคนกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันตนโดยเร็ว เพื่อให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้โดยง่าย"
สำหรับข้อเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการภาครัฐ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น โดยอาจจะใช้ฐานจากกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนรวมทั้งกระตุ้นการจากสร้างงาน เพื่อที่จะทำให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าไปสู่ระบบหนี้ในระบบอีกครั้ง รวมทั้งการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลในเรื่องของสินเชื่อนอกระบบอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสังคมติดตามมาในอนาคตด้วย นอกจากนี้ ยังควรที่จะผลักดันโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไป ตลอดจนการผลักดันการค้าตามแนวชายแดนและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยใช้เวทีประชุมอาเซียนให้เป็นประโยชน์ในการที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.หอการค้า เปิดเผยถึงผลสำรวจทัศนะของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ พบว่าคนส่วนใหญ่ประมาณ 50.3% คิดว่าจะซื้อสินค้าเท่าเดิม และกลุ่มตัวอย่างประมาณ 64.9% มีความพึงพอใจต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐน้อยถึงปานกลาง และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ประมาณ 34.9% คิดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐน้อย เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรการภาครัฐว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ประมาณ 39.5% คิดว่ามีผลน้อยและ 22.6% คิดว่าเท่าเดิมไม่มีผลอะไร โดยกลุ่มเกษตรและกลุ่มผู้ประกอบการคิดว่ามาตรการดังกล่าวมีผลกระทบกับตัวเองค่อนข้างน้อย ในขณะที่ประชาชนทั่วไปคิดว่ามาตรการของภาครัฐมีผลกับตัวเองมาก
"โดยกลุ่มตัวอย่างประมาณ 30.9% คาดว่าจะได้รับเงิน 2,000 บาท จากรัฐบาล แต่ในจำนวนนี้มีสัดส่วนสูงถึง 53.4% ที่คิดว่าเงิน 2,000 บาท ที่ได้รับไปจะสามารถการใช้จ่ายของประชาชนได้น้อย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่าในกรณีที่ได้รับเงิน 2,000 บาทไป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ประมาณ 84.1% จะนำเงินไปใช้จ่ายจนหมด ซึ่งน่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจพอสมควร แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างถึง 9% ที่ตอบว่าจะเก็บเงิน 2,000 บาท ที่ได้ไปทั้งหมด 100% เช่นเดียวกัน ตรงนี้ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินที่จะสูญหายไปจากมาตรการให้เงิน 2,000 บาทไปในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน ส่วนคนที่ใช้บางส่วนและเก็บบางส่วนมีประมาณ 6.9%"
Tags : หนี้ครัวเรือน • ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย


ความคิดเห็นที่ 3
หมึก , 27 กุมภาพันธ์ 2552 20:02
เมื่อมีการวิจัยแล้วก็ต้องมีโยนิโสมนสิการให้ชัดเจน หนี้ครัวเรือนทั้งหลายนั้นเป็นหนี้จากการซื้อหาปัจจัยสี่หรือไม่และถ้าเป็นหนี้จากการซื้อปัจจัยที่ห้าหกเจ็ดแปดเก้า รัฐจะมีมาตรการอะไรเข้าไปช่วยให้เข้าใจหรือเสริมให้บรรดารากหญ้าสามารถรับรู้ปัจจัยที่เป็นอาหารสมองในราคาถูก รัฐสามารถลดการปรุงแต่งของปัจจัยอื่นที่ไม่จำเป็นได้หรือไม่หรือดีแต่พูดว่าอย่างนั้นไม่ควรใช้อย่างนี้ไม่ควรซื้อ สร้างมาตรการเพื่อระงับการปรุงแต่งของสื่อไม่ได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ทุกวันดอกเบี้ยโหดเดินทุกวันจะบั่นทอนกำลังใจคนและลามไปถึงสมาชิกในครอบครัวพลอยพาให้เด็กเล็กที่โตตามมาก็หันเหไปสร้างนิสัยที่ขาดจริยธรรมใส่ตนเอง ถ้ารัฐแจกเงินแล้วยังหางานให้ทำไม่ได้ ก็ตายหยังเขียด กลับไปหาวงจรเก่า ต้องการคนเก่งสร้างคนเก่งโกงไม่ว่าขาดกตัญญูไม่เป็นไร
ความคิดเห็นที่ 2
พูดได้เปนวันๆ , 27 กุมภาพันธ์ 2552 17:08
ก้อมันไม่เคยมี พอมีเงินเข้ากระเป๋าบ้าง ก้ออยากจะมีหน้ามีตาเหมือนคนอื่น
ถ้าภาครัฐให้เงนิช่วยเลือก ก้อจะได้มีโอกาสรู้บ้าง มีเงินไปซื้อขงมันเปนยังไง
เดือนนึงเงินเดือนออกมา จ่ายค่าโน่น นี่ เหลื่อใช้ไม่เท่าไหร่
ขอให้รัฐจ่ายให้ตรงทุกเดือน อย่าช้า รึปีนึง ก้อควรจะเพิ่มอีกซักคร้งเปนขัวญกะลังใจ
มะช่ายว่า ประชุมอาเซยีนใช้รถคันใหญ่โต แต่ ไม่ยอมจ่าย ค่าสมาชิกรายปีแบบนี้ คนรายน้อยก็แย่นะ