กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ท่องเที่ยว

วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 09:00

ชวนหิวในมิวเซียม

พิพิธภัณฑ์วอชิงตัน บานาน่า

รถม้าศึกทำจากช็อกโกแลต

พิพิธภัณฑ์มัสตาร์ดแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์ราเม็ง

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

พิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยทั่วไปจะเป็นที่เก็บและรวบรวมวัตถุหลากหลายชนิดแล้วแต่วัตถุประสงค์

อาทิตย์นี้เราจะขอแนะนำพิพิธภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีคอลเลคชั่นของที่เราๆ ท่านๆ นึกไม่ถึง พิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้เขาจัดแสดงอาหารชนิดต่างๆ

แห่งแรกที่ขอแนะนำคือ พิพิธภัณฑ์มัสตาร์ดแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองมิตเดิลตัน รัฐวิคอนซิน แบร์รี เลอเวนสัน อดีตผู้ช่วยอัยการของรัฐวิคอนซินเป็นผู้ก่อตั้ง เขาเริ่มรวบรวมมัสตาร์ดชนิดต่างๆ เมื่อปี 2529 เพื่อให้ลืมความเศร้าที่ทีมเบสบอลบอสตัน เรด ซอกส์ ทีมสุดรักแพ้ในการแข่งขันเวิลด์ซีรีส์ในปีนั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ คอลเลคชั่นมัสตาร์ดของเขาก็มีมากมายถึง 5,300 ชนิด จาก 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา และจาก 60 ประเทศทั่วโลก ที่นี่เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อปี 2535 ผู้เข้าชมจะได้ความรู้และความเป็นมาเกี่ยวกับซอสสีเหลือง รสชาติเผ็ด ซึ่งเป็นเครื่องเทศยอดนิยมของชาวตะวันตกด้วย

ร้านขายของที่ระลึกของที่นี่ก็ขายมัสตาร์ดพร้อมเปิดให้ชิมด้วยและยังมีบริการส่งมัสตาร์ดถึงบ้านอีกด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ชมฟรีระหว่างเวลา 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นทุกวัน

ส่วนแห่งที่ 2 นี้คือ พิพิธภัณฑ์ราเม็ง อาหารยอดฮิตของญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์ราเม็งนี้ตั้งอยู่ในเมืองโยโกฮามา เมืองท่าค้าขายใหญ่ของญี่ปุ่น เชื่อกันว่า คนจีนที่เข้ามาค้าขายเป็นคนนำเส้นคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้ามาและญี่ปุ่นนำมาดัดแปลงจนกลายเป็นเส้นราเม็ง ราเม็งมิวเซียมนี้มีทั้งหมด 3 ชั้นด้วยกัน โดยชั้นแรกจะมีการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของราเม็งญี่ปุ่น เครื่องมือในการใช้ผลิตเส้นราเม็ง และราเม็งชนิดต่างๆ และยังมีร้านขายของที่ระลึก ซึ่งขายราเม็งกึ่งสำเร็จรูปและอุปกรณ์การกินและทำราเม็ง

ส่วนชั้นใต้ดินจะมีร้านขายราเม็งที่ได้รับการคัดเลือกว่าอร่อยสุดจากเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น ที่นี่เปิดตั้งแต่ 11 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่ม  ค่าบัตรผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ราคา  300 เยน (120 บาท) และเด็ก 100 เยน (40 บาท)

ส่วนพิพิธภัณฑ์แห่งที่ 3 นี้ รวบรวมผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนเอเชียรู้จักกันดี คือ กล้วย แต่ปรากฏว่า พิพิธภัณฑ์วอชิงตัน บานาน่า นี้กลับไปตั้งอยู่ที่เมืองเออร์เบิร์น รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เพราะคนที่ตั้งพิพิธภัณฑ์นี้คือ แอน มิชเชลล์ โลเวลล์ ชาวสหรัฐ เธอเริ่มสนใจผลไม้เขตร้อนชื้นนี้เมื่อเดินทางไปเที่ยวฮาวายเมื่อปี 2523 เธอเล่าว่า เธอซื้อเสื้อยืดที่มีรูปกล้วยกลับมาด้วย และเธอก็เริ่มสะสมของที่เกี่ยวกับกล้วย เพื่อนๆ ที่รู้ก็มักจะซื้อของที่ระลึกที่เกี่ยวกับกล้วยมาฝาก ทำให้ของสะสมมากขึ้นทุกทีจนมีมากกว่า 4,000 ชิ้น ทำให้เธอตัดสินใจเปิดพิพิธภัณฑ์

ส่วน พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน น่าจะถูกใจบรรดาผู้ที่ชื่นชอบช็อกโกแลตโดยเฉพาะสาวๆ เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ๆ โดยยังไม่ต้องเข้าไปข้างในก็จะได้กลิ่นช็อกโกแลตออกมายั่วยวนกันเลยทีเดียว ที่นี่เปิดเมื่อปี 2536 และแต่ละปีมีคนกว่า 5 ล้านคนเข้าชม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเล่าประวัติความเป็นมาและวิธีปลูกต้นโกโก้ที่นำเมล็ดมาทำช็อกโกแลต

ในพิพิธภัณฑ์ก็จะมีการจัดแสดงของต่างๆ ที่ทำจากช็อกโกแลตแบบแปลกๆ  เช่น น้ำพุหรือรถเทียมม้า นอกจากนี้ผู้เข้าชมก็จะมีโอกาสได้ชิมช็อกโกแลตรสชาติต่างๆ มากมายอีกด้วย ที่นี่ปิดทุกวันจันทร์ ส่วนค่าเข้าชม ผู้ใหญ่จ่ายคนละ 8 ยูโร (330 บาท)

ส่วน พิพิธภัณฑ์ซาลามี ที่เมืองเฟลิโน ประเทศอิตาลี ก็เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้นิยมเนื้อบดหมักกึ่งเปรี้ยวที่มักทำเป็นรูปกลม พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ในปราสาทเฟลิโน ห้องแสดงประวัติความเป็นมา อุปกรณ์ที่ใช้ทำและการค้าขายซาลามีก็แสดงอยู่ตามห้องต่างๆ ในปราสาท

เชื่อกันว่า ซาลามีเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในอิตาลีและเป็นอาหารประจำถิ่น ต่อมาแพร่หลายไปในพื้นที่อื่นๆ

Tags : พิพิธภัณฑ์วอชิงตัน พิพิธภัณฑ์มัสตาร์ดแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ราเม็ง พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต พิพิธภัณฑ์ซาลามี

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement