กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ท่องเที่ยว

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 13:00

นางฟ้ากับเทวดาบนรถไฟอินเดีย (2)

สะพานรามจุฬา สัญลักษณ์ของเมืองฤษีเกศ

อาศรมโยคะริมฝั่งคงคงในเมืองฤษีเกศ

เวทย์นิเกตัน อาศรมโยคะที่ฉันฝึกฝนโยคะ

พิธีบูชาแม่น้ำคงคาในเมืองฤษีเกศ

พระศิวะ ริมฝั่งคงคาในเมืองฤษีเกศ

โยคะฮอลล์ สถานที่เรียนโยคะที่อาศรมเวทย์นิเกตัน

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปัญหาของฉันคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงจุดหมายแล้วเมื่อรถไฟวิ่งมาได้ 2 ชั่วโมง ?

ฉันหันซ้ายหันขวาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ เลยพูดกับเธอว่า "ถึง Ernakulum เมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยค่ะ"  แต่เธอทำท่าไม่เข้าใจ

เอาไงดีเรา... ฉันรำพึงรำพันกับตัวเอง แต่แล้วรู้สึกว่ามีสายตาบางคู่กำลังจ้องมองอยู่ จึงเงยขึ้นไปดู ผู้ชายอินเดียร่างใหญ่วัยกลางคนพูดขึ้นมาว่า "you take my sit"  "ฮ่า...ตายละหว่า" ฉันอุทานในใจ ก่อนพูดตอบไปว่า "ขอโทษค่ะ  มีคนบอกว่าว่างตรงไหนก็นั่งได้เลย" พร้อมกับยิ้มอย่างไร้เดียงสา  แต่เหมือนฟ้าประทาน เขากลับบอกว่า "นั่งต่อไปเถอะ คุณจะลง Ernakulum ใช่มั้ย"  ฉันตอบว่าใช่

เขาถามต่อว่า เดินทางคนเดียวเหรอ  ฉันตอบคำเดิม และเริ่มรู้สึกเหมือนเจอญาติผู้ใหญ่แล้ว "อีกสองสถานีจะถึงแล้ว มีใครมารับมั้ย จะไปไหนต่อ"  เขาถามอย่างใส่ใจ "ไม่แน่ใจค่ะ" ฉันตอบตามตรงเพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าเมื่อถึงสถานีรถไฟแล้วจะไปไหน

"มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อใครมั้ย"  เขาถามเหมือนเข้าใจ

ฉันล้วงเอากระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ฉันต้องไปเจอที่  Ernakulum ออกมา ผู้ชายคนนั้นหยิบไป พร้อมกับหยิบโทรศัพท์ของตัวเองกดเบอร์ แล้วส่งโทรศัพท์ให้ฉันคุย เมื่อถึงสถานีเขาบอกให้ฉันยืนรอที่ประตูรถไฟ  จากนั้นหยิบเป้ที่วางไว้ด้านบนใส่หลังฉัน ก่อนพยักหน้าแล้วยิ้มให้ ขณะนั้นเองฉันรู้สึกถึงดวงตาที่เริ่มอุ่นขึ้นจากความสุขใจกับมิตรภาพระหว่างทางที่ได้พบเจอ

3. มิตรภาพสร้างปาฏิหาริย์

มีปาฎิหาริย์แห่งมิตรภาพที่ดำรงอยู่ในหัวใจ
และคุณไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือเริ่มต้นจากจุดไหน
แต่ความสุขที่มิตรภาพนำมาจะช่วยชุบชูจิตใจคุณอยู่เป็นนิตย์
แล้วคุณจะตระหนักว่ามิตรภาพคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุดจากพระผู้เป็นเจ้า

ข้อความที่เคยอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่ง ผุดขึ้นมาตอกย้ำความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเดินทางครั้งนั้น และในคราวที่ต้องเดินทางออกจาก เมืองฤษีเกศ (Rishikesh)  เมืองเล็ก ๆ ในรัฐอุตรจัล (Uttaranchal) รัฐทางเหนือของอินเดีย  เพื่อกลับมายังเมืองเดลลี ทำให้ฉันได้ตระหนักว่าความผูกพันมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราได้ใช้เวลาร่วมกัน

ฉันเดินทางออกจาก อาศรมเวทย์นิเกตัน (Ved Niketan Ashram) ตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีเพื่อนนักเรียนโยคะร่วมอาศรมมาคอยส่ง เรานัดกันที่ร้านซาโมซ่าเจ้าประจำเพื่อดื่มกะรัมจาย เป็นการสั่งลา ก่อนเพื่อนคนหนึ่งจะอาสาขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งที่ท่ารถในเมือง เพื่อโดยสารรถบัสจากเมืองฤษีเกศ ไปยัง เมืองหริญทวาร (Haridwar) และต่อรถไฟไปยังเมืองเดลลี

แม้ฉันจะชอบการเดินทางเพียงลำพัง แต่ในบางคราวกลับรู้สึกว้าเหว่ และเดียวดาย ยิ่งเฉพาะเวลาที่การเดินทางแต่ละครั้งกำลังจะสิ้นสุดลง บรรยากาศเวลานี้ของสถานีรถไฟในเมืองหริญทวารเป็นใจ  ช่วงเช้าผู้โดยสารยังไม่หนาแน่นมากนัก การรอรถไฟในอินเดียเหมือนเปิดโอกาสให้เราได้ทำสมาธิเพราะกว่ารถไฟจะเทียบชานชาลาก็ช้ากว่าเวลาจริงไปเกือบ 2 ชั่วโมง

แล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง ฉันสะพายเป้ขึ้นหลังก้าวเท้าไปยังตู้รถไฟ สายตาสอดส่ายหาที่นั่งที่ระบุในตั๋ว แล้วก็พบว่าที่นั่งของฉันแทรกกลางอยู่ระหว่างครอบครัวชาวอินเดียครอบครัวหนึ่ง ฉันนั่งร่วมกับคุณตาคุณยาย 2 คู่ ระหว่างที่รถไฟยังไม่เคลื่อนขบวน ไม่ทันไรใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา "ช่วยย้ายที่ได้มั้ย ขอโทษที เราเป็นครอบครัว อยากนั่งด้วยกัน"

ฉันลืมตัวตอบออกไปทันที "ฉันก็อยากนั่งตรงนี้เพราะรู้สึกอุ่นใจ" ทุกคนยิ้ม

"ที่นั่งใหม่ คุณจะอุ่นใจและปลอดภัยเหมือนกัน เพราะเขาเป็นเพื่อนบ้านของเรา" ลูกสาวของครอบครัวนี้พูดเหมือนรู้ใจฉัน

ฉันตอบตกลง แล้วลากกระเป๋าออกมาแต่ไม่ทันจะแบกขึ้นหลัง คุณตาชาวอินเดียที่นั่งอยู่พูดขึ้นว่า "นี่กระเป๋าของเธอหรือ" "ใช่"  ฉันตอบ "เธอหิ้วมันไหวหรือ"  เขาอดสงสัยไม่ได้

เมื่อฉันยืนยันว่าได้ คุณตาก็พูดว่า "เธอเดินไปเถอะ เดี๋ยวลูกหลานฉันจะหิ้วไปให้เอง"  ฉันจึงเดินตัวปลิวไปนั่งที่ใหม่ แล้วก็พบว่าตลอดเกือบทั้งวันบนรถไฟสายนี้ ฉันได้กลายเป็นญาติของพวกเขาไปแล้ว ทั้งน้ำ ขนม อาหาร ถูกส่งมาให้ฉันไม่ได้ขาด แถมยังบอกอีกว่าถ้าอยากงีบก็งีบได้เลย ไม่ต้องกังวล

ระหว่างที่รถไฟเคลื่อนไปเรื่อย ๆ เรานั่งคุยกันไป แล้วได้รู้ว่าพวกเขาเกือบทั้งหมดที่โดยสารรถไฟตู้นี้ เป็นญาติ และเพื่อนบ้านกัน เดินทางมาแสวงบุญที่เมืองหริญทวาร และกำลังเดินทางกลับ เมื่อรถไฟเทียบชานชาลาที่เมืองเดลลี ฉันยกมือไหว้พร้อมกับพูดว่า "หริโอม" ก่อนแยกจากมา

เมื่อกลับมาอยู่ตามลำพังอีกครั้ง ในความเงียบคำพูดของ สวามี -  ครูสอนปรัชญาโยคะที่อาศรมในฤษีเกศ กลับดังขึ้นว่า

พวกเราทุกคนสามารถพบกับพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าอยู่ในความรัก ความเมตตา และความกรุณาที่เราหยิบยื่นให้แก่กัน

จากนั้นฉันจึงก้าวเดินต่อด้วยหัวใจที่เบิกบาน...

...อินเดียมีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็น 6 เท่าของประเทศไทย ถ้าคุณจะเดินทางให้ทั่วทั้งอินเดียคงต้องใช้เวลาเป็นปี
...อินเดียดินแดนที่มีความหลากหลายทั้งภาษา วัฒนธรรม  ประเพณี  ศาสนา  ภูมิประเทศ และหน้าตาของผู้คน
....อินเดีย สถานที่ที่หลายคนกล่าวขานว่า..... “ที่นี่สวรรค์กับนรกมาพบกัน” หลายคนสัมผัสกับอินเดียครั้งแรกก็ “เกลียดเข้าไส้” แต่อีกหลายคนบอกว่า “หลงรักจนหมดใจ”

ประตูด่านแรกที่เข้าสู่อินเดียมีหลายทาง

 - เริ่มจากภาคตะวันออกของอินเดีย เพื่อมุ่งหน้าสู่ เมืองดาร์จิลิ่ง และรัฐสิกขิม คุณสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังกัลกัตตา ฉันเลือกโดยสารรถไฟจากกัลกัตตาไปยังสถานีนิวไจปากุรี เมืองสิลิกุรี จากนั้นสามารถเดินทางโดยรถจิ๊ปโดยสาร หรือ “ซูโม่” ไปยังเมืองดาร์จิลิ่ง และรัฐสิกขิมได้ โดยใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง

เมืองดาร์จิลิ่ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งชา  ชาดาร์จิลิ่งมีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก  โดยชาวอังกฤษเป็นผู้นำชาเข้ามาปลูกในอินเดียเมื่อครั้งที่อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ บนถนนลาเด็นลา คือถนนที่มีร้านขายชาตั้งเรียงรายตลอดเส้นทาง หากคุณเป็นผู้นิยมชมชอบรสชาติชาอังกฤษ  ด้วยระดับความสูง 2,143 เมตร ของเมืองดาร์จิลิ่ง ทำให้บรรยากาศของเมืองนี้กลายเป็นเมืองในหมอก จนถูกเลือกให้เป็นสถานที่ที่คู่รักหลายคู่เลือกมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กัน  ถัดลงมาทางใต้ของเมืองในบริเวณที่เรียกว่า “ไทเกอร์ ฮิลล์” นักท่องเที่ยวจะได้ทักทายกับยอดเขาหิมะ “ กังเชงจุงก้า”ยอดเขาสูงติดอับดับ 3 ของโลก ทุกเช้าหากท้องฟ้าเปิด

ถัดขึ้นไปคือ รัฐสิกขิม อาณาจักรบนเทือกหิมาลัย ที่มีเมืองหลวงชื่อ “กังต็อก” ผู้คนที่นี่หน้าตาละม้ายไปทางธิเบตมากกว่าคนอินเดียพื้นราบ เพราะชนพื้นเมืองดั้งเดิมคือ “ชาวเลปชา” และ “ชาวพูเธีย” นับถือศาสนาพุทธธิเบต  สิกขิมเต็มไปด้วยภูเขาที่สลับซับซ้อน ทะเลสาบบนที่สูง และหมู่บ้านชนบท ที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย เป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้มาเยือน  อากาศที่นี่สดชื่น  หอมหวานอย่างที่คุณไม่มีวันลืม

- รัฐทางใต้ของอินเดียส่วนใหญ่ติดทะเลอาระเบีย สามารถเดินทางด้วยการโดยสารเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มายังเมืองโคชิน  รัฐเคลาร่า เมืองโคชินถือเป็นเมืองท่าสำคัญของอินเดียมาแต่ครั้งอดีต  ภูมิประเทศของเมืองนี้คล้ายคลึงกับทางภาคใต้ของไทย มีความหลากหลายอย่างมากทั้งพื้นที่ชายหาด ทะเลสาบขนาดใหญ่  คูคลอง  ภูเขา ผืนป่า และต้นมะพร้าว  ชื่อเสียงที่โดดดังของ เคลาร่า คือ “Back Waters”  คือสายน้ำ 41 สาย ที่เรียงร้อยต่อกันกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ 5 แห่ง  รวมถึงการเป็นเมืองแห่ง “อายุรเวท”  การแพทย์ของอินเดียที่สืบทอดต่อมา 4,000 ปี  นักท่องเที่ยวหลายคนเลือกมาเคลาร่า เพราะต้องการมาสัมผัสการรักษาแบบอายุรเวทของอินเดีย

ศูนย์กลางธุรกิจของเมืองโคชินคือ ย่านเอิร์นาคูลัม (Ernakulum) มีทั้งโรงแรม ท่าเรือ สถานีรถไฟ ที่ต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ในรัฐเคลาร่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเลือกไปพักผ่อนบริเวณชายหาดวาคาล่า (Vakala) ในเมืองทริวันดรัม (Trivandrum) เมืองหลวงของเคลาร่า ส่วนเมืองกาลิกัต (Calicut) คือเมืองท่าอีกแห่งทางเหนือของเคลาร่าที่ติดทะเลอาระเบีย แต่มักไม่ได้อยู่ในจุดหมายของนักท่องเที่ยว 

- รัฐทางเหนือของอินเดีย ประตูด่านแรกคือ เมืองหลวงเดลลี คุณสามารถโดยสารเครื่องบินจากกรุงเทพฯ สู่เดลลี เพื่อไปเยือนรัฐทางเหนือของอินเดีย ส่วนรัฐอุตรจัล (Uttaranchal) ที่ตั้งของเมืองฤษีเกศ (Rishikesh) สามารถเดินทางโดยรถไฟจากเดลลีไปยังเมืองหริญทวาร (Haridwar) จากนั้นต่อรถบัสโดยสารจากเมืองนี้ไปยังเมืองฤษีเกศได้

เมืองฤษีเกศ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะแห่งเมืองโยคะ และเมืองฮิปปี้  ที่นี่เป็นเหมือนศูนย์รวมของบรรดาอาศรมโยคะต่าง ๆ และบรรดาบาสาธุ (นักบวชอินเดีย)  ฤษีเกศ มีแม่น้ำคงคาผ่ากลางเมือง ถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฤษีเกศ ส่วนใหญ่มักเป็นพวก “ขาประจำ” ที่หลงใหลมนต์เสน่ห์ของเมืองโยคะแห่งนี้  กิจกรรมส่วนใหญ่ในแต่ละวันคือ การฝึกโยคะ สมาธิ เรียนปรัชญาฮินดู และการร้องเพลงสวดแบบภคติโยคะ สำหรับนักผจญภัยที่ชอบความตื่นเต้น มักจะมาเดินป่า ล่องแก่ง ในแม่น้ำคงคา

ถ้าคุณมีเวลานาน ๆ ในอินเดีย การเดินทางโดยสารรถไฟสามารถนำคุณไปยังเมืองต่าง ๆ ในแต่ละภาค แต่ละรัฐของอินเดียได้  หากคุณอดทนพอกับการใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟ ในการเดินทางข้ามรัฐที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน เพราะบางครั้ง “เป้าหมาย” ก็ไม่สำคัญไปกว่า เรื่องราวที่คุณได้สัมผัส และเรียนรู้ระหว่างการเดินทาง

Tags : อินเดีย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ที่เขียนว่า "you take my sit"

ที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเป็น

"you take my seat" นะครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement