"...เธอๆ...ไปเที่ยวบ้านฉันไหม..." เสียง "คนงามบ้านโป่ง" ที่เคยชักชวนไว้เมื่อนานมาแล้ว ดังก้องขึ้นมาในห้วงนึก
นึกเสร็จก็คิดต่อว่า น่าจะไปเที่ยวราชบุรีสักครั้งก็คงดีเหมือนกัน
ก็ขนาดคำขวัญประจำจังหวัดราชบุรียังมีว่า "คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี" ทั้งคนสวยและคนงามมากันพร้อมหน้าแบบนี้ ไม่ไปสักครั้งก็ดูจะผิดที
จากทั้งตำนานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ระบุว่าราชบุรีเป็นหัวเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากแห่งหนึ่งของแคว้นสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถามว่าโบราณขนาดไหนก็ตั้งแต่ที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดียได้เผยแพร่พุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนแถบนี้เมื่อราวปี พ.ศ.218 โน่นทีเดียว
ราชบุรียังเป็นแหล่งพบปะของพ่อค้าวาณิชแต่ครั้งโบราณ ทั้งยังเป็นเมืองหน้าด่านที่ติดต่อกับพม่า ราชบุรีจึงเป็นดินแดนที่หลากหลายชาติพันธุ์และกลุ่มชนที่สุดแห่งหนึ่ง ทำให้ราชบุรีในวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ธรรมชาติที่งดงามไม่ว่าจะเป็น ถ้ำ แม่น้ำลำธาร ป่าเขา หรือจะเป็นงานหัตถกรรมเครื่องปั้น เครื่องหล่อ เครื่องทอถักจักสานทั้งหลาย และที่โดดเด่นที่สุดคือวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมของคน "มอญ" ที่ยังคงมีชีวิตชีวาอยู่ที่ราชบุรีแห่งนี้
พูดทำไมให้มากความ ไปกันเลยดีกว่าอย่าช้าที คิดได้ดังนั้นแล้วเราออกเดินทางสู่จังหวัดราชบุรี จุดแรกที่เราแวะเที่ยวอยู่ที่อำเภอบางแพ เราเดินทางไปที่ ไร่ปลูกรัก ผักอินทรีย์ ที่นี่เป็นไร่ปลูกผักอินทรีย์บนเนื้อที่ 60 ไร่ ทั้งส่งออกและจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า 60 แห่งในกรุงเทพฯ ผักที่นี่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติเสียด้วย
ถามว่ามาทำอะไรที่ไร่ผัก ต้องขอบอกว่าที่นี่ไม่เพียงแค่ปลูกผักขายเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่จะทำให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรสการใช้ชีวิตแบบ "ไร้สาร" ที่แน่ๆ คือการเรียนรู้ขบวนการปลูกผักปลอดสารพิษ ผักออร์แกนิค ความเข้าใจเรื่องการบริโภคอาหารออร์แกนิคกับสภาวะโลกร้อน ชิมชาออร์แกนิคจากทั่วโลก เยี่ยมชมฟาร์มเป็ดออร์แกนิค ลองเก็บไข่เป็ดสดๆ นำไปทำไข่เค็มกลับบ้านด้วยมือตัวเอง
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เขามีโปรแกรมจัดให้ประมาณว่าวันเดียวเรียนรู้เรื่องออร์แกนิคกันได้ทั้งครอบครัว
ออกจากสวนผักเราเดินทางต่อไปที่อำเภอสวนผึ้ง เข้าเยี่ยมชมสวนกล้วยไม้ที่ สวนผึ้งออร์คิด แหล่งผลิตกล้วยไม้มากมายหลายหลากที่เปิดให้ชมกันฟรีๆ พร้อมสโลแกน "พอใจต้นใดยกออกมาได้เลย"
ด้วยสภาพอากาศที่กลางวันร้อน กลางคืนหนาวแบบราชบุรี เป็นสภาพอากาศที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนค่อนข้างมาก เรียกกันว่ามีการ "ช็อก" ของอากาศ ทำให้กล้วยไม้ออกดอกงามดี สุรพล พรายมณี เจ้าของสวนผึ้งออร์คิด บอกว่า กล้วยไม้ที่นี่เรียกได้ว่างามติดอันดับ ทำแทบไม่ทันกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ
ออกเดินทางกันต่อ ที่หมายถัดไปเป็นการแวะชมผลงานศิลปะการออกแบบทำเทียนหอมที่ บ้านหอมเทียน หลักกิโลเมตรที่ 33 บนถนนสายจอมบึง-สวนผึ้ง ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบ้านพัก แต่ที่ขึ้นชื่อคือเป็นร้านขายเทียนหอมทำมือที่หลากหลายด้วยสีสันและลวดลาย
แวะเที่ยวที่นี่ก็จะได้ความรู้เกี่ยวกับเทียนหอมไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเลือกซื้อเทียนหอมให้เหมาะกับบ้านหรือห้องที่จะใช้ วิธีการจุดและดับเทียนที่ถูกวิธี เสร็จสรรพก็เลือกซื้อเลือกหาเทียนหอมให้เพลิดเพลินเพราะเขามีเยอะจริงๆ และถ้าเกิดอารมณ์อยากลงมือทำเทียนหอมด้วยฝีมือตัวเองก็ออกปากบอกคนบ้านหอมเทียนได้ เพราะมีบริการสอนทำเทียนด้วยค่าใช้จ่ายพร้อมอุปกรณ์ไม่แพงเทียบกับความภูมิใจที่ได้สร้างสิ่งสวยงามชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาบนโลก แถมยังได้วิชาความรู้ติดตัวกลับบ้านไปด้วย
"ออกเดินทางสู่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ร่วมสัมผัสกลิ่นอายอารยธรรมมอญ วิถีชีวิตชุมชนเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง และร่วมรับประทานอาหารมอญเลิศรสจากชุมชนชาวมอญที่บ้านม่วง" โปรแกรมการเดินทางว่าอย่างนั้น เราจึงมุ่งหน้าสู่วัดม่วง ตำบลบ้านม่วง ริมแม่น้ำแม่กลอง
วัดม่วง เป็นวัดเก่าแก่ ตามจารึกใบลานอักษรมอญระบุว่า วัดนี้มีมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในช่วงเวลานั้นมีชาวบ้านตั้งชุมชนบ้านม่วงรวมถึงอาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายมอญ แต่ก็มีกลุ่มชนอื่น เช่น ไทย จีน ลาว ญวน เขมรและกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วย ทำให้มีการผสมผสานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันจนเป็นเอกลักษณ์ของคนในท้องถิ่น และความที่ชุมชนบ้านม่วงในปัจจุบันก็ยังคงมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับประเพณีและความเชื่อดั้งเดิม ชุมชนแห่งนี้จึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์ทางความรู้ด้านมอญศึกษาแก่ผู้สนใจมากมาย
มาถึงวัดม่วงก็ต้องเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งค้นคว้ารวบรวมประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นชาวมอญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แบ่งการจัดแสดงออกเป็นห้องต่างๆ สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย โดยเริ่มจาก ห้องโถง มอญในตำนาน มอญในทางประวัติศาสตร์ ภาษามอญและจารึกภาษามอญ ประเพณีวัฒนธรรมมอญ มอญอพยพ มอญในไทยและผู้นำทางวัฒนธรรม
ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงของน่าสนใจหลายสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ใบลานที่เขียนด้วยอักษรมอญมีอายุกว่า 300 ปี โบราณวัตถุ เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ได้มาจากการบริจาคของคนเก่าคนแก่ในพื้นที่เอง ทั้งหมดบ่งบอกถึงมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ และให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลองในอดีต ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนในเขตอำเภอบ้านโป่งและอำเภอโพธารามได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญต้องบอกว่าถึงชื่อจะเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน แต่ที่นี่มีการจัดแสดงที่ทำได้อย่างทันสมัย เข้าใจง่าย และดูดีทีเดียว พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงเปิดให้เข้าชมในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่เสียเข้าชม (แต่ถ้าใครมีแก่ใจจะบริจาคก็ไม่ขัดศรัทธา)
นอกจากนั้นภายในวัดม่วงยังมี ศูนย์มอญศึกษา เปิดสอนภาษามอญให้กับบุคคลทั่วไปทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดี และสำหรับผู้เข้าชมที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปทางพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงขอเชิญลองลิ้มชิมรสอาหารคาวหวานพื้นบ้านแบบมอญ เช่น แกงบอน น้ำปลายำ แกงมะตาด ในราคาเป็นกันเอง แถมในบริเวณวัดยังมีศูนย์ทอผ้าพื้นบ้าน จำหน่ายผ้าทอมือ ผ้าขาวม้าฝีมือชาวบ้าน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.
โปรแกรมการเดินทางงวดเข้าตามลำดับ แต่ก่อนกลับยังมีจุดหมายสุดท้ายที่ต้องไปให้ได้ เราออกเดินทางสู่อำเภอโพธาราม เพื่อไปชม พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ วัดขนอน ตั้งอยู่ที่วัดขนอน ตำบลสร้อยฟ้า ริมแม่น้ำแม่กลอง อยู่ห่างจากตัวอำเภอโพธารามประมาณ 10 กิโลเมตร
แรกเริ่มเดิมที ตัวหนังใหญ่ของที่นี่ท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) อดีตเจ้าอาวาสวัดขนอนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้สร้างขึ้น ด้วยท่านเป็นผู้มีความรู้ทางด้านช่างและประกอบกับในขณะนั้นมีตัวหนังอยู่บ้างที่วัด ท่านจึงมีความคิดที่จะสร้างตัวหนังใหญ่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมจึงได้ชักชวนครูอั๋งผู้เคยเป็นโขนคณะเจ้าเมืองราชบุรี ช่างจาดและช่างจ๊ะชาวราชบุรี และช่างพ่วงชาวบ้านโป่งมาช่วยกันสร้างตัวหนัง หนังชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้สร้างเพิ่มอีกรวม 9 ชุด มีตัวหนังรวม 313 ตัว เป็นสมบัติตกทอดกันมา ตัวหนังและคณะหนังใหญ่ที่สมบูรณ์อยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดและยังคงมีการจัดการแสดงหนังใหญ่สืบทอดต่อมาจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นวัดเดียวที่มีคณะมหรสพของวัด
ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงเห็นคุณค่าในการแสดงและศิลปะหนังใหญ่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นการละเล่นชั้นสูง ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำโครงการอนุรักษ์หนังใหญ่วัดขนอน มีการสร้างตัวหนังใหญ่ชุดใหม่เพื่อใช้ในการแสดง ส่วนชุดดั้งเดิมจัดเก็บไว้เพื่อการศึกษา
ตัวพิพิธภัณฑ์สร้างเป็นอาคารเรือนไทย จัดแสดงนิทรรศการหนังใหญ่ ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่และกรรมวิธีการแกะสลักตัวหนังใหญ่ มีตัวหนังจำนวน 313 ตัวที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ แบ่งเป็นชุดหนุมานถวายแหวน ชุดสหัสสกุมาร และเผากรุงลงกา ชุดศึกอินทรชิตครั้งที่ 1
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. และทางวัดจัดให้มีการแสดงเชิดหนังใหญ่ทุกวันเสาร์ โดยนักเรียนจากโรงเรียนวัดขนอน ตั้งแต่เวลา 10.00-11.00 น. เพียงรอบเดียว สำหรับวันธรรมดาหากต้องการชมต้องติดต่อล่วงหน้าโดยจะมีค่าใช้จ่ายรอบละ 2,000 บาท
ก่อนจากขอฝากข่าวกิจกรรมรับลมหนาวปลายปีที่ราชบุรี Romantic Art Festival @ Suanphung : Candle in the Winter 2009 ที่ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวราชบุรี ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 5,12,19,26 ธันวาคม 2552 และ เสาร์ที่ 2 มกราคม 2553 เวลา 17.00-23.00 ณ The Scenery Resort & Farm เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาชื่นชมธรรมชาติ ศิลปะบนทุ่งหญ้า รื่นรมย์กับสายลมหนาว เคล้าเสียงเพลง Smooth Jazz ในอ้อมกอดของเทือกเขาตะนาวศรี ช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่ที่จะมาเยือน
งานนี้เหมาะสำหรับคนชอบบรรยากาศธรรมชาติ เป็นส่วนตัว โรแมนติก แต่ไม่อยากเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ จุดเด่นของงานอยู่ที่การจัดแสดงงานประติมากรรมเทียนบนทุ่งหญ้า ซึ่งจะมีศิลปะ (Hand Made) ที่สร้างสรรค์จาก เทียน หวาย เซรามิค เถาวัลย์ โลหะ งานไม้ มาให้ชื่นชม
ภายในงานประกอบด้วยซุ้มอาหาร เครื่องดื่ม ไว้บริการอย่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีซุ้มกิจกรรม (ทำเทียน เพนท์เสื้อ ทำโปสการ์ด) ซุ้มจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกสำหรับเทศกาลปีใหม่ ที่วางเรียงร้อยให้สัมผัสถึงบรรยากาศชาวฟาร์ม
มาที่นี่นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอสวนผึ้งในบริเวณใกล้เคียง อาทิ เขากระโจม อุทยานธรรมชาติวิทยาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (แก่งส้มแมว) และอีกมากมายจาระไนไม่หมด
นาทีนี้ออกไปเที่ยวก็เหมือนออกไปช่วยชาติ...อย่างที่พี่เบิร์ดว่านั่นแหละ
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯขับรถไปราชบุรีสะดวกสบายด้วยเส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านนครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางสายใหม่ (ทางหลวงหมายเลข 338) จากกรุงเทพฯ-พุทธมณฑลไปพบกับถนนเพชรเกษม ก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กม. จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษมตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทางประมาณ 100 กม.
สนใจชมไร่ผักอินทรีย์ ไร่ปลูกรัก ติดต่อที่โทร 086-376-2244
สวนผึ้งออร์คิด สอบถามโทร. 032-711-230
ศูนย์มอญศึกษา โทร.032-372-548 หรือดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.monstudies.org
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน สอบถามรายละเอียดการเข้าชมเพิ่มเติมได้ที่เจ้าอาวาสวัดขนอน โทร.032-233-386
ใครสนใจเข้าชมงาน "Romantic Art Festival @ Suanphung : Candle in the Winter 2009" สอบถามและจองบัตรได้ที่ ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร.0-3247-1005-6 และสำรองที่นั่งที่ 084-913-0055 เวลา 8.30-16.300 น.
Tags : ราชบุรี • ไร่ปลูกรัก





