เมื่อข้ามทางรถไฟ เพื่อเข้าไปยังเขตชุมชน อันเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ ตลาด บ้านเรือน ที่อำเภอสูงเนินแห่งนี้
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ ที่ผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 จากผลการขุดชั้นดินทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ.2542 ยังระบุว่าจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17-18 เรื่อยมาเกิดพัฒนาการทางวัฒนธรรม ต่อเนื่องมาจากวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
จากทางหลวงหมายเลข 2161 ในเขตตัวอำเภอ เรายังต้องเดินทางอีกราว 3 กิโลเมตร เพื่อที่จะเข้าสู่เขตเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่ชื่อ เมืองเสมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักร ศรีจนาศะ
ตลอดสองข้างทางเป็นผืนนาขนาดใหญ่ ให้ความสดชื่นแม้เพียงแค่ผ่านทาง บนความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารพบเห็นได้จากคนหาปลาที่กำลังรอจังหวะเวลาหว่านแหลงไปในลำราง
ข้ามสะพานปูนที่พาดข้ามทางน้ำแล้ว แยกทางขวามือข้างวัดญาณโสภิตวนาราม (วัดป่าสูงเนิน) คือที่ตั้งของ วัดธรรมจักรเสมาราม อันเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ แสดงปางเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ศิลปะแบบทวาราวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 ก่อด้วยหินทรายแดงหลายขนาดซ้อนกัน ขนาดองค์พระยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร พระเศียรหันไปทางทิศใต้ พระพักตร์หันไปทางทิศตะวันออก
แม้จะผ่านวันเวลามาหลายศตวรรษ กระทั่งบางช่วงเวลาถูกอิทธิพลขอมเข้ามาแทนที่ แต่หน่อเนื้อแห่งพระพุทธศาสนายังสามารถเวียนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งได้ในปัจจุบันที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
ภาพของแม่ใหญ่สูงวัยที่นั่งอยู่ภายในวิหารขนาดกว้าง 6.50 เมตร ยาว 26 เมตร ไม่ไกลทางด้านเบื้องพระบาท ในใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเต็มไปด้วยอัธยาศัยบอกว่าบั้นปลายของชีวิตนั้นแนบชิดรสธรรม สอบถามพูดคุยได้ความว่า ทุกวันแม่ใหญ่จะมาขายดอกจำปีใส่ไว้ในกรวยใบตอง ให้คนนำไปไหว้พระ
ขณะก้มลงกราบเบื้องหน้าพระพุทธไสยาสน์ โชยกลิ่นหอมของกลิ่นธูปควันเทียนถูกผสมผสานด้วยหอมจรุงนุ่มสงบของจำปีในกรวยใบตอง ราวกับว่านี่คือช่วงเวลาที่เคยผ่านมาแล้วแสนนาน
ที่ด้านทางเข้า อุบาสิกาอายุคราวเดียวกับแม่ใหญ่หลายคนกำลังขะมักเขม้นกับการหยิบจับธูปเทียน ดอกบัว ให้กับคนที่มาไหว้พระ รวมถึงคอยแนะนำด้วยเสียงเบาๆ พอได้ยินว่า “ธูปเทียนดอกไม้ไม่ได้ขาย แล้วแต่จะทำบุญ”
ช่างเป็นปัจจัยอันสงบที่อยากหยุดเวลาไว้เนิ่นนาน แม้ความจริงแต่ครั้งโบราณ เวลาก็ไม่ได้หยุดดินแดนแห่งนี้ไว้เพียงจำเพาะแค่ศรัทธาแห่งพุทธศาสนาเท่านั้น
กล่าวคือ เดิมดินแดนแห่งนี้เป็นที่อยู่ของชาวทวาราวดีและสร้าง พระนอน ขึ้นเป็นที่สักการะของชุมชน โดยพบร่องรอยการนับถือพุทธศาสนาทั้งในและนอกบริเวณเมือง ก่อนที่ภายหลังจะมีการรับเอาวัฒนธรรมขอมที่บูชาพระศิวะมาพร้อมกันด้วย
ไม่ไกลกันเพียงเดินผ่านอุโบสถ จะพบกับห้องจัดแสดงซึ่งได้รวบรวมวัตถุโบราณไว้ โดยเฉพาะ ธรรมจักร ที่ขุดพบที่เดียวกับพระพุทธไสยาสน์ ทำจากหินทราย ลักษณะเป็นแผ่นวงกลมทึบ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.45 เมตร ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีลักษณะเหมือนกัน ตรงข้ามมีดุมล้อ ซี่ธรรมจักรแผ่ออกไปรับกับวงล้อ ด้านล่างของวงล้อที่ต่อกับเสาธรรมจักรเป็น ลายหน้ากาล สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยเดียวกันกับพระพุทธไสยาสน์
ปีพ.ศ.2516 ธรรมจักรถูกขโมยไป แต่โชคดีที่ภายหลังตามกลับมาจนได้
วงล้อธรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปฐมเทศนามาแต่ครั้งพุทธกาล จากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่โลกหมุนเร็วด้วยสัญลักษณ์อีกแบบในเงื่อนไขเทคโนโลยีที่ทรงพลังดึงดูดผู้คนให้เป็นส่วนหนึ่ง
คล้ายน้ำเสียงของเวลาจะบอกว่า โลกนี้ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน.....
ย้อนกลับมาทางเดิมราว 500 เมตร บนถนนลูกรังอัด มองเผินๆ ทางด้านนอกคล้ายที่ว่างเปล่า ไร้การทำประโยชน์ รอบบริเวณมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงากำลังโยกไกวเนิบช้าตามจังหวะของสายลม
จนเมื่อใกล้เข้าไปในทางลึกที่ทอดตัวเข้าไปตามป้ายบอกทาง เมืองเสมา นั่นแหละจึงได้พบว่าร่องรอยของเวลาวางตัวสงบนิ่งมาเนิ่นนานบนแผ่นดินอีสานแห่งนี้
ด้วยขนาดของเมืองที่มีความกว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 4 กิโลเมตร รูปร่างค่อนข้างกลม หลักฐานสำคัญจารึกเมืองเสมากล่าวถึงกษัตริย์เขมรพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ครองราชย์อยู่เมืองพระนคร ในกัมพูชา ราวพ.ศ.1511-1544
จารึก บ่ออีกา ขุดพบในเมืองเสมาอันเป็นศาสนสถานพราหมณ์แบบศิลปะขอม โดยจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงพระราชาแห่ง ศรีจนาศะ กล่าวสรรเสริญพระศิวะและอังสุเทพ ผู้ได้รับดินแดนที่ถูกละทิ้งไปนอก กัมพุเทศ และได้สร้างศิวลึงค์ขึ้นในพ.ศ.1411
แดดบ่ายอันร้อนแรงขับสีของอิฐที่เป็นซากเมืองให้ตัดกันกับเขียวของหญ้าวัชพืชคลุมดิน รอบบริเวณเห็นแนวกำแพงที่วางตัวทั้งบนเนินและที่ไกลออกไป
ซุ้มทางเข้าที่วันนี้เหลือเพียงเค้าโครงว่าเคยเป็นทางเข้าออก ขณะที่เดินก้าวผ่านเพื่อเข้าสู่เขตชั้นในอันว่างไร้รายรอบของกำแพงผนังกั้น ภาพเบื้องหน้าบอกว่าศรัทธา ความเชื่อ ยังหลงเหลืออยู่ในศาสนสถานพราหมณ์แห่งนี้
เครื่องบูชาบนแท่นพิธีที่สันนิษฐานได้ว่าเคยเป็นที่ตั้งของศิวลึงค์ ไม่ไกลกันรางโยนีพาดแนวเด่นชัด และผืนธงที่โน้มด้ามไม้ไผ่เรียวตามแรงลม อธิบายทั้งหมดที่เห็นท่ามกลางซากปรักหักพัง
บริเวณไม่ไกลกันนักของรัศมีโดยรอบ ยังมีปราสาทอีก 3 หลัง ซึ่งทิ้งร่องรอยของอารยธรรมขอมโบราณไว้อันได้แก่ ปราสาทโนนกู่ ปราสาทเมืองแขก และปราสาทเมืองเก่า
โดยเฉพาะ ปราสาทเมืองแขก อันเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ สร้างด้วยอิฐและหินทราย มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ นอกจากคนเลี้ยงวัวที่ปล่อยฝูงวัวของตนเลาะเล็มหญ้าอยู่ข้างถนน บริเวณนี้ไม่พบเห็นใครสักคน ไม่ว่าจะนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้าน
ปราสาทประธานเด่นในตำแหน่ง แม้มิอาจรักษาความสมบูรณ์ผ่านกาลเวลามาได้ คงไม่ต่างจาก ซุ้มประตู บรรณาลัย ทั้งสองหลัง ระเบียงคด หรือแม้แต่ แนวกำแพงแก้ว ที่ทำหน้าที่ล้อมโอบศาสนสถานพราหมณ์แห่งนี้ ที่สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15
สีม่วงแกมแดงที่ชูก้านพ้นมาจากพื้นหญ้าคลุมดิน ผลิดอกเห็นได้ทั่วไปรอบบริเวณ แม้เป็นเพียงความเล็กน้อยที่ไม่โดดเด่น หากแต่แท้จริงอาจมีเพียงดอกไม้ชนิดนี้ที่อยู่ที่นี่มาตลอดทั้งบนคาบเวลาที่รุ่งโรจน์และล่มสลาย....
เวลาวางตัวไว้ให้ความเปลี่ยนผ่านเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่ร่วม ศาสนาและความเชื่อที่ฝังรากฝากอิทธิพลไว้ ณ ดินแดนอันเป็นศูนย์กลางของความรุ่งโรจน์ บนความรับรู้ ศรัทธาของผู้เป็นศาสนิกจนถึงวันที่ความเปลี่ยนแปลงย่างกรายเข้ามา กลืนกินทุกสิ่งที่เคยดำรงให้เหลือเพียงซากปรักหักพัง
ศรีจนาศะ อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองแต่ครั้งกาลก่อนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นบนความจริงแห่งเวลา หากแต่ยังสามารถทิ้งร่องรอยไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อย่างมีคุณค่า
และเราควรภาคภูมิ
Tags : ศรีจนาศะ • จังหวัดนครราชสีมา





