กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ท่องเที่ยว

วันที่ 8 กันยายน 2552 01:00

มะละกา ดินแดนแห่งสองสายลมบรรจบกัน (ตอนจบ)

วังสุลต่านแห่งมะละกา ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม

ป้อม A‘ Fomosa ว่ากันว่า ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมะละกา และเป็นสถานที่ที่คนถ่ายรูปมากที่สุดถัดจากอาคารสตัดธิวส์ (Stadhuys)

ตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพ

โบสถ์ St.Paul ก้าวล่วงผ่านผนังกำแพงเข้าไปด้านใน จึงค่อยรู้ว่าโบสถ์แห่งนี้ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากผนังสามด้าน

เป็นโรงแรมและมุมต่างๆ ภายในโรงแรม

รถเทียมม้าโบราณ - พื้นที่สวนกลางแจ้งแต่อยู่ด้านในของโรงแรม

ภาพประกอบข่าว

ด้านหลังจัตุรัสแดง เป็นเนินสูงด้านบนเป็นที่ตั้งของ โบสถ์ St.Paul ที่เหลือเค้าโครง พอให้ดูออกว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นโบสถ์

  สถานที่นี้สร้างขึ้นโดยกัปตันชาวโปรตุเกส ซึ่งเรียกขานสถานที่นี้ว่า Lady of the hill ก่อนที่พวกดัตช์จะครอบครองดินแดนแห่งนี้ และทำการเปลี่ยนชื่อเป็นโบสถ์ St Paul จนเมื่อโบสถ์คริสต์ที่จัตุรัสแดงสร้างเสร็จ พวกดัตช์ก็ได้เปลี่ยนสถานที่นี้ให้เป็นที่ฝังศพของพวกขุนนาง เพื่อนสาวที่ขึ้นไปด้านบนเป็นคนแรกตะโกนบอกลงมาอย่างตื่นเต้น

 “ข้างบนนี้เห็นทะเลด้วย”

 ทะเล!  อ๊ะ! ใช่สิ มะละกาเป็นเมืองท่าก็ต้องเห็นทะเลสิ ลืมไปได้ยังไง พอนึกขึ้นได้ก็รู้สึกตัวเหนอะขึ้นมาทันควัน ก็เมืองชายทะเลนี่

 โบสถ์ St Paul นั้นเมื่อมองจากด้านหน้าค่อนข้างลวงตาสำหรับผู้มาเยือน เพราะโบสถ์เก่าแก่เหมือนจะอยู่ในสภาพใกล้เคียงสมบูรณ์ หากทันทีที่เดินก้าวล่วงผ่านผนังกำแพงเข้าไปด้านในจึงค่อยรู้ว่าโบสถ์แห่งนี้ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากผนังสามด้านเท่านั้น

 ขณะอยู่บนโบสถ์ St Paul นอกจากจะได้เห็นทะเลเมืองมะละกาแล้ว อีกด้านหนึ่งจะได้เห็นประตู ป้อม A’Fomosa ซึ่งเป็นป้อมที่พวกโปรตุเกสสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1511 เป็นประตูป้อมเดียวที่หลงเหลือจากการโจมตีเผาทำลายโดยชาวอังกฤษ และยืนหยัดเป็นหลักฐานให้ผู้มาเยือนรู้ว่าบริเวณแถวนี้เคยรุ่งเรืองเป็นย่านที่อยู่ของชาวโปรตุเกส ภายในป้อมเคยมีวัง โรงพยาบาล และโบสถ์ ซึ่งถูกทำลายไปจนหมดหลงเหลือเพียงประตูป้อม A’Fomosa และโบสถ์ St.Paul เท่านั้น

 ใกล้ๆ กับป้อม A’Fomosa เป็นที่ตั้ง ตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพ (Proclamation of Independence Memorial)  ตึกนี้แต่เดิมเคยเป็น Club House สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ภายในจัดเก็บเอกสารต้นฉบับ วีดิโอเทป ฟิล์ม และภาพสไลด์ของเหตุการณ์การประกาศอิสรภาพของชาวมาเลเซียที่กระทำที่นี่ในปี ค.ศ. 1957

 ถัดจากตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพเป็น วังสุลต่านแห่งมะละกา ซึ่งได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม ด้านในมีการจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของบรรดาพ่อค้าชนชาติต่างๆ ที่เข้ามาค้าขายกับมะละกา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายของชาวจีน ชาวอาหรับ ชาวอินเดีย ชวา รวมทั้งชนชาติสยาม  ซึ่งเวลายืนดูแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ว่า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชนชาติสยามสวยงามไม่แพ้ชาติไหนเลย

 ของที่วางแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่ฉันชอบมากๆ คือ กริช พอถึงมุมที่แสดงอาวุธชนิดนี้ เท้าสองข้างของฉันถ่วงช้าลงทันที จ้องมองอาวุธชนิดนี้อย่างเอาจริงเอาจัง  ทำไมฉันถึงชอบอาวุธชนิดนี้ก็ไม่รู้ ฉันว่ามันเป็นอาวุธที่ขนาดกำลังเหมาะมือ  ดูลึกลับ น่ากลัว และมีเสน่ห์ ภาษาอังกฤษเรียกอาวุธนี้ว่า kris และภาษามาเลย์เรียกว่า keris ลักษณะใบมีดของกริชเป็นสัญลักษณ์ของพญานาค มีสองแบบ ตรงราบเรียบ กับ แบบที่หยักไปมา แบบที่ตรงหมายถึงงูที่กำลังเข้าฌาน ขณะที่แบบที่หยักไปมาหมายถึงงูที่กำลังเคลื่อนไหว

 ขณะที่จัตุรัสแดงเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวดัตช์ และบริเวณประตูป้อม A’Fomusa เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกโปรตุเกส ถัดไปอีกซีกด้านหนึ่งของถนน Laksamana บริเวณถนน Tun Tan Cheng Lock กับ Hang Jebat  กลับเป็นย่านที่อยู่ของชาวจีน

 บริเวณนั้นถนนเส้นเล็กแคบ รถแล่นผ่านได้เพียงคันเดียว อาคารสองข้างที่ขนาบเป็นตึกแถวโบราณแบบชิโน-โปรตุกีส ซึ่งเป็นอาคารลูกผสมระหว่างจีนกับโปรตุเกส  ชาวจีนเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก แต่งงานอยู่กินกับคนมาเลย์ท้องถิ่น ทำให้เกิดชนกลุ่มใหม่เรียกว่า Nonyas Babas บริเวณแถวนี้มีโรงแรมสวยเก๋ที่มักจะได้รับการกล่าวถึงจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเสมอ นั่นคือ โรงแรม Puri  อาคารเป็นแบบชิโน-โปรตุกีสสามชั้น ทาสีเหลืองอ่อน กรอบหน้าต่างสีแดงเข้ม สะดุดตาและกลมกลืนกับบรรยากาศรอบๆ ป้ายชื่อโรงแรมที่ติดเหนือบานประตูทางเข้าที่เป็นอักษรภาษาจีน ให้ความรู้สึกขณะเดินก้าวเข้าไปข้างในเหมือนว่าฉันกำลังเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมโบราณ และโรงเตี๊ยมโบราณที่ว่านี้มีอายุเกือบ 200 ปีเข้าไปแล้ว

 เจ้าหน้าที่สาวข้างในใส่ชุดกี่เพ้าสีเหลือง ออกมาต้อนรับเรา และยินดีเมื่อเราขอเข้าไปชมด้านใน

 แม้ว่ามองจากด้านนอกจะเป็นอาคารตึกแถวแคบๆ แต่เมื่อเดินทะลุเข้าไปข้างในจะพบสวนเล็กน่ารักกลางตึกแถว บรรยากาศอบอุ่น  น่านั่งพักผ่อน

 เป็นครั้งแรกสำหรับการเดินทางคราวนี้ที่ฉันรู้สึกเสียดายที่เราขับรถมากัน เพราะโรงแรมแห่งนี้ไม่มีที่จอดรถ หากจะพักที่นี่ ต้องเลยไปจอดที่ลานจอดซึ่งอยู่ห่างออกไป 8 ห้องแถว ซึ่งแน่นอนไม่มีใครกล้าเสี่ยง

 เราเดินเล่นในเมืองมะละกาช่วงบ่ายของวันแรก และช่วงเช้าของวันที่สอง แดดที่ร้อนอ้าว ทำให้การเดินชมเมืองไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ชนิดที่ว่าวันแรกกว่าจะเห็นว่ามะละกาสวย ก็ล่วงเลยไปหกโมงเย็น แดดร่มลมตกเข้าไปแล้ว  ความรื่นรมย์ในอารมณ์ค่อยมาเยือน  ตอนนั้นเห็นอะไรดูดีไปหมด แค่เหลือบตาเห็นพื้นถนนในเมืองปูด้วยอิฐบล็อกตัวหนอนก็ยังรู้สึกว่า...สวยดีแฮะ  เห็นบ้านเมืองเขาขนาดเล็กกะทัดรัดก็ว่าน่ารักดีนะ  เอ๊ะ...มีพิพิธภัณฑ์แสดงงานความงามไม่มีที่สิ้นสุดด้วย เป็นความงามประเภทความคิดพิลึกๆ อย่างพวกชาวเขาเผ่าคอยาวบ้านเรา อะไรทำนองนั้น....  พอมองไปด้านหลัง มีคุณแม่กับคุณลูกตัวกำลังตุ้ย ส่วนตั๊วส่วนตัวกันในสนามเด็กเล่น เป็นสนามเด็กเล่นที่กว้างขวาง เรียบร้อย ของเล่นน่าเล่นมาก...  และไม่ใช่ของเล่นเก่าสนิมเขรอะ ทิ้งๆ ขว้างๆ แบบบ้านเรา เห็นแล้วอิจฉาน่ะที่บ้านเราสนามเด็กเล่นดีๆ หายากเหลือเกิน ทำไมเศรษฐีใจบุญเงินเหลือทิ้งเหลือขว้างไม่คิดจะสร้างสนามเด็กเล่นบริจาคบ้างนะ  ฉันจะอนุโมทนาจริงๆ

 อีกที่หนึ่งที่เสียดายไม่ได้เข้าชมคือ พิพิธภัณฑ์การเดินเรือทะเล (Maritime Museum) ที่สร้างจำลองตามแบบเรือ The Flora De La Mar ของโปรตุเกส ใช้ขนทรัพย์สมบัติอันมีค่าจากมะละกาไปยังโปรตุเกส แต่ล่มที่นอกชายฝั่งของเกาะสุมาตราเสียก่อน  ทำให้ทรัพย์สมบัติของสุลต่านและมะละกา ไม่ได้ถูกโปรตุเกสขนออกไป

 พวกเราอุตส่าห์มองพิพิธภัณฑ์นี้กันตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ตั้งอกตั้งใจว่าจะเข้าชมแน่ๆ แต่พอมีจังหวะโอกาสเข้าไปซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่ชาวมาเลย์กลับไม่มีเงินทอน แถมไม่มีทีท่าที่จะพยายามหาเงินทอน เพื่อจะได้รักษาลูกค้าน่ารักๆ สามคนไว้ ลูกค้าทั้งสามเลยต้องเดินหาร้านค้าที่จะแลกเงินเอง แต่บังเอิญร้านค้าตั้งเลยไกลไปหน่อย อากาศที่ร้อน ชวนนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจ เลยนั่งนานกันไปหน่อยจนรากงอก ขี้เกียจที่จะเดินย้อนกลับไปชมดู

 เราสามคนนึกสรุปกันเอง “คนมาเลย์นี่ค้าขายไม่เก่งเลย”  ก่อนเว้นช่วงส่งเสียง “เนอะ” พยักหน้าเห็นพ้องกันหงึกหงัก
 แต่นั่นอาจจะเป็นการด่วนสรุปไปก็ได้ เพราะถ้านึกทวนดีๆ ที่นี่มีวิธีถ่ายเทเงินนักท่องเที่ยวได้แนบเนียน ด้วยการนำอาคารเก่ามาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่นอาคารสตัดธิวส์ที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ วังของสุลต่านแห่งมะละกาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม และมีอีกหลายอาคารที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ อย่างพิพิธภัณฑ์ความงามที่ไม่มีที่สิ้นสุดที่ฉันเอ่ยพาดพิงไปแล้ว

 ขณะนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ชื่นใจ อย่างเกียจคร้าน อดไม่ได้ที่จะมองบรรยากาศรอบๆ อีกครั้ง....

 และนี่คือดินแดนเล็กๆ ที่สายลมตะวันออกกับสายลมตะวันตกมาบรรจบกัน

Tags : มะละกา ดินแดนแห่งสองสายลมบรรจบกัน (ตอนจบ)

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement