กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ท่องเที่ยว

วันที่ 29 กรกฎาคม 2552 01:00

ภูเก็ต..ไข่มุกเม็ดงามรับแขกเมือง

ประกอบ จิรกิติ รองผู้ว่าฯกทม.นำคณะตรวจงานก่อสร้างอุโมงค์เดินลอดถนนตากสิน เชื่อมสู่อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ฝั่งธนบุรี

เตรียมเปิดใช้อุโมงค์อนุสาวรีย์ตากสิน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภูเก็ต ไข่มุกอันดามันของไทย จัดบ้านต้อนรับ แขกบ้านแขกเมืองระดับเวรี่ - เวรี่ วีไอพี อีกครั้ง

 ในฐานะเจ้าภาพสถานที่จัดการประชุมอาเซียนที่มีผู้นำกว่า 26 ประเทศ มาร่วมงาน

 ภูเก็ต เคยเป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของไทยที่มีบทบาทสำคัญทางธุรกิจ จากอดีตในฐานะผู้ผลิตแร่ดีบุกหลักของภูมิภาค และเป็นประตูเมืองเปิดประเทศไทยสู่การค้ากับต่างประเทศ ทำให้ภูเก็ต เป็นเมืองวัฒนธรรมลูกผสม มีเอกลักษณ์เฉพาะ ตั้งแต่อาหาร สถาปัตยกรรม และความเป็นอยู่ของคนพื้นเมืองภูเก็ต ที่มีเสน่ห์ไม่มีใครเหมือน

 นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเหยียบแผ่นดินภูเก็ต อาจมุ่งหน้าตรงไปชายหาด ถอดเสื้อผ้าอาบแดด แต่สำหรับคนที่ต้องการรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองภูเก็ต ขอแนะนำว่าให้มุ่งหน้ามายังตัวเมือง ที่มีถนนสายเก่า เต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ คนท้องถิ่นภูเก็ตมักอาศัยอยู่ในเมือง ส่วนมากสืบเชื้อสายมาจากชาวจีนบาบ้า หรือจีนช่องแคบ (Straits Chinese) คือต้นตระกูลเป็นคนจีนโพ้นทะเล เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน แม่เป็นมาเลย์หรือคนพื้นเมือง พบรักกันขณะที่พ่อกำลังจอดเรือเพื่อพักหลบมรสุมตามแถบดินแดนช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ปีนัง และภูเก็ต นิยายรักติดเกาะก่อกำเนิดวัฒนธรรมแบบใหม่ ที่ผสมผสานคนหลายเชื้อชาติ ตั้งแต่จีน มาเลย์ และคนท้องถิ่น กลายมาเป็นอาหารอร่อย ๆ ชื่อแปลก ๆ ที่หาที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ ไข่มุกแห่งอันดามัน...

 คนไม่เคยมาภูเก็ต หรือถ้ามาแล้ว อยากรู้จักเกาะใหญ่ที่สุดของประเทศไทยให้ลึกซึ้งกว่านี้ ขอแนะนำให้เริ่มต้นที่ ถนนถลาง อยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินย้อนเวลาหาอดีตได้เป็นอย่างดี เชื่อหรือไม่ว่าตรงนี้เคยเป็นถนนที่อยู่ติดน้ำมาก่อน ใครที่ขึ้นท่าน้ำภูเก็ตมาก็ต้องมาที่ถนนถลาง เป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้า โรงแรม อาหาร เขาเลยเรียกกันว่า “ตลาดใหญ่” จะซื้อหาอะไรก็ให้มาที่นี่ มีหมด เมื่อก่อนชาวเรือที่ขึ้นมาจากท่า หากจองโรงแรมไว้เขาก็จะเอารถลากมารับเป็นลีมูซีน โรงแรมแรกของที่นี่คือ โรงแรมออนออน อายุกว่า 80 ปี เคยใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง The Beach และปัจจุบันก็ยังคงความเก่าขลัง ให้คนโหยหาอดีตมองหา

 จากถนนถลาง เราสามารถเดินทะลุ หงอกากี่ หรือช่องทางเดินข้างหน้าตึกชิโน-โปรตุกีส ไปยัง ถนนเยาวราช ที่เมื่อก่อนเคยเต็มไปด้วยร้านทอง ร้านเพชร แต่ตอนนี้กลายเป็นแหล่งศิลปะร่วมสมัยเพราะมีศิลปินมากมายมาเปิดแกลลอรี ทำให้ภูเก็ตกลายเป็นเมืองหนึ่งในไทยที่ชาวต่างชาติมาหาซื้องานศิลปะแบบออริจินัลกันมากแห่งหนึ่ง และหากเดินเลยสี่แยกถนนเยาวราชขึ้นไปทาง ถนนกระบี่ คนที่รักประวัติศาสตร์ย่อมอยากแวะไปชม พิพิธภัณฑ์ไทยหัว ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงรูป เล่าเรื่องประวัติเมืองภูเก็ต คือจะไม่มีวัตถุโบราณอะไรให้ชม แต่แสดงเรื่องราวในอดีตของภูเก็ตด้วยรูปภาพ ตั้งแต่เรื่องของชาวจีนบาบ้า อาหารพื้นเมือง ด้านข้างมีร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ ขายเสื้อยืด โปสการ์ด และน้ำดื่ม เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนรับลมเย็น ๆ พักขาตอนบ่าย

 แต่หากต้องการดูอดีตของเมืองภูเก็ตแบบสด ๆ ว่าคนในอดีตอยู่กันอย่างไร เห็นทีจะพลาด บ้านชินประชา ไม่ได้เป็นอันขาด บ้านชินประชาเป็นบ้านเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2446 ปลายรัชกาลที่ 5 สมัยที่ภูเก็ตกำลังรุ่งเรืองในฐานะเมืองแห่งแร่ดีบุก และก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2  และพระพิทักษ์ชินประชา สร้างขึ้นตามแบบฉบับของคฤหาสน์ชิโน - โปรตุกีส ทำให้บ้านชินประชาเป็นคฤหาสน์ชิโน - โปรตุกีสหลังแรกๆ ของจังหวัด ที่เป็นที่รู้จักกันว่า “อังม่อเหลา” โดยท่านได้นำเอาเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายมาจากบรรพบุรุษที่เมืองจีน วัสดุที่ใช้สร้างบ้านส่วนใหญ่ก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นเพราะเมื่อก่อนภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการค้าขาย ทำให้มีเรือสินค้ามาจากเกาะปีนังมาเทียบท่าตลอดเวลา รั้วของบ้านทำจากวัสดุของฮอลแลนด์ กระเบื้องปูพื้นจากอิตาลี และรูปแบบของบานหน้าเฟี้ยมไม้ทำอย่างงดงามด้วยภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมของไทย ที่ทำให้ลมพัดผ่านเย็นสบาย ไม่ร้อนทึบ

 แต่เมื่อไม่นานมานี้ เนื้อที่ของบ้านชินประชาได้ถูกแบ่งขายไปโดยหลานๆ ของ "ขุนชินสถานพิทักษ์" โดยเหลือแต่เพียงเนื้อที่ตัวบ้านที่เจ้าของคนสุดท้ายคือ คุณประชา ตัณฑวณิช เก็บไว้เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แห่งมรดกของอดีต แต่ความจริงก็คือ ตอนนี้ได้มีการสร้างตึกแถวขึ้นมาด้านหน้าที่ขายที่ไป และหากตึกแถวมีการสร้างเพิ่มไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าบ้านชินประชาก็อาจถูกทำลายไปด้วย หากไปภูเก็ตอย่าลืมแวะไปดูนะคะ เพราะไปครั้งหน้าบ้านหลังนี้อาจจะไม่มีให้ดูอีกแล้ว...

 เล่าเรื่องประวัติศาสตร์มาพอสมควร ขอเล่าเรื่องอาหารบ้างนะคะ อาหารภูเก็ตมักมีชื่อแปลก ๆ ก็เพราะความเป็นจีนบาบ้านี่แหละค่ะ เคยได้ยินคำว่า โลบะ โอต๊าว ฮู่แช (สลัดแขก) แกงกะหรี่ไหมขวัญ หมูฮ้อง ยี่หูเองฉ่าย เกี่ยมโก้ย โกซุ้ย ป่าวล้าง หรือเปล่าคะ เหล่านี้คืออาหารของภูเก็ตทั้งนั้นและมักหารับประทานกันได้อยู่แถวตัวเมืองนี่แหละ ศูนย์รวมอาหารในเมืองที่เราสามารถแวะไปง่าย ๆ  ก็คือ ศูนย์อาหารหัวมุมถนนเยาวราช ตรงสามแยก ถนนเยาวราช ตัดกับ ถนนดีบุก ในเมือง ถ้าเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ๆ ตั้งอยู่ ตอนกลางวันปิดอยู่ ศูนย์อาหารนี้ดูมืดๆ ทึมๆ พื้นดูไม่สะอาดนักทำให้เราไม่กล้าไปลอง แต่คนภูเก็ตที่เราเจอทุกคนจะแนะนำให้มาลองกินอาหารที่นี่ วันหนึ่งก็เลยลองโฉบไปดู ปรากฏว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด มิน่า...ใคร ๆ ถึงบอกว่าต้องมาหาอาหารจานเด็ดต้นตำรับภูเก็ตจากที่นี่ ได้แก่ หมี่ฮกเกี้ยนผัด (บะหมี่เหลืองเส้นอ้วน ๆ ผัดขลุกขลิกกับเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ใส่ผักและไข่) หมูสะเต๊ะ หมี่ฮุ้นกระดูกหมู (หมี่ขาวภูเก็ตเส้นโตผัดกับเครื่องปรุงจนแห้ง ราดหอมเจียว เสิร์ฟกับซุปกระดูกหมูใส ๆ หอม ๆ) ปอเปี๊ยะสดภูเก็ต (แป้งโรตีสายไหม ห่อผักกาดหอม ถั่วงอก มันแกวผัด หมูแดง ราดด้วยน้ำจิ้ม ตีเจียว

 ส่วน โลบะ ซึ่งก็คือ อาหารจีนฮกเกี้ยนที่ใช้หัวและเครื่องในหมูพะโล้ทอด กินกับน้ำจิ้มเปรี้ยวเผ็ด ตามร้านโลบะส่วนมากจะโชว์ชิ้นส่วนของเครื่องในและหัวหมูไว้ด้านหน้า จะกินอะไรก็สั่งได้เป็นอย่าง ๆ ไป เช่น หู ลิ้น ไส้ ปอด หรือตับ กินกับเต้าหู้ทอด (ต่าวกั้ว) หรือ เกี๊ยนทอด (ลักษณะเหมือนแฮกึ๊นคือทำจากหมูสับผสมกับกุ้ง ปู มันแกวและเผือก ห่อด้วยฟองเต้าหู้นึ่งให้สุกก่อนนำมาทอด) มีขายที่ร้านใกล้ ๆ กัน เดินลงมาที่ถนนเยาวราช คุณจะเห็นร้านโลบะตั้งเด่นเป็นสง่า ด้วยเครื่องในหมูโชว์เพียบอยู่ในตู้ นั่นแหละค่ะ ใช่เลย

 จะบอกว่าทั้งโลบะ และหมี่ฮุ้นต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้ว เป็นอาหาร “ว่างยามบ่าย” ของคนภูเก็ต ส่วนใครอยากทาน  โอ๊ะเอ๋ว ก็ให้แวะไปที่ ซอยสุ่นอุทิศ ถนนเยาวราช ใกล้ๆ กันนั่นแหละ มีขายอยู่เจ้าหนึ่ง เฉลยตอนนี้เลยก็ได้ว่า โอ๊ะเอ๋วก็คือ วุ้นสีขาวขุ่นทำจากเมล็ดโอ๊ะเอ๋ว ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเม็ดแมงลักแช่น้ำ แล้วนำเอาเฉพาะเมือกมาผสมกับเมือกกล้วยน้ำว้า ใส่เจี๊ยะกอ (ดีเกลือ) ที่ทำให้เต้าหู้แข็งตัว จึงทำให้โอ๊ะเอ๋วมีลักษณะเหมือนวุ้นแต่ไม่ใช่ กินแล้วช่วยแก้ร้อนใน เข้ากันดีกับน้ำแข็งไส ใส่ถั่วแดง เฉาก๊วย หรือที่คนภูเก็ตเรียกว่า วุ้นดำ หรือบางที่ก็เห็นหม่ำคู่กับกล้วยราดด้วยน้ำหวานอีกที ที่อ่านเจอมา คนภูเก็ตก็มีวิธีสั่งโอ๊ะเอ๋วว่า “ขาว ดำ แดง” หมายถึง โอ๊ะเอ๋ว เฉาก๊วย และถั่วแดง หรือไม่ก็ “ขาว ดำ” แน่นอนก็คือ โอ๊ะเอ๋วกับเฉาก๊วยนั่นเอง

 ความจริงเที่ยวในเมืองภูเก็ต มีอาหารอร่อย ๆ ให้รับประทานมากมาย และตัวเมืองเก่าสวยคลาสสิกอย่างนี้ ทำให้เราสามารถเดินเล่นได้เพลินใจ ไม่เบื่อ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวภูเก็ตอีกแบบหนึ่งที่น่าลองค่ะ ยามนี้...เที่ยวภูเก็ตช่วยชาติได้อีกทางนะคะ

ที่พักในเมืองภูเก็ต :

ชิโน เฮาส์ www.sinohousephuket.com  โทร. 076 232 494
ท่องเที่ยว :
บ้านชินประชา ถนนกระบี่ เปิดทุกวัน โทร. 076 211 281

อาหารภูเก็ต :
โอต๊าว หอยทอดภูเก็ตที่ใช้หอยตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่าหอยติบ ทอดเหมือนหอยทอดกรุงเทพฯ แต่ผัดและสับเป็นชิ้นเล็กๆ จนกรอบ ใส่ไข่ เผือก (คนภูเก็ตเรียกหัวบอน) และซอสพริกหรือเครื่องแกงลงไปเล็กน้อยให้มีรสเผ็ดนิดๆ ทานกับถั่วงอกดิบอร่อยดีค่ะ มีขายมากมายตามรถเข็นของเมือง และเป็นอาหารที่ใช้ไหว้ศพในพิธีศพจีนโบราณ มีความหมายว่าให้ลูกหลานรักกันเหมือนแป้งโอต๊าว ความอร่อยของโอต๊าวอยู่ที่ตัวแป้ง และความเผ็ดเค็มที่มาประปรายยามเคี้ยวกับถั่วงอกและใบกุ่ยช่ายดิบ

หมูฮ้อง หนึ่งในอาหารจานหลักของภูเก็ตที่มีรากฐานมาจากชาวจีน คือหมูพะโล้น้ำแห้ง ๆ รสชาติเข้มข้น คนภูเก็ตทำทีจะทำเยอะๆ ร้านที่ทำหมูฮ้องอร่อย ชื่อร้านระย้า อยู่ในเมือง

ยี่หูเองฉ่าย ลักษณะคล้ายเย็นตาโฟแห้ง แต่ทำเป็นสูตรของจีนฮกเกี้ยนคือใช้ผักบุ้งลวก ปลาหมึกกรอบหั่นชิ้นบาง หมูแดง กุ้งชุบแป้งทอด โรยด้วยเส้นหมี่ขาวทอดกรอบ หอมเจียวและน้ำซอสสูตรพิเศษที่ร้าน เรียกว่า ตีเจียว ทำจากเต้าเจี้ยวปรุงกับมะนาว

เกี่ยมโก้ย และ โกซุ้ย อาหารว่างยามเช้า ทำจากแป้งข้าวเจ้านึ่งในถ้วยตะไล หรือไม่ก็ถ้วยกลมแบนประมาณเดียวกับขนมถ้วย ราดด้วยน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานเข้มข้น หอมซอยเจียว กุ้งแห้งป่นและต้นหอม

ป่าวล้าง ข้าวเหนียวมูนห่อใบตองปิ้งไส้ต่าง ๆ เช่น มะพร้าว กุ้ง พริกไทย เป็นรูปยาว ๆ มีขายในตลาดเกษตรตอนเช้า และตามร้านอาหารเช้าที่ขายทั้งขนมจีนและแตเตี๊ยม

Tags : ภูเก็ต..ไข่มุกเม็ดงามรับแขกเมือง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

คุณสิรินทร์ วงศ์พานิช ครับ

รู้สึกว่านิยายรักคนจีนบาบ๋า(Baba)ของคุณจะหนังไทยไปสักนิดครับ ความจริงแล้ว"บาบ๋า"เป็นคำเรียกจีนลูกครึ่งเฉพาะมาลายู-จีน(หรือให้เจาะจงลงไปคือผู้ชายจีน-ผุ้หญิงเผ่ามาเลย์)เท่านั้น ส่วนจีนลูกครึ่งอื่นไม่เรียกว่าบาบ๋า

คนจีนในภูเก็ตไม่ได้เป็นลูกหลานของจีนลูกครึ่งหรือบาบ๋าจากมาลายูหรอกครับ แต่เป็นคนจีนจากจังหวัดฮกเกี้ยนของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีนายหน้าแรงงานชักชวนให้มาเป็นกุลีเหมืองแร่ดีบุกแบบเหมืองขุด เหมืองหาบ ในมาลายา,อินโดเนเซีย,ภูเก็ต-พังงา ประเทศไทย โดยมาจากจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมๆกันนั่นเองเพียงแต่เรือสำเภาลำไหนจะไปส่งที่ใดก็แล้วแต่ใบสั่งของเจ้าของเหมืองแร่ดีบุก จีนหนุ่มฮกเกี้ยนเหล่านี้เมื่อแต่งงานกับหญิงมาลายูผลผลิตที่ได้จึงจะเรียกว่าจีน"บาบ๋า" แหกจีนหนุ่มเกิดมีเมียเป็นคนไทยหรือคนอินโด ผลผลิตที่ได้ไม่เป็นลูกครึ่ง"บาบ๋า"แบบที่คนมาเลย์เซียเรียก ในมาเลเซียจะมีสมาคมคนจีนบาบ๋า(Malaysian Baba Chinese Association)ใหญ่โตครับ มีพิพิธภัณฑ์จีนบาบ๋าในกัวลาลัมเปอร์ ส่วนเมืองไทยก็มีสุสานจีนบาบาที่ ถ.สีลม เป็นที่ฝังศพจีนลูกครึ่งมาเลย์ที่มาอยู่ในเมืองไทยสมัยโน้น เพราะที่ดินทำเลดีกลางย่านธุรกิจ กทม.จึงมีการฟ้องร้องแย่งกรรมสิทธิกันมาช้านาน โดยปรกติจีนบาบ๋ามาเลเซียไม่ได้อพยพมาเมืองไทย เพราะไทยตั้งแต่สมัย ร. 5 มีนโยบายกลืนกลายเผ่าพันธ์เช่น ห้ามเปิดโรงเรียน-เรียนหนังสือจีน ห้ามเข้ารับราชการทหาร-ตำรวจ เขาปักหลักอยู่ในมาเลเซียนั่นแหละ ส่วนชาวจีนในภูเก็ตก็เป็นลูกหลานกุลีจีนที่มาทำงานเหมืองแร่ในภูเก็ตนั่นเอง ลูกจีนในภูเก็ตเคยสมัครเข้าเป็นภาคีสมาคมจีนบาบ๋าในมาเลเซียหลายครั้ง แต่สมาคมนั้นยังไม่เคยตกลงรับเป็นสมาชิกครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement