กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ท่องเที่ยว

วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 01:00

บลัวส์... ในหนึ่งเสี้ยวประวัติศาสตร์ไทย

ด้านหนึ่งของปราสาทเมืองบลัวส์

เมืองบลัวส์มองจากบนปราสาท

หลุยส์ที่ 12 ทรงม้าเหนือประตูทางเข้าปราสาท - Salamander เหนือเตาผิงตราประจำพระองค์ฟรองซัวส์ที่ 1

ด้านหลังปราสาทเรียกว่า Les Loges มองเห็นตัวเมือ

โรงแรม Le Medicis

หนึ่งในเครปที่หอมหวานอร่อย - ชีสอร่อยในห้องอาหาร Le Medicis

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

เมื่อวันที่ 22-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2229 หรือเมื่อ 323 ปีมาแล้ว... ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง ต้องบันทึกไว้ถึงการเจริญสัมพันธไมตรีของ 2 ประเทศ

  คือ กรุงสยาม รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับ ฝรั่งเศส ที่ปกครองโดยพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 สมัญญาว่า หลุยส์ พระอาทิตย์ (Le Roi de Soleil)

 คณะราชทูตสยามที่มีออกพระวิสุทธิสุนทร (ปาน) เป็นอัครราชทูต เดินทางโดยทางเรือใช้เวลา 7 เดือน เพื่อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส เมื่อกลับมาออกพระวิสุทธิสุนทร (ปาน) ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดีแทนพี่ชายคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) และเราคุ้นกับชื่อของท่านคือ เจ้าพระยาโกษาปาน นั่นเอง

 คณะทูตเหยียบแผ่นดินฝรั่งเศสที่เมืองแบรสต์ แคว้นบริตานี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส  เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2229 แล้วเดินทางเรื่อยลงมาทางใต้เพื่อไปยังปารีส ช่วงหนึ่งได้ลัดเลาะตามเมืองต่างๆ ริมฝั่งน้ำลัวร์ และมาพักที่เมืองบลัวส์ ใน 2 วันดังกล่าว

 เมือง บลัวส์ (Blois) ที่คนฝรั่งเศสออกเสียงกระเดียดไปทาง “บล๊วกส์”  เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโกล (Gaul) เข้ามาอยู่แถบนี้  อยู่ห่างจากปารีส 180 กิโลเมตร เป็นเมืองหลวงของเขตลัวร์ เอต์ แชร์ (Loir-et-Cher) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลัวร์ (Loire)  ระหว่างเมืองออร์เลอองส์ (Orléans) กับเมืองตูร์ส (Tours)

 ท่านที่เคยอ่านเรื่องมหา ปราสาทชอมบอรด์ (Chambord) ที่ผมเขียนไปเมื่อไม่นานนี้ คงจำได้ว่าเจ้าพระยาโกษาปาน  เคยพักที่ชอมบอร์ดด้วย  แต่ก่อนที่ท่านจะไปพักที่นั่นได้แวะพักที่เมืองบลัวส์ 2 คืนดังกล่าว โดยเดินทางมาจากเมืองตูร์ส แล้วแวะเมืองบลัวส์ซึ่งเป็นเมืองที่บรรดาลูกหลวงเดินทางมาศึกษาหาความรู้  หลังจากนั้นจึงเดินทางไปพักต่อ ณ ปราสาทชอมบอร์ดที่อยู่ห่างจากเมืองบลัวส์ประมาณ 15 กิโลเมตร

 เมืองบลัวส์มี ชาโต เดอ บลัวส์ (Château de Blois) หรือปราสาทแห่งเมืองบลัวส์ เป็นเสน่ห์สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และผู้ที่หลงใหลเสน่ห์ของศิลปะแห่งชาโตลุ่มน้ำลัวร์ ดังนั้นทริปนี้จึงขอโฟกัสที่ปราสาทบลัวส์  ซึ่งเป็น 1 ใน 29 กลุ่มปราสาทงดงามแห่งลุ่มน้ำลัวร์ และเป็นหนึ่งในชาโตที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส

ปราสาทเมืองบลัวส์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบลัวส์ ใช้เวลาในการสร้างถึง 4 ศตวรรษ  ประกอบด้วยปราสาท 4 หลัง ในสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เชื่อมโยงกันด้วยศิลปะแบบโกธิกส์  เรอเนสซองส์  อิตาเลียน  และเฟรนช์คลาสสิก  เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมศิลปะในช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างลงตัว  โดยส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือบันไดวน และลวดลายศิลปะด้านหน้าอาคาร เอกสารหรือแผ่นพับเชิญชวนท่องเที่ยวก็ใช้ตรงนี้พิมพ์หน้าปก

 ปราสาทเมืองบลัวส์  กำเนิดเมื่อดยุค หลุยส์แห่งออร์เลอองส์ (Louis, duc d'Orléans) พระญาติพระเจ้าชาร์ลที่ 6 กษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งพระราชวงศ์วาลัวส์ ได้ซื้อปราสาทเก่าของเมืองนี้ไว้เป็นสมบัติ ในปี ค.ศ.1391  ต่อมาทายาทชาร์ลส์แห่งออร์เลอองส์ได้ตกเป็นเชลยของอังกฤษถึง 25 ปี จากสงครามอังกฤษ - ฝรั่งเศส ที่อาแซงกูร์  โอรสของชาร์ลส์แห่งออร์เลอองส์ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 ทรงสร้างปราสาทใหม่ที่เมืองบลัวส์ โดยใช้วิธีเสริมต่อกับปราสาทเก่า และตกแต่งให้สวยงาม  สลักพระรูปพระองค์กำลังทรงม้าที่เหนือประตูทางเข้า เป็นต้น

 หลังจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 สวรรคต ฟรองซัวส์ที่ 1 (François l) ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ประทับอยู่ที่นี่พักหนึ่ง ก่อนจะไปสร้างปราสาทชอมบอร์ด ต่อมาแพ้สงครามต่อสเปน ถูกกักเป็นเชลย 1 ปี หลังจากเสด็จกลับมาก็ไม่สนพระทัยปราสาทเมืองบลัวส์  โดยไปประทับที่ ออมบัวส์ (Château d'Amboise) และ ชอมบอรด์ ทั้งที่ยังไม่เสร็จ

 อองรีที่ 3 (Henry III) ย้ายเมืองหลวงจากปารีสมาที่บลัวร์ ในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มนิกายคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ก่อนหน้านั้นสมัยอองรีที่ 2 พยายามไกล่เกลี่ยแต่ไม่สำเร็จ  ส่วนหนึ่งเพราะเล่ห์เพทุบาย ของ แคธรีนแห่งเมดิชิ (Catherine de' Medici) พระชายาชาวฟลอเรนซ์, อิตาลี ที่วางแผนสังหารหมู่กลุ่มนิกายโปรเตสแตนต์ในคืนของวันนักบุญเซนต์ บาโธโลมิว เมื่อปี พ.ศ. 2115 จนกลายเป็นตำนานเลือด

 เรื่องราวมาตรกรรมพี่น้องตระกูลกีส (Guise) และร้อยเล่ห์ของแคธรีนแห่งเมดิชิ  (Catherine de Medici) พระมารดาของกษัตริย์ฝรั่งเศส 3 พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์วาลัวส์ (ถ้ารวมพระราชบุตรเขยด้วยก็เป็น 4 พระองค์) เป็นการสิ้นสุดราชตระกูลที่ 3 ที่ปกครองฝรั่งเศส คือราชวงศ์วาลัวส์ (Valois)

 อองรีที่ 3 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์วาลัวส์ ซึ่งถูกสังหารโดยบาทหลวงฌากส์ เกลมองต์  ต่อมาอองรีแห่งนาวารร์ หัวหน้าฝ่ายโปรเตสแตนต์ได้สืบราชสมบัติเป็นพระเจ้าอองรีที่ 4  เป็นต้นราชวงศ์บูร์บอง (Bourbon) และเปลี่ยนไปเข้านิกายคาทอลิกเพื่อเอาใจชาวฝรั่งเศส พร้อมกับให้ปารีสเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศสตั้งแต่นั้น  โดยกล่าวประโยคที่มีชื่อเสียงว่า Paris is worth a mass

 รัชทายาทของพระเจ้าอองรีที่ 4 ที่คนไทยรู้จักกันดีคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เจ้าพระยาโกษาปาน นำคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีตามที่กล่าวในตอนต้น และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นี่เองที่พยายามชักชวนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เปลี่ยนศาสนาไปนับถือคาทอลิก  ในห้องหนึ่งของปราสาทเมืองบลัวส์ ยังมีเตียงบรรทมของอองรีที่ 3 มีม่านห้อยประดับล้อมรอบเตียง เพื่อกั้นให้เป็นส่วนตัวและช่วยเพิ่มความอบอุ่น ขณะที่เตียงสั้นมากจนคนทั่วไปคิดว่าพระองค์มีพระวรกายเตี้ย ความจริงก็คือพระองค์มีพระประสงค์จะบรรทมในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน หลังเอนหนุนหมอนหลาย ๆ ใบ ตามความเชื่อถือโชคลางว่าการนอนราบคือท่านอนของคนตาย

 จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญมาตกรรมดยุคแห่งกีส  (Duc de Guise) ดังกล่าวทำให้จิตรกรหลายคนใช้จินตนาการวาดภาพจำลองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นไว้ ส่วนหนึ่งถูกนำมาแขวนไว้ ณ ปราสาทแห่งนี้  เช่นในห้องบรรทมของพระเจ้าอองรีที่ 3 มีภาพดยุคแห่งกีส นอนตายอยู่ในห้องบรรทม  วาดโดย ปอล เดลาโรซ เป็นต้น

 มาถึงเมืองบลัวส์แล้วต้องกินอาหารพื้นเมืองของเขา ที่แนะนำเป็นพิเศษคือพวกกุ้ง หอย ปู ปลา จากแม่น้ำลัวร์ ซึ่งมีให้เลือกตามร้านเล็กร้านน้อยไปจนถึงภัตตาคารตามโรงแรม และที่ขาดไม่ได้คือต้องกินกับไวน์ขาวชื่อดังของแคว้นลัวร์คือ ซองแซร์ (Sancerre) และ ปุยญี - ฟูเม่ (Pouilly-Fumé) ที่ทำจากองุ่นโซวีญยอง บลอง (Sauvignon Blanc) กลับมาเมืองไทยท่านที่ไม่ชอบไวน์ขาวต้องเปลี่ยนใจ ส่วนท่านที่ชอบไวน์ขาวอยู่แล้วยิ่งรักมากขึ้น แต่ถ้าชอบไวน์แดงก็ไม่ผิดหวังเพราะไวน์แดงของลัวร์ส่วนใหญ่ทำจากกาแบร์เนต์ ฟรอง (Cabernet Franc) และปิโนต์ นัวร์ (Pinot Noir) ที่ดื่มง่าย ๆ หลายยี่ห้อเข้ากับซีฟู้ดได้ดีด้วย

 หนึ่งในร้านอาหารที่ผมชอบอยู่ใน โรงแรมเลอ เมดิซิส์ (Le Medicis) เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว เล็ก ๆ แต่น่ารัก อยู่ห่างจากปราสาทบลัวส์ประมาณ 1 กิโลเมตร ทำอาหารได้อร่อยมาก โดยเฉพาะอาหารประเภทปลาพื้นเมืองจากแม่น้ำลัวร์ เช่น Muge de Loire ส่วนอีกจานเป็นเนื้อลูกวัวชื่อ Confit de Veau faom osso-buco เป็นต้น

 จริง ๆ แล้วร้านที่ผมอยากไปมาก หลังจากไปครั้งแรกเมื่อประมาณ 4-5 ปี ก่อนหน้านี้คือร้าน L’Orangerie du Chateau อยู่ตรงกันข้ามกับปราสาทบลัวส์นั่นเอง เป็นร้าน 1 ดาวมิชลิน ปรากฏว่าตรงกับวันพุธเขาหยุด ตัวร้านสวยมากสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นอาหารฝรั่งเศสตอนเหนือ (Haute Cuisine) ท่านที่ไปเมืองบลัวส์ควรแวะร้านนี้
 ปัจจุบันปราสาทเมืองบลัวส์อยู่ในการดูแลของรัฐบาลท้องถิ่นเมืองบลัวส์ ตอนที่ผมไปนั้นเสียค่าเข้า 7 ยูโร การเดินทางสนามบินที่ใกล้ที่สุดคือปารีส แล้วไปโดยทางรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง หรือโดยรถไฟ Austerlitz  ถ้าจะไปโดยรถด่วนเตเจเว่ (TGV) ต้องไปลงที่เมืองตูรส์ แล้วต่อรถอีกประมาณ 40 นาที

 แล้วอยู่ที่นี่สักหลาย ๆ วัน  ชมปราสาท อิ่มอาหารและไวน์ แสนอร่อย...

Tags : บลัวส์... ในหนึ่งเสี้ยวประวัติศาสตร์ไทย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ไวน์ยอด บรั่นดีเยี่ยม สุดยอดมหาราชวัง แนวแฟร์ชั่นระดับโลก ฯลฯ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement