สภาพถนนที่ดีและต้นไม้ร่มรื่นชื่นตา ตลอดสองฝากถนนสาย 2112 ทำให้ระยะทางราว 20 กิโลเมตร จากอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
ถึงปากทางเข้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแต้ม หน่วยที่ 1 (สร้อยสวรรค์) ใช้เวลาไม่มาก
แต่หลังหักพวงมาลัยรถเลี้ยวขวาตามป้ายบอกทางเข้าไปยังตัวหน่วยพิทักษ์ฯ เท่านั้นเอง สภาพถนนเริ่มขรุขระและเป็นถนนลูกรังในบางช่วงที่ผ่านกลางหมู่บ้าน ควรชะลอความเร็วเพราะอยู่ในเขตชุมชน ความช้าของจังหวะล้อที่เคลื่อน เปิดโอกาสให้ได้พบเห็นชีวิตผู้คนซึ่งเป็นดั่งเจ้าบ้าน
การได้เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันไปมาระหว่างใต้ถุนบ้านที่อยู่ติดๆ กัน ภาพวงสนทนาที่ร้านน้ำแข็งไสของผู้ใหญ่วัยกลางคน กระทั่งชายชราที่ถอดเสื้อ มีผ้าขาวม้าพาดบ่ายืนหลบรถของพวกเราจนขาข้างหนึ่งย่ำเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง...
เหล่านี้เป็นภาพที่เห็นได้จากการขับรถอย่างเคารพความเป็นชุมชน และทั้งหมดมองได้(ชัด)จากความไม่เร่งรีบเท่านั้น
นักท่องเที่ยวที่เสียค่าบริการมาจากผาแต้มแล้ว แค่แสดงบัตรให้เจ้าหน้าที่ดูก็สามารถผ่านเข้าไปยัง น้ำตกสร้อยสวรรค์ ได้เลย
ทางเดินในช่วงแรกเป็นทางราบที่แม้ในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวเช่นนี้ก็ยังพอมีดอกไม้ให้แวะชมระหว่างทาง แม้จะไม่ละลานตาเต็มลานกว้าง แต่ความงามของทั้ง แดงอุบล และ หยาดน้ำค้าง ก็หาได้ลดลงในยามยืนต้นชูช่อบนผืนดินไม่ไกลต้นทางน้ำตก
ก่อนถึง... ทางลงค่อนข้างสูงชัน แต่มีราวบันไดไว้ให้จับ จึงไม่ยากเกินไปกับเสียงน้ำตกดังที่ยินเสียงใกล้เข้ามา
ทั้งสายน้ำที่ทิ้งตัวกระทบลานหิน กระเซ็นเป็นละอองน้ำไปรอบทิศทาง กับทางน้ำที่ไหลลดหลั่นตามแนวขั้นบันได มีจังหวะทั้งเร่งและผ่อนชะลอก่อนถึงลานหินเบื้องล่าง
สายน้ำทั้งสองมาบรรจบกันก่อนไหลลงสู่ปลายน้ำ -แม่น้ำโขง- ชื่อสร้อยสวรรค์มีที่มาจากการที่สองสายน้ำมาเชื่อมคล้องกันเช่นสายสร้อยนั่นเอง
ผมมีโอกาสสบตากับสายน้ำตกที่ทิ้งตัวเป็นแนวขั้นบันไดก่อน ซึ่งมีต้นน้ำอันเกิดจาก ห้วยสร้อย แม้อยู่ไกลตากว่าก็ตาม ส่วนสายน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาตามแนวดิ่งหน้าผา 90 อาศานั้นมีต้นน้ำอันเกิดจาก ห้วยสะหนม ซึ่งต้องเดินเข้าไปให้ใกล้จึงจะเห็นชัดเนื่องจากมีแนวต้นไม้บังอยู่
ด้วยความสูง 50-90 เมตร ความกว้างราว 30 เมตร นี่คือความพิเศษโดยแท้ที่สรรค์สร้างมาจากตาน้ำบนลานผาสูงก่อนคืนสู่มหานทีแม่น้ำโขง และหมุนเวียนแปรสลับในวงวัฏหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตมานานนับแต่ครั้งโบราณกาล
ระหว่างทางเชื่อมโยงโขงสองฝั่ง
ตามทางหลวงหมายเลข 2112 สุดเขตอุบลราชธานีที่ อ.เขมราฐ เพื่อจับเส้นทางหลวงหมายเลข 2242 ที่จะเชื่อมกับ 2034 อันเป็นทางหลวงเส้นที่เลียบชิดแม่น้ำโขงที่สุด ตั้งแต่เข้าเขต อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และต่อเนื่องจนเข้าสู่เขต จ.มุกดาหาร ในที่สุด
เข้าเขตเมืองปัญหาที่มักยากหลีกเลี่ยงคือไฟจราจร บ่อยครั้งทำให้รถทั้งสามคันในคณะของเราพลัดหลงกัน ถนนซอกซอยในตัวจังหวัดก็เช่นกันที่มักเป็นทางเลือกที่ไม่ง่ายในการตัดสินใจ
ที่มุกดาหารก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จนเมื่อพ้นเขตชุมชนออกมา การจอดรอจึงเป็นทางออกที่ผมตัดสินใจร่วมกับโชเฟอร์รถนำขบวน และช่างเป็นความบังเอิญอันแสนโชคดีที่จุดจอดรถข้างถนนของพวกเราเดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็เห็นแม่น้ำโขงเต็มตา แม้จะเป็นมุมมองในเขตเมืองที่มองไปซ้ายขวาเห็นแต่ร้านอาหารก็ตาม
ลมแม่น้ำพัดแรงพอสมควร เสียงใบต้นกล้วยริ่มตลิ่ง(สูง)ข้างร้านอาหารแห่งนั้นดังชัดเจน มองไปเห็นทางยาวตลอดใบแตกเป็นริ้วลู่ลม
ตลิ่งด้านล่างนอกจากเรือหาปลาของชาวบ้านแล้ว ผมเห็นเรือลาดตระเวนของตำรวจน้ำจอดอยู่ข้างบ้านพักที่ปลูกไว้บนแพอย่างมาตรฐาน ถ้าเข้าใจไม่ผิดคงเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่
ไกลออกไปกลางลำน้ำกว้าง มีแก่งที่วางตัวขนานทางน้ำอยู่ พยายามมองเพ่งดูก็ไม่เห็นทั้งสิ่งปลูกสร้างและความเคลื่อนไหวของผู้คน คงมีแต่พุ่มไม้ท่ามกลางหย่อมหญ้าสีเขียวกลางเปลวแดดช่วงบ่ายคล้อยเย็น
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือบางอย่างที่พาดแนวขวางทางน้ำ เชื่อมสองแนวดินเข้าไว้ด้วยกัน ผมมองเห็นอยู่ไกลๆ และกำลังจะออกเดินทางเพื่อไปมองใกล้ๆ ให้ชัดพร้อมๆ กับคณะของเราอีกสองคันที่ตามมาสมทบแล้ว
ระดับน้ำที่ลดลงเห็นได้จากคราบที่เกาะจับอยู่ที่ตอหม้อของ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างมุกดาหารของไทยเรากับ แขวงสุวรรณเขต ของประเทศลาว ให้สามารถไปมาค้าขายกันได้สะดวกกว่ายุคเก่าก่อน
ภาพบ้านเรือนที่มองเห็นจากฝั่งของเพื่อนบ้านดูแล้วไม่ต่างจากฝั่งบ้านเรามากนัก จะมีก็เพียงความเขียวครึ้มของต้นไม้น้อยใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดปิดบังความจริงเบื้องหน้าได้
นอกจากดูชื่นตาแล้ว ยังแอบชื่นใจในการเห็นคุณค่าของฝั่งสุวรรณเขตจริงๆ ต้นไม้อยู่ได้กับทุกชุมชนไม่มีข้อยกเว้นใด นอกเสียจากว่าคนจะสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง
ภาพสุดท้ายของแม่น้ำโขงผมเห็นคนหาปลาช่วงน้ำลดขมีขมันกับการงานของตนเองอยู่ไม่ไกลตลิ่ง ขณะที่ไกลออกไป เรือดูดทรายจอดนิ่ง แม้ว่าจะกำลังเร่งดูดทรายแม่น้ำอยู่อย่างเต็มกำลังก็ตาม แต่จากสายตาของผมดูยังไงก็ไม่เห็นท่วงท่าอันเป็นหนึ่งเดียวกับแม่น้ำ ซึ่งต่างจากความรู้สึกยามมองดูคนหาปลา...
ถนนเลียบแม่น้ำที่คณะของเราเดินทางทวนทางน้ำมาตลอดนับจากโขงเจียม บัดนี้กำลังฉีกตัวเข้ามาในแผ่นดิน โดยเฉพาะบนทางหลวงสาย 212 ที่เริ่มต้นจากตัวเมืองมุกดาหารจนเข้าสู่เขต อ.หว้านใหญ่
ปลายทางของทริปนี้อยู่ที่อำเภอแรกของ จ.นครพนม ด้านที่ติดต่อกับ จ.มุกดาหาร ซึ่งไม่น่าเกินหนึ่งชั่วโมงสำหรับการเดินทางที่มีจุดหมายยังศาสนสถานอันสำคัญยิ่งของแผ่นดินอีสาน ซึ่งว่ากันว่าเป็นอีกสะพานเชื่อมหนึ่งของพี่น้องสองฝั่งโขงที่ดำรงคงมั่นมานับนานเกินกว่าอายุของสะพานแห่งใด
สูงตระหง่านนำทางสายตาให้มองตามมาจนลอดซุ้มทางเข้าไปยังลานจอดรถของ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร แม้ว่าเป็นช่วงเย็นแล้วก็ตามแต่ภาพผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศเพื่อสักการบูชา พระธาตุพนม ดูราวกับว่าเวลาไม่ใช่เงื่อนไข
พระธาตุพนมเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยม วัดโดยรอบได้ 49.36 เมตร สูงจากพื้นดินถึงยอดฉัตร 57เมตร แบ่งเป็น 4 ตอนตามแนวตั้ง คือ ตอนที่ 1 และ 2 เป็นรูปปรางค์มีซุ้มทั้งสี่ด้าน มีรูปลายสลักอิฐเป็น รูปก้านขด และ รูปกษัตริย์โบราณ ซึ่งทั้งสองตอนนี้เป็นของโบราณ โดยเฉพาะอิฐแดงเป็นของโบราณแท้ ส่วนที่ฉาบปูนโบกไว้เป็นของที่ซ่อมแซมในภายหลัง
ถัดไปเป็น บัวคว่ำ และ บัวปากระฆัง ตอนที่ 3 คือ ตัวระฆัง และส่วนบนสุดตอนที่ 4 เป็น ยอดฉัตร แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่พิจารณาเทียบเคียงจากงานศิลปกรรมที่ปรากฏบนองค์พระธาตุทั้งขอม ทวาราวดี และจาม จึงพอสันนิษฐานว่าสร้างมาไม่ต่ำกว่า 1,500 ปี
ขณะที่แสงของวันเริ่มสลัวราง แต่มิอาจบดบังภาพจริงเบื้องหน้าได้แม้เพียงน้อย ด้วยความจริงที่ดำรงอยู่ไม่เคยถูกกลบลบกลืนด้วยเพียงแค่การมาย่ำเยือนของราตรีกาล
ผมกำลังจะเดินออกมาทางประตูข้างวิหารคด แต่แล้วก็ต้องหยุดด้วยความสนใจ เมื่อเห็นชายวัยกลางคนทั้งคู่กำลังนั่งสลักแผ่นไม้อยู่อย่างไม่สนใจต่อเงื่อนไขของเวลา สอบถามจึงได้ความว่ากำลังแกะสลัก บานประตูวิหารคดด้านตะวันตก อยู่
ด้วยมืองานของคนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่สืบพระพุทธศาสนาในอีกทางหนึ่ง เพื่อรอเปิดรับพี่น้องทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งลาว ที่ต่างมอบความเคารพศรัทธาต่อพระธาตุพนม นี่คือสะพานมิตรภาพถาวรโดยแท้ของคนสองฝั่งโขง
และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่กำลังมองภาพรอบตัวจากบนสะพานเวลา ขณะที่รถกำลังจะพ้นจาก อ.ธาตุพนม ผมบอกกับตัวเองในใจว่า....
ทริปนี้ถึงแล้วซึ่งความตั้งใจ
Tags : เลียบแนวเลาะทางแนบน้ำโขง





