อากาศช่วงปลายเดือนมีนาคม ย่างเข้าต้นเดือนเมษายนบนเกาะ 'ภูเก็ต' อาจไม่ถึงกับร้อนระอุมากนัก เพราะมีฝนตกโปรยปรายลงมา
สร้างความสดชื่นให้กับแผ่นดินเจ้าของสมญานาม 'ไข่มุกอันดามัน' อยู่ไม่ขาด
แต่สำหรับการเดินทางไปภูเก็ตของ 'กลุ่มสห+ภาพ' (Foto United) นำโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ และธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีชื่อดัง พร้อมด้วยช่างภาพมืออาชีพกว่า 40 ชีวิต เพื่อไปบันทึกภาพแห่งประวัติศาสตร์บนเกาะภูเก็ตนั้น คงไม่ปรารถนาให้ฝนตกในวันออกตระเวนถ่ายภาพเป็นแน่ เพราะนั่นคืออุปสรรคสำคัญของนักถ่ายภาพเลยทีเดียว
บังเอิญว่าเมื่อคืนก่อนหน้านี้ฝนได้ตกลงมาห่าใหญ่ วันนี้จึงนับว่าเป็นความโชคดีอยู่ไม่น้อย
กิจกรรม 'โพท้องท่องภูเก็ต' (One Day in My Beloved PHUKET) ของกลุ่มสห+ภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นการนำช่างภาพมืออาชีพและผู้มีใจรักการถ่ายภาพกว่า 40 ชีวิต โดยออกแบ่งเป็น 4 กลุ่มแล้วนั่ง 'รถโพท้อง' หรือ 'รถสองแถว' ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต ออกตระเวนถ่ายภาพเกาะภูเก็ตหลากหลายแง่มุมภายใน 1 วัน คือวันที่ 27 มีนาคม
ทั้งในแง่สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณี ธรรมชาติและหาดทราย และป่าเขาลำเนาไพร เพื่อนำไปจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายสัญจรชุด 'โพท้องท่องภูเก็ต' ซึ่งจัดแสดงผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้วระหว่างวันที่ 29 มีนาคมถึง 28 เมษายนที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
หาดป่าคลอกหยอกกับแสงอรุณ
เนื่องจากโรงแรมที่พักอยู่กลางใจเมืองภูเก็ต เมื่อจะไปเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าจึงต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสามและออกจากโรงแรมประมาณตีสี่กว่าๆ เพื่อนั่งรถโพท้องไป หาดป่าคลอก อันเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ขณะไปถึงฟ้ายังมืดสนิทต้องใช้ไฟฉายส่องนำทางกันทีเดียว เสียงพูดคุยกันงึมงำ แต่ละคนต่างตั้งขากล้องเพื่อรอจังหวะกดชัตเตอร์เก็บภาพพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากเหนือผืนน้ำทะเล
การรอคอยอยู่ในความมืดมิดเนิ่นนาน แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนตั้งตารอคอยเริ่มปรากฏแสงแดงระเรื่อฝ่าความดำมืดด้านทิศตะวันออก ช่างภาพแต่คนเริ่มลั่นชัตเตอร์กันระนาวเพื่อเก็บภาพด้วยสมาธิแน่วแน่ เพียงไม่นานแสงแดงระเรื่อเริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีทองจัดจ้านขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดพระอาทิตย์เริ่มโผล่เหนือขอบฟ้าสีทองแสงต้องกลุ่มเมฆตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ยิ่งขลับให้เจ้าแห่งกาลเวลาดูสง่าและงดงามยิ่งขึ้น
แต่ละคนตั้งใจเก็บภาพกันอย่างขะมักเขม้นเพราะช่วงเวลาแห่งความงดงามมักแสนสั้นเสมอ ความรู้สึกเหมือนเพียงแค่อึดใจเดียวจากแสงเรื่อเรืองงดงามกลายเป็นแผดจ้าแผ่อำนาจขึ้นมาสูงโด่งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้ไม่มีใครอยากจะไปสนใจใยดีมันอีกแล้ว
หาดป่าคลอกเป็นหาดเลนทำให้นักท่องเที่ยวไม่นิยมมาเล่นน้ำทะเล ด้วยมีป้ายห้ามจับปูลมบริเวณชายหาด ทำให้เห็นร่องรอยปูขุดรูเต็มชายหาดไปหมด เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นสูงโด่งแล้วทุกคนต่างเดินชมชายหาดเพื่อซึมซับบรรยากาศยามเช้าอันแสนบริสุทธิ์ โชคดีอาจได้เห็นปูตัวเป็นๆ ออกมาเดินอวดโฉมให้สุนัขอัธยาศัยดี ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนได้หยอกเล่นเหมือนคุ้นเคย ก่อนเจ้าปูทะเลจะทำเป็นวิ่งสับขาหลอกลงทะเลไปฉิบ ทิ้งให้เจ้าตูบยืนจ้องอยู่บนชายหาดอย่างลังเล
จากนั้นสารถีโพท้องพาท่องต่อไปยัง คลองบางโรง เพื่อชมป่าชายเลนและสัมผัสวิถีชาวประมงชุมชนบ้านบางโรง ท่าเรือบางโรงมีทั้งเรือนำเที่ยวและเรือบรรทุกสินค้าหลายชนิดข้ามไปยังฝั่งพม่า ลูกเรือขนย้ายสินค้าขึ้นฝั่งและลงเรือกันอย่างแคล่วคล่อง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสัญจรบ้างประปราย เด็กและผู้หญิงมุสลิมยังคงนั่งชมรายโทรทัศน์อย่างไม่ค่อยใส่ใจกับคนแปลกหน้าเท่าใดนัก
นอกจากนี้ยังตระเวนแบกกล้องไปถ่ายตามที่ต่างๆ อาทิเช่น ศูนย์ศึกษาธรรมชาติท่าฉัตรไชย แหล่งศึกษาความหลากหลายของป่าชายเลนบนสะพานไม้ทอดยาวกว่า 600 เมตร และไปถ่ายภาพน้ำทะเลสีเขียวมรกตโดยมีฉากหลังเป็น สะพานสารสิน พาดผ่านเชื่อมแผ่นดิน บริเวณริมหาดไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน จะมีเพียงเรือประมงจอดเทียบอยู่ชายฝั่งและมีเด็กๆ เล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน
ตะวันลับฟ้า แหลมพรหมเทพ
บ่ายแก่ๆ พวกเรานั่งรถโพท้องตระเวนไปชมหาดต่างๆ อาทิเช่น หาดในหาน เป็นหาดทรายขาว ด้านหลังของชายหาดเป็นบึง ชาวบ้านเรียกว่าหนองหาน ระหว่างทะเลและบึงมีเพียงหาดทรายของหาดในหานขวางกั้นอยู่เท่านั้น ถ้าเป็นช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมคลื่นจะแรงมาก หาดนี้ค่อนข้างคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
เป้าหมายต่อไปเป็นจุดชมวิวหน้าสำนักสงฆ์แหลมพรหมเทพ เพื่อรอชมความงดงามเวลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
แหลมพรหมเทพ นับเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดอีกจุดหนึ่งของเกาะภูเก็ต อยู่ตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต จากริมหน้าผามีแนวต้นตาลลาดลงสู่ปลายแหลมที่เป็นโขดหินลดหลั่นกันลงไปสู่ทะเล สามารถเดินไปจนถึงปลายแหลมได้ จะมองเห็นน้ำทะเลสีเขียวมรกตและสามารถเห็นเกาะแก้วอยู่ด้านหน้าแหลม ด้านขวาจะเห็นแนวหาดทรายของหาดในหาน และยังมีประภาคารกาญจนาภิเษกแหลมพรหมเทพเป็นเครื่องหมายในการเดินเรืออีกด้วย
การรอคอยดูเหมือนนานแสนนาน เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงช่างภาพแต่ละคนเริ่มตั้งกล้องเตรียมพร้อมลั่นชัตเตอร์ และเวลานั้นก็มาถึงในที่สุด ผืนทะเลสีน้ำเงินเข้มต้องแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นระยับ เวลาประมาณหกโมงเย็นสิบห้านาที ตะวันเริ่มค่อยๆ อ่อนแรงและทิ้งตัวดิ่งลงไปกลางมหาสมุทรและหายวับไปกับตาในเวลาหกโมงสี่สิบนาที
ช่วงระยะเวลาเพียงแค่สิบกว่านาทีดูเหมือนแสนสั้นจริงๆ เมื่อพระอาทิตย์วูบหายไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น แม้จะยังคงทิ้งร่องรอยของการจากไป จนกระทั่งมืดสนิทและดาวเริ่มส่องแสงระยับเข้ามาแทน คราวนี้ยุงตัวเป้งเริ่มชุมแล้วสิ
ย่ำดงชิโน-โปรตุกีส
ถ้าหากมีโอกาสได้มาภูเก็ตควรจะไปเดินย่านถนนภูเก็ต ถนนพังงา ถนนกระบี่ และถนนถลาง เพราะบางทีอาจทำให้กำลังคิดฝันไปว่ากำลังเดินอยู่ใน 'ดงผู้ดี' แต่จริงๆ มันคือย่านตึกเก่า สถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส หรือมาจากคำว่า Chino-Portuguese เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกในแหลมมลายูในยุคสมัยแห่งจักรวรรดินิยมของตะวันตก ราวปี 2054 สามารถพบเห็นได้ในเมืองมะละกา เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือมาเก๊า รวมไปถึงประเทศไทยด้วย
เนื่องจากชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าบริเวณเมืองท่ามะละกาและได้นำเอาศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ และได้สร้างบ้านและสถาปัตยกรรมตามรูปแบบของตน ซึ่งช่างชาวจีนได้นำผังการก่อสร้างไปดำเนินการ แต่ลักษณะของสถาปัตยกรรมได้เพี้ยนไปจากเดิมโดยช่างชาวจีนได้ตกแต่งลวดลายสัญลักษณ์รวมถึงลักษณะรูปแบบบางส่วนของตัวอาคารตามคติความเชื่อของจีน เกิดการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมโปรตุเกสและจีน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นท่ามกลางสังคมของกลุ่มชน 3 เชื้อชาติ อันได้แก่ โปรตุเกส จีน และมาเลย์
ความเป็นเอกลักษณ์ของตึกเก่าทำให้แต่ละคนเดินไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งถ้าเดินตอนเย็นๆ สักหน่อยจะได้อารมณ์ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกทั้งร้านอาหารดั้งเดิมหรือจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับมีหนังสือหลากหลายให้เลือกอ่าน
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว (Phuket Thaihua Museum) ที่รวมรวมประวัติและเรื่องราวของชาวจีนฮกเกี้ยนไว้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งน่าเข้าไปเยี่ยมชมมากทีเดียว เดิมตัวอาคารนี้เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งชาวจีนฮกเกี้ยนบรรพบุรุษชาวจีนรุ่นแรกที่อพยพมาอยู่ที่ภูเก็ตได้ร่วมกันตั้งขึ้น ปัจจุบันยังใช้เป็นห้องเรียนภาษาจีน และจัดนิทรรศการต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านศิลปะและวัฒนธรรม และยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายสัญจรชุด 'โพท้องท่องภูเก็ต' อีกด้วย
ช่างภาพบอกเล่าเรื่องราว
หลังจากตระเวนถ่ายภาพกันทั้งวันจนเย็นย่ำแล้ว ต่อไปเป็นการคัดเลือกภาพเพื่อนำมา จัดนิทรรศการภาพถ่ายสัญจรชุด 'โพท้องท่องภูเก็ต' โดย ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีและนักถ่ายภาพชั้นครู พูดถึงภาพที่ตั้งชื่อว่า 'เรือนอร่าม' ซึ่งเป็นคฤหาสน์พระอร่ามสาครเขต (สำนักงานการบินไทย ภูเก็ต) ว่า "คฤหาสน์เก่าแก่ร่วมศตวรรษของอดีตนายเหมือง ผู้มีส่วนร่วมสร้างความรุ่งเรืองให้เมืองภูเก็ต ยังได้รับการอนุรักษ์รูปทรงสถาปัตยกรรมแบบ 'ชิโน-โปรตุกีส' ไว้อย่างดี ในฐานะที่เป็นบริษัทการบินไทย สำนักงานภูเก็ต จวบจนปัจจุบัน
แสงแดดยามบ่ายวันนั้น หนุนส่งให้ความสง่างามของคฤหาสน์เปล่งประกาย ด้วยเส้นสาย สีสัน และแสงเงา รวมถึงเรื่องราวของลวดลายปูนปั้นศิลปะ 'บาโรก' อันกระจุ๋มกระจิ๋มด้วยพรรณพฤกษาและสรรพสัตว์ หยดนิดแต้มน้อยอยู่ตามหัวเสาที่ม้วนเป็นก้นหอยสไตล์ 'ไอโอนิก' ของกรีกแสนคลาสสิก เย้ายวนชวนเชิญให้กดชัตเตอร์บันทึกภาพไว้โดยพลัน"
ขณะที่ ดร.กนกรัตน์ ยศไกร อาจารย์นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เล่าถึงภาพที่ตั้งชื่อว่า 'ความสัมพันธ์แม่-ลูก' ว่า "เป็นภาพชุมชนริมสะพานสารสิน มีอาชีพทำปลาหมึกตากแห้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวชาวพม่า เบื้องหลังความคิดภาพนี้ คือบทบาทของผู้หญิงที่เป็นทั้งคนที่หารายได้ให้ครอบครัว อีกทั้งยังมีบทบาทที่สำคัญ คือ การเป็นแม่ของลูก จากภาพจะเห็นผู้หญิงได้ทำบทบาททั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน สมัยก่อนมีคำพูดว่า 'ดาบก็แกว่ง เปลก็ไกว' สมัยนี้ต้องพูดว่ามือขวาก็ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มือซ้ายก็คอยกล่อมลูกให้นอนเปล นี่แหละ 'พลังสตรี สร้างสรรค์โลกได้'.."
ด้าน สุนันท์ คุณาการไพบูลย์ศิริ ช่างภาพอิสระและช่างภาพมือรางวัล บอกเล่าถึงภาพที่ตั้งชื่อว่า 'เฝ้านาย' ว่า "แสงที่สาดส่องลงมายังร่างกายที่ปราศจากเสื้อของคุณลุงไชยา ชันมา แม้จะเป็นเพียงแสงประดิษฐ์จากไฟในบ้านและกองไฟที่คอยเผากระบอกข้าวหลาม ที่แสนจะได้อารมณ์กับบรรยากาศยามย่ำรุ่งที่บ้านหินรุ่ย ในขณะนั่งเหลากระบอกข้าวหลาม โดยมีเจ้าไข่ดาวสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลคอยนั่งเฝ้ามองการทำงานของเจ้านาย เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเก็บอารมณ์ของภาพมุมนี้มา ด้วยความที่ช่างเหมือนเจ้ามิวมิวสาวน้อยไซบีเรียนฮัสกี้ของฉันที่มักนั่งเฝ้าเวลาฉันนั่งทำงาน"
ส่วนช่างภาพ กฤษณะ บุญเทียน บรรยายความรู้สึกถึงภาพชื่อ 'ทะเลกำลังพักผ่อน' ของเขาว่า "ทะเลที่ผมได้สัมผัสในช่วงเวลานั้น เป็นทะเลที่สงบ เป็นภาพที่ตรงกับภาพที่อยู่ในใจ นักท่องเที่ยวได้กลับมาชื่นชมทะเลด้วยความรู้สึกสบายๆ อีกครั้ง หลังจากที่ได้พบกับปรากฏการณ์เลวร้าย...สึนามิ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่รู้ว่าทะเลแห่งนี้จะสงบได้อีกนานสักเท่าไหร่ เพียงแต่ ณ วันนี้...ทะเลกำลังพักผ่อน"
แต่ละภาพนอกจากจะสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ของผู้กดชัตเตอร์แล้ว ภาพเหล่านี้ยังช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยว อยากเดินทางมา สัมผัสความงดงามของสถานที่นั้นๆ ได้เสมอ
Tags : ภูเก็ต • ไข่มุกอันดามัน





