แม่น้ำเหืองกับเรื่องเล่าของพ่อเฒ่าคนหาปลา : สายน้ำแห่งชีวิตหมายเลข ๒
แดดยามบ่ายใกล้เที่ยงร้อนเปรี้ยงปานหัวจะแตก
พระพุทธรูปปางห้ามญาติโดดเด่นอยู่บน ภูคกงิ้ว จากจุดนี้มองลงไปจะเห็นแม่น้ำโขงทั้งสายไหลเรื่อยเป็นโค้งครึ่งวงกลมจากชายแดนลาวเข้าสู่ประเทศไทย
เลยจากภูคกงิ้วลงไปมีหมู่บ้านชื่อ บ้านท่าดีหมี หมู่บ้านแห่งนี้มีแม่น้ำกั้นพรมแดนถึงสองสายไหลผ่านคือ แม่น้ำเหืองกับแม่น้ำโขง ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเหืองในอดีตเคยเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของคนเชียงคานก่อนที่จะอพยพไปตั้งบ้านเรือนตรงจุดที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
'บ้านท่าดีหมี'ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเหือง ส่วนฝั่งซ้ายเป็น บ้านเวินคำ แขวงไซยะบุรี และฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็น บ้านดอนวาด บ้านท่าดีหมีอยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานราว ๒๕ กิโลเมตร
แม่น้ำเหืองมีต้นกำเนิดจาก ภูเมี่ยง ในประเทศลาวไหลเป็นเส้นแบ่งพรมแดนลาว-ไทยที่อำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย อำเภอท่าลี่ และอำเภอเชียงคานรวมความยาวทั้งสิ้นจากต้นน้ำจนถึงปลาย ๑๔๐ กิโลเมตร ในส่วนที่ไหลเป็นเส้นแบ่งพรมแดนลาว-ไทย ๕๐ กิโลเมตร และอยู่ในเขตประเทศลาวอีก ๑๑๐ กิโลเมตร
การใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเหืองของชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค และในช่วงหน้าแล้งก็อาศัยน้ำจากแม่น้ำเหืองรดพืชผักที่ปลูกไว้ตามริมตลิ่ง บางหมู่บ้านชาวบ้านก็จะหาปลาในแม่น้ำเหืองขาย ซึ่งปลาส่วนมากจะเป็นปลาที่อพยพขึ้นมาจากแม่น้ำโขง
พ่อหล้า โพธิ์ชัย พรานปลา วัย ๖๘ ปี บ้านท่าดีหมีเล่าให้ฟังว่า “หมู่บ้านนี้เรียกว่าบ้านท่าดีหมี เลยหมู่บ้านไปตรงข้างล่างที่มันเว้าเข้าไปในริมฝั่งเรียกว่า 'คกงิ้ว' บนภูที่มีพระใหญ่ก็เลยเรียกว่า 'ภูคกงิ้ว' ส่วนบ้านที่อยู่ตรงข้ามฝั่งซ้ายแม่น้ำเหืองเรียกว่า บ้านเวินคำ -เวิน ในภาษาอีสานหมายถึงส่วนของแม่น้ำที่ไหลเข้าไปในริมฝั่งและไหลโค้งหมุนวนเป็นวงกว้าง- โดยทั่วไปตรงที่เรียกว่า 'เวิน' น้ำจะไหลหมุนวน ในช่วงน้ำใหญ่จะมีบริเวณกว้าง แต่ถ้าในช่วงหน้าแล้ง 'เวิน' จะแคบ เวินในทางอีสานมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันกับกว๊านในทางภาคเหนือ”
"พ่อหาปลามาตั้งแต่เป็นเด็ก เคยเห็นคนหาปลาจับ ปลาเลิม น้ำหนักเป็นแสนได้ (ประมาณ ๑๐๐ กว่ากิโลกรัม) อาชีพหลักก็ทำการเกษตร แต่ตอนนี้ทำไม่ไหวก็มาหาปลาขาย รายได้บางส่วนจึงมาจากการหาปลาเป็นหลัก ช่วงที่ได้ปลาเยอะคือเดือนเมษายน เพราะช่วงนี้ปลาจะขึ้นมามาก แต่ ๓ ปีมานี้หาปลาไม่ค่อยได้ เพราะน้ำขึ้นๆ ลงๆ ๓ วันขึ้น ๔ วันลง ก็เลยหาปลาไม่ค่อยได้ สมัยก่อนที่ลาวจะเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เคยเข้าไปหาปลาในประเทศลาว แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองช่วงปี ๑๘ ก็ไปหาปลาในเขตลาวไม่ได้แล้ว"
แม่น้ำโขงเปลี่ยนไปมาก ดอนทรายที่เป็นอยู่ทางฝั่งลาวนั้นก็เกิดขึ้นมาใหม่ แต่ก่อนไม่มี น้ำเปลี่ยนทิศทาง ดอนก็เลยเกิด ส่วนมากตามดอน ตามแก่ง ชาวบ้านก็จะใส่ ดาง (มอง-ตาข่าย) เอาไว้ ถ้าใส่ไว้ตอนเย็นตอนเช้าก็จะมา 'ยาม' (มาเก็บกู้เพื่อดูว่ามีปลาติดหรือเปล่า) ส่วนพ่อหล้า โพธิ์ชัย ใส่ จั่น (ไซลั่น) ไว้หลายอัน สมัยก่อนชาวบ้านจับปลาเลิมใช้เบ็ดน้ำเต้า แต่ตอนนี้ไม่มีคนใช้แล้ว ปลาเลิมไม่ค่อยมีเหมือนเมื่อก่อน น้ำเหืองช่วงเดือนนี้มันจะแห้ง แต่ไหลเร็ว คนหาปลาบางคนก็ใส่ฟดกุ้งเอาไว้ในน้ำ เป็นคืนพอพรุ่งนี้ก็ค่อนมา'ยาม'เอา
อย่าง ไก ทางภาคเหนือ คนทางนี้เรียก ไคร หรือ เทา ถ้ายังไม่แก่คือยังเส้นไม่ยาวเรียก 'เทา' พอเส้นยาวก็เรียก 'ไคร' คนหาปลาบางคนก็ไหลดาง บางคนก็ใส่เบ็ด บางคนก็ใส่ดางค้างคืนเอาไว้ คนบ้านท่าดีหมีก็หาอยู่หากินทั้งสองน้ำคือน้ำเหืองกับน้ำโขง
เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง พ่อหล้า โพธิ์ชัย กล่าวว่า "ไทบ้านทั้งคนไทยเฮาและคนลาวอาศัยบริเวณปากน้ำเหืองนี้ในการหาปลาเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นบริเวณที่ปลาชอบอยู่ เป็นช่วงที่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง จึงเป็นแหล่งหาอยู่หากินของปลาหลากหลายชนิด ที่ไทบ้านใช้หาปลามาหลายชั่วอายุคนแล้ว โดยใช้มอง ไซลั่น กะตั้ม เบ็ด ในการหาปลามาโดยตลอด เมื่อก่อนปลาเยอะมาก อยากกินปลาก็ตั้งหม้อน้ำไว้รอ แล้วลงมากู้เครื่องมือหาปลาที่ใส่ไว้ก็มีกับข้าวกินกันสบาย"
แม่น้ำโขงเริ่มขึ้นลงผิดปกติมา ๒-๓ ปีมานี้ จะขึ้นอยู่ ๓-๕ วัน แล้วก็ลงไปอีก ๓-๕ วัน เป็นอย่างนี้ตลอด ต่างจากเมื่อก่อนที่น้ำขึ้นลงตามฤดูกาล เมื่อถึงฤดูน้ำมากน้ำก็จะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงฤดูน้ำลด น้ำก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่น้ำอยู่ทุกปีไม่ขึ้นมาอย่างเช่นทุกวันนี้ บ้านท่าดีหมีนี้มีเรือหาปลาอยู่ประมาณ ๒๐ ลำ จากเมื่อก่อนที่มีกันแทบทุกหลังคาเรือน
หลังจากนั่งฟังพ่อเฒ่าเล่าความเป็นมาของนามบ้านนามเมือง และเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนสองน้ำแห่งบ้านท่าดีหมี ตะวันยามบ่ายก็คล้อยค่ำลงเป็นลำดับ กล่าวลาพ่อเฒ่าเสร็จ แกก็ลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าสู่แม่น้ำเหืองที่มีน้ำอยู่เพียงครึ่งแข้ง
พ่อเฒ่าหล้าเดินลุยน้ำข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำเหืองแล้วเดินลัดเลาะไปตามริมฝั่ง เพื่อข้ามน้ำกลับมายังฟังไทยในจุดที่แม่น้ำไม่ลึกมากเพื่อเดินทางกลับคืนสู่บ้าน
แต่ก่อนจะข้ามน้ำไปยังอีกฝั่งแกบอกว่า นี่เป็นทางลัดที่จะกลับบ้านได้เร็วกว่าการเดินขึ้นไปบนภู
คงไม่ต้องอธิบายว่าสายสัมพันธ์ของผู้คนสองแผ่นดินในถิ่นนี้แน่นแฟ้นกันเพียงใด แม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว แม่น้ำจะเป็นพรมแดนแผ่นดินที่ขวางกั้นผู้คนด้วยกรอบคิดเรื่องรัฐชาติก็ตามที
แม่น้ำเลยกับคนไทเลย : สายน้ำแห่งชีวิตหมายเลข ๓
ภัท ธิดา เขียนไว้ในหนังสือ แม่โขงโพสต์ ว่า “ผู้เฒ่าบางคนเคยบอกกับฉันว่า ถ้าได้ดื่มกินน้ำในแม่น้ำเลยแล้ว จะได้กลับมาเมืองเลยอีกครั้ง” ไม่มีผู้ใดสามารถตอบและยืนยันคำกล่าวนี้ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร แต่ ภัท ธิดา ได้ยืนยันว่าหลังจากที่เขาได้ดื่มกินน้ำใน แม่น้ำเลย ในครั้งแรก ต่อมาไม่นานเขาก็ได้กลับไปเยือนแม่น้ำเลยหลายต่อหลายครั้ง
ใช่ว่าคำกล่าวเช่นนี้จะมีเฉพาะที่แม่น้ำเลย แม่น้ำหลายๆ สายล้วนมีคำกล่าวเช่นนี้คล้ายๆ กัน...
‘แม่น้ำเลย’ มีต้นกำเนิดจาก ภูก๊อกซาก ในเทือกดอยภูหลวง ตรงต้นน้ำชาวบ้านเรียกว่า ‘เลยวังไสย-ใส’ เพราะน้ำใสสะอาดมาก แม่น้ำเลยลัดเลาะไปตามหุบห้วยของดอยภูหลวงประหนึ่งพญานาคในตำนานของคนอุษาคเนย์ที่เลื้อยผ่านเชิงเขา
จากหุบห้วย แม่น้ำเลยได้ไหลลงสู่ที่ราบในเขตอำเภอภูหลวง อำเภอวังสะพุง อำเภอเมืองเลย แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บ้านคกมาด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ตรงจุดที่แม่น้ำเลยไหลบรรจบกับแม่น้ำโขง ชาวบ้านเรียกว่า ‘ปากเลย’ รวมความยาวของแม่น้ำเลยทั้งสิ้น ๒๓๑ กิโลเมตร มีพื้นที่ลุ่มน้ำ ๔,๐๑๐ ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำสาขาคือ ลำน้ำสวย ลำน้ำหมาน และลำน้ำลาย หมู่บ้านที่อยู่ติดกับแม่น้ำเลยที่ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเลยทั้งสิ้น ๗๔ หมู่บ้าน
จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีในอำเภอเชียงคานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๗ พบเครื่องมือหินกะเทาะทำมาจากหินกรวดแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ ชนิดของหินมีทั้งหินตะกอน หินอัคคีและหินแปร ลักษณะของเครื่องมือจะเป็นแบบเครื่องขุด เครื่องมือสับตัด และสะเก็ดหิน สามารถใช้กะเทาะได้ทั้งหน้าเดียวและสองหน้า
อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มชนโบราณกลุ่มแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเลย และบริเวณใกล้เคียงน่าจะเป็นชุมชนในสังคมล่าสัตว์หรือสังคมเกษตรกรรมที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ และเก็บพืชพรรณไม้เป็นอาหาร หลักฐานเครื่องมือหินดังกล่าวมีอายุประมาณ ๙,๐๐๐ ปี
นอกจากจะพบหลักฐานตามที่กล่าวมาแล้ว ในบริเวณแถบนี้ยังพบเครื่องมือหินขัด เช่น ขวานหินขัด ซึ่งพบกระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศ จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เชื่อได้ว่า ชนกลุ่มนี้อยู่ในสังคมเกษตรกรรมที่เริ่มรู้จักการเพาะปลูก โดยพืชที่ปลูกที่สำคัญได้แก่ข้าว
จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนั้นยืนยันได้ว่า ผู้คนในแถบถิ่นนี้ได้พึ่งพาแม่น้ำสายนี้มาหลายชั่วอายุคน และถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้นโดยการอิงเอาหลักฐานที่พบมาอธิบาย เราก็จะได้คำอธิบายที่ชัดเจนเพิ่มขึ้นมาอีก ว่า สังคมของผู้คนในยุคเริ่มแรกคือสังคมของการล่าสัตว์ และการเกษตร และเราก็ไม่อาจปฏิเสธต่อหลักฐานเหล่านั้นได้ว่า นอกจากจะล่าสัตว์ในป่าแล้ว การล่าสัตว์น้ำก็ย่อมเกิดขึ้น และการทำการเกษตรก็ย่อมพึ่งพาน้ำเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นการตั้งบ้านเรือนของผู้คนอันเป็นต้นธารของผู้คนไทเลยในปัจจุบันจึงตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำ
ตลอดการไหลจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผู้คนสองฝั่งน้ำได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเลยแตกต่างกันออกไป ไม่ต่างการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง และแม่น้ำเหือง
หากลองเปรียบเทียบแม่น้ำสามสายที่ไหลผ่านอำเภอเชียงคานเป็นแม่ -แม่คนนี้คงเป็นแม่ที่มีความรัก ความเอื้ออาทร ความห่วงใยให้กับลูกๆ อยู่เสมอตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน- แต่ในความรักความเอื้ออาทรของแม่นั้น ลูกๆ ได้กระทำสิ่งใดตอบแทนแม่บ้าง บางทีเรื่องนี้คงยากที่จะตอบ เพราะวันนี้แม่น้ำทั้งสามสายได้ไหลไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหยุดยั้งได้
แม้ว่าแม่ทั้งสามสายจะผ่านความเจ็บปวดประการใดก็ตาม แม่ยังคงทำหน้าที่ให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อลูกของแม่เสมอมา แต่ลูกๆ ของแม่เล่า
วันนี้พวกเราได้ทำอะไรตอบแทนแม่ของเรากันบ้าง...
Tags : เชียงคาน • เมืองแห่งแม่น้ำสามสาย



