นอกจากลูกหลานจะได้ฟังเรื่องราว ของการเกิดขึ้นของ แก่งคุดคู้ คนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้าน ยังได้บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ของคนสองฝั่งแม่น้ำ
ให้ลูกหลานได้ฟังเพิ่มเติมด้วย ในความสัมพันธ์ของคนสองฝั่งโขงนั้น พ่อบุญหนัก มามี ชาวบ้าน 'บุฮม' เล่าว่า
“บรรพบุรุษของบ้านบุฮม มาจากเมืองลาว มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีสามพี่น้อง ชื่อท้าวบุฮม ท้าวบุญฮวง และท้าวบุญเฮียว จากเมืองพวน ของลาว พากันข้ามโขงมาตามจับนกแอแล แต่จับไม่ได้จึงไม่กล้ากลับเมือง เพราะกลัวเจ้าเมืองที่ส่งให้มาจับจำลงโทษ จึงตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ำแห่งหนึ่ง ชื่อน้ำสวย เป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงอีกสายหนึ่ง และได้สร้างครอบครัวกับหญิงไทยมีลูกหลานเพิ่มขึ้น จึงแยกเมืองกันอยู่สามเมือง ตามชื่อของท้าวทั้งสาม เมืองบุฮวงและเมืองบุเฮียวอยู่ใกล้แม่น้ำสวย ส่วนเมืองบุฮมอยู่ใกล้กับปากน้ำสวยที่ไหลลงแม่น้ำโขงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์กว่าทั้งสองเมือง ดังนั้นเจ้าเมืองบุฮวงและเมืองบุเฮียวจึงพาไทบ้านมาอยู่ร่วมกันที่เมืองบุฮม ซึ่งก็คือบ้านบุฮมในปัจจุบัน ส่วนเมืองบุฮวงและเมืองบุเฮียวไทบ้านยังพบหลักฐานเป็นซากโบสถ์อยู่ในพื้นที่ไร่ของไทบ้านในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ไทบ้านเชื่อว่าเรื่องเล่าดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ไทบ้านจึงเรียกตัวเองว่า ‘ไทบุฮม’ ที่มีการใช้ภาษาบางคำเหมือนกับไทบ้านฝั่งลาวและมีการไปมาหาสู่กับมาโดยตลอดระหว่างไทบ้านบุฮมกับไทบ้านนาเพียงและบ้านนาฟ้าของประเทศลาว จนมีคำพูดติดปากไทบ้านว่า ‘กินเหล้าบ้านเฮา กินลาบบ้านเขา’ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมความสัมพันธ์อันดีของพี่น้องไทบ้านทั้งสองฝั่ง ที่ได้เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินร่วมกันมาโดยตลอดและมีคนหนุ่มสาวทั้งสองฝั่งแต่งงานสร้างครอบครัวร่วมกันก็หลายคู่”
แม่น้ำโขง: สายน้ำแห่งชีวิตหมายเลข ๑
แม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงคานเริ่มต้นขึ้นที่บริเวณ ปากแม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำโขงไหลเป็นเส้นแบ่งพรมแดนลาว-ไทยในภาคอีสาน จากนั้นแม่น้ำโขงก็ไหลเรื่อยผ่านอำเภอเชียงคาน ผ่านแก่งคุดคู้ ไปจนถึงอำเภอปากชม
แม่น้ำโขงบริเวณอำเภอเชียงคานไปจนถึงอำเภอปากชมจะเต็มไปด้วย แก่งหิน และ หาดทราย อันเป็นเสมือนของขวัญที่ธรรมชาติสร้างมาให้
ในอดีต ตามหาดทรายริมฝั่งโขงชาวบ้านจะใช้เป็นพื้นที่ปลูกฝ้าย ซึ่งถือได้ว่าฝ้ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอำเภอเชียงคาน ฝ้ายที่ได้ชาวบ้านจะนำไปทำผ้าห่ม หมอน และที่นอน
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมาที่นายทุนต่างถิ่นได้เข้ามาจับจองที่ดินริมฝั่งโขง เพื่อทำเหมืองแร่ และที่ดินบางส่วนมีการซื้อขายเปลี่ยนมือไป พื้นที่ปลูกฝ้ายอันขึ้นชื่อของอำเภอเชียงคานก็เลือนหายไปด้วย ในการทำผ้าห่ม หมอน และที่นอนที่ทำมาจากฝ้ายจึงต้องนำเข้าฝ้ายจากที่อื่นๆ
ย้อนกลับมาดูปัจจุบันแม่น้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิตหมายเลข ๑ ของคนเชียงคาน ได้ประสบภาวะวิกฤติอย่างหนัก ไม่ได้แตกต่างจากแม่น้ำโขงในเขตภาคเหนือของประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ปี ๕๑ แม่น้ำโขงได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน ไร่นา จนเสียหายเป็นจำนวนมาก
ชาวบ้านทั้งท้ายน้ำและต้นน้ำในเขตประเทศไทย ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า แม่น้ำโขงเอ่อท่วมในช่วงนี้ไม่เหมือนเหตุการณ์เมื่อ ปี ๒๕๐๙ เพราะในช่วงนั้นแม่น้ำโขงจะค่อยๆ เอ่อล้นตลิ่งเนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน แต่น้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับฝนเลยแม้แต่น้อย น้ำในน้ำสาขาของแม่น้ำโขงก็ไม่ได้เอ่อท่วม
ชาวบ้านหลายต่างตั้งข้อสังเกตว่าน้ำโขงท่วมหนักในครั้งนี้ เกิดจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีน
นอกจากน้ำจะท่วมอย่างผิดปกติแล้ว ระดับน้ำในแม่น้ำโขงยังขึ้น-ลงไม่ต่างอะไรกับน้ำทะเล ๓ วันขึ้น ๒ วันลง ซึ่งวงจรน้ำขึ้นน้ำลงในแม่น้ำโขงจะเป็น 'ช่วงเวลา' คือน้ำในแม่น้ำโขงจะเริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมมาเยือน จากนั้นก็จะเริ่มทรงตัวเมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคมและจะเริ่มลดลงอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่เดือนธันวาคม
วงจรน้ำขึ้น-ลงไม่ปกตินี้ ได้ส่งผลกระทบต่อ ระบบนิเวศของแม่น้ำ ปลาที่เคยว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ก็หลงน้ำ ไม่ว่ายขึ้นไปวางไข่ เมื่อปลาไม่ขึ้นไปวางไข่ คนหาปลาที่เฝ้ารอจับปลาในช่วงการอพยพของปลาก็จับปลาได้น้อยลง
นอกจากวงจรน้ำ-ขึ้นลงไม่เป็นปกติจะส่งผลต่อระบบนิเวศแล้ว ยังส่งผลต่อพื้นที่การทำเกษตรริมฝั่งโขงด้วย เพราะชาวบ้านที่ลงไปจับจองพื้นที่ในการทำเกษตรตามหาดทราย ดอน ที่โผล่พ้นน้ำในช่วงน้ำลดจะรู้ระยะเวลาในการลงมือเพาะปลูก
แต่ในปัจจุบันคนทำเกษตรริมโขงไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า น้ำจะมาช่วงไหน ผลผลิตที่เคยได้ก็พลอยลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน
พ่อใหญ่ บุญหนัก มามี พรานปลาวัย ๗๒ ปีบ้านบุฮมได้บอกเล่าให้ฟังว่า “พ่อหาปลาในแม่น้ำโขงมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เมื่อก่อนลงไปน้ำโขงนี่เอามือคลำไปตามพื้นก็ได้ปลาแล้ว ปลามันจะเข้าไปอยู่ตามซอกหิน โดยเฉพาะพวก ปลาแข้ นี่จะได้เยอะ สมัยก่อนปลามันเยอะตอนเช้าตื่นนอนก็ออกหาปลา บ้านเรามันอยู่ใกล้น้ำก็ต้องลงน้ำ นาเราอยู่ในน้ำ แต่ข้าวเราอยู่บนฝั่ง เราหาปลาได้ก็เอาไปแลกข้าวมากิน คนหาปลานี่มันจะรู้หมดอย่างช่วงเดือน ๓-๔ (นับเดือนแบบชาวอีสาน เดือนอ้ายหรือเดือน ๑ เริ่มนับในช่วงเดือนพฤศจิกายน) ปลาตัวเล็กอย่าง ปลาบอก ปลาหมากโมง ปลามาง จะขึ้นมา ส่วนเดือน ๖-๗ นี่ปลาใหญ่อย่าง ปลาแข้ ปลาส่วย ปลาหางแดง จะขึ้นมา แต่พอย่างเข้าเดือน ๘-๙ คนหาปลาที่มีนาก็จะไปทำนาแล้วก็วางมองไว้ พอเสร็จจากนาก็มายามมองเอาปลาไปกินแลง เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนก่อนแล้ว ถึงพ่อจะไม่ได้หาปลาแต่ก็ถามลูกหลานที่ไปหาปลา เขาบอกว่าปลาหาไม่ค่อยได้เหมือนแต่ก่อน ปลามันไม่ได้ลดลงดอก ถึงคนจะเยอะขึ้นก็จริง แต่ปลามันออกลูกเยอะกว่าคนอีก น้ำมันเปลี่ยน ปลามันก็เลยหลงน้ำอย่างที่พ่อเล่าให้ฟังนั่นแหละ”
หมายเหตุ: โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า
ตอน : แม่น้ำเหืองกับเรื่องเล่าของพ่อเฒ่าคนหาปลา: สายน้ำแห่งชีวิตหมายเลข ๒
แม่น้ำเลยกับคนไทเลย: สายน้ำแห่งชีวิตหมายเลข ๓
Tags : เชียงคาน • เมืองแห่งแม่น้ำสามสาย •




