มนุษย์ตามล่าความงาม มาตั้งแต่ยุคใดไม่ปรากฎแน่ชัด แต่การสรรค์สร้างสิ่งที่เป็นความสวยงาม ผ่านการดำเนินชีวิตมีปรากฎอยู่ในทุกสังคม
การผลิตสิ่งของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มักจะมีการสอดแทรกความงดงามลงไปด้วยเสมอ จากสิ่งของที่ไม่มีชีวิตเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ปริมณฑลของเรือนร่างที่มีชีวิต ความงามของเรือนร่างมนุษย์หลายสังคมสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเชื่อ และค่านิยม การเจาะหู เจาะจมูก การสัก การใช้ของแข็งหรือของมีคมกรีดร่างกายให้เป็นริ้วรอย แผลเป็น หรือการรัดเท้าให้มีขนาดเล็กนั้น นอกจากการให้ความหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กล่าวมาแล้ว ล้วนมีคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับความสวยงามอยู่ด้วยเสมอเช่นเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจสังเกตคือ ความงามในสังคมต่าง ๆ นั้น มีความแตกต่างกันไป อาจมีความละม้ายคล้ายคลึงกันบ้าง แต่มักแตกต่างในรายละเอียด ในทวีฟอาฟริกากลุ่มชนหลายกลุ่มวัดความสำเร็จของการอยู่รอดและความเข้มแข็งจากจำนวนสมาชิกของกลุ่ม ความงามของผู้หญิงจึงเชื่อมโยงอยู่กับความสามารถในการให้กำเนิดสมาชิก ผู้หญิงจะงามหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับว่าเธอมีเรือนร่างเหมาะสมสำหรับการให้กำเนิดและการเลี้ยงดูบุตรจำนวนมากได้หรือไม่ ร่างกายที่ทำอย่างนั้นได้ต้องมีหน้าอกใหญ่ซึ่งการันตีได้ว่าเธอสามารถผลิตน้ำนมได้มากพอ สะโพกต้องผายและก้นต้องใหญ่ดุจเดียวกัน ซึ่งการันตีได้ว่าเธอสามารถคลอดบุตรได้ง่าย และสามารถผลิตสมาชิกได้มากในช่วงชีวิตของเธอ นั่นละคือผู้หญิงงาม
ผู้หญิงชนเผ่าเซอร์มาในเอธิโอเปีย ใช้แผ่นประดับปากทำด้วยดินเผา ยิ่งแผ่นใหญ่มากเท่าไหร่พ่อแม่ผู้หญิงก็สามารถเรียกค่าสินสอดได้มากขึ้นเท่านั้น * นั่นละคือผู้หญิงงาม
เมื่อพิจารณาจากปรากฎการณ์เหล่านี้ ความงามจึงไม่มีลักษณะของความเป็นสากล ยังไม่มีใครบังอาจผูกขาดคำนิยามลักษณะของความงามอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ความจริงที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือความงามนั้นมีลักษณะที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะมนุษย์ทุกคนไม่ได้เกิดมามีหน้าตาหรือร่างกายเหมือนกัน การนิยามความงามให้มีความหลากหลายครอบคลุมคนทุกกลุ่มจึงเกิดขึ้น ด้วยการนำความงามไปเชื่อมโยงกับมิติอื่น ๆ ทั้งมิติด้านสุขภาพ สุนทรีย ภาพลักษณ์ หรือรสนิยม และปลุกกระแสให้ทุกคนเชื่อว่ามีโอกาสเข้าใกล้ความงามในลักษณะอื่นๆ ซึ่งหน้าตาไม่สามารถเข้าถึงได้ และส่วนใหญ่ก็มักมีผลิตภัณฑ์ซุ่มรอไว้แล้วเช่นกัน ดังนั้นความงามจากที่เหมือนมีความหลากหลายตามแต่บุคลิกปัจเจก จริง ๆ แล้วก็กลับกลายเป็นความงามที่มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียว
ความงาม ความสวยที่มีความหลากหลาย เริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือความงามตามแบบอย่างการนิยามของกลุ่มอุตสาหกรรมความงามต่าง ๆ โดยมีกระบวนการผลิตซ้ำความงามและวิธีการเข้าถึงความงามที่พึงปราถนาออกมาสู่สาธารณะเพื่อให้มวลชนได้มีโอกาสจัดการตนเอง พร้อมกับสร้างให้เชื่อว่าเขาเหล่านั้นมีอำนาจการตัดสินใจโดยปราศจากการครอบงำ และนี่คือกระบวนที่ทำให้ปัจเจกรับอุดมการณ์บังคับจากภายนอก เข้ามาจัดการจากภายในตนเองด้วยตนเอง โดยไม่รู้สึกถึงอำนาจครอบงำนั้น ๆ
กลไกการจัดการความสัมพันธ์และการใช้อำนาจระหว่างกันของกลุ่มคน ถ้าย้อนมองดูจากอดีตจะเห็นว่ามีการคลี่คลายจากการใช้กำลังบังคับ มาเป็นการให้คนในสังคมบังคับกันเอง โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญของกลุ่มทุนทะลุทะลวงเข้าไปจัดระบบคิดของปัจเจกให้เห็นคล้อยตามด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการบังคับจากภายใน อำนาจของมันจึงถูกสร้างขึ้นมาโดยมีค่านิยมของคนในสังคม เป็นสิ่งค้ำจุนความถูกต้องของมัน เมื่อพิจารณาจากมุมนี้แล้วจึงเท่ากับว่าเรากำลังหยิบยื่นอำนาจให้กับทุนและสร้างความชอบธรรมในการปล่อยให้มันเข้ามาจัดการกับร่างกายเราให้งามในลักษณะสมยอมทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว คล้ายกับหลักการของศาสนาที่ใช้คำสอนเป็นหลักการให้มนุษย์ดำเนินชีวิต จากนั้นมนุษย์จึงสมาทานเข้าไปควบคุมตนเอง ใครใช้สิ่งเหล่านี้ควบคุมตนเองได้มากกว่า ก็จะกลายเป็นมนุษย์ผู้มีศีลธรรมที่สังคมต้องการมากกว่า และทุกคนก็แข่งขันกันเป็น ผิดกันตรงที่ว่าการแข่งขันกันปฏิบัติตามคำสอนของศาสนามีนัยของการ “แอบล้วงกระเป๋า” น้อยกว่ากลุ่มทุนและลัทธิบริโภคนิยมซึ่งทำได้ทุกอย่าง
เมื่อความงามคือค่านิยมของสังคม มันจะถูกผลิตซ้ำเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอุดมการณ์ของสังคมที่ทุกคนสามารถสร้างจินตนาการร่วมกันได้ เมื่อเอ่ยถึงความงาม เราก็จะเข้าใจตรงกันว่าคือแบบใด ความงามจึงเป็นสิ่งสร้างทางสังคม นั่นคือความเห็นพ้องต้องกันในระดับหนึ่ง แต่ในระดับปัจเจกความงามมีเงื่อนไขที่เลื่อนไหลไม่ตายตัว และเป็นเหตุผลสำหรับคำอธิบายว่าทำไมเราจึงเลือกคนที่แต่งงานแตกต่างไปจากจินตนาการหรืออุดมคติเรื่องความงาม
ผู้หญิงสวยหรืองามทางสังคม จึงมีคุณค่าเป็นสาธารณะมากกว่าคุณค่าปัจเจก คุณค่าสาธารณะเป็นคุณค่าที่ยึดโยงกับบุคคลอื่น ความงามจึงถูกจับจ้องสอดส่องจากคนอื่นมากขึ้นเช่นเดียวกัน และการถูกจับจ้องความงามอีกนัยหนึ่งคือการจับผิด คนที่สวยหรืองามจึงต้องจัดการร่างกายตนเองให้งามอยู่ตลอดเวลา
ความงามแบบนี้จึงเป็นความงามที่ทำให้เจ้าของร่างต้องเหน็ดเหนื่อย และต้องอดทนด้วยความวิริยะอุตสาหะในการจัดการเรือนร่างให้มีความงามตามความต้องการของคนอื่น และไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์แบบ ต้องดูแลเอาใจใส่ ปรนนิบัติและบำรุงอย่างเต็มที่ ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า the body project **
เมื่อความงามเป็นสาธารณะ คำถามก็คือ ใครคือตัวแทนของสาธารณะผู้มีอำนาจในการกำหนดความงาม ไม่งาม
คำถามนี้คงไม่ยากนักสำหรับการหาคำตอบ เพราะหากเราย้อนกลับมามองให้ดีแล้ว ก็จะพบว่าเราเองก็เป็นคำตอบส่วนหนึ่งของคำถามนี้เหมือนกัน
เมื่อการณ์กลับเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงคิดว่าเราควรเลิกกระทำความรุนแรงต่อเพศตรงข้าม ด้วยการเพิกถอนความเห็นพ้องกับความงามตามแบบที่กลุ่มอุตสาหกรรมความงามสร้างขึ้น เราจะได้ไม่ต้องวิ่งไล่ล่าความงามกันจนเกินความจำเป็น และแอบเปิดกระเป๋าให้เขาล้วงไปเรื่อย ๆ ด้วยความเต็มใจ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังจำภาษิตบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางสังคม ที่หยั่งรากไว้ในสังคมไทยได้ดี ภาษิตบทนั้นบอกเล่าไว้ว่า “คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า” แต่ที่จำได้แน่นหนากว่าก็คือ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”
หรือความงามจะไม่เคยปราศจากการครอบงำ “ครอบงำทั้งจิตใจ และร่างกาย”
..........................................................
หมายเหตุ : * อ่านเพิ่มเติมได้จาก “เผยร่าง-พรางกาย การทดลองมองร่างกายในศาสนา ปรัชญาการเมือง ประวัติศาสตร์ ศิลปะและมานุษยวิทยา” กรุงเทพฯ: คบไฟ. 2541 น.11, ** เรื่องเดียวกัน อ้างแล้ว น.3
Tags : เรือนร่าง และความงาม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น