กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : Society

วันที่ 18 สิงหาคม 2555 09:00

รักออนไลน์ By 'กอล์ฟ ปวีณ’

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ยุคนี้มันเป็นยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค มันเลยทำให้ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป

มันเป็นเรื่องของคนทุกคนเลยที่เข้ามาเป็นเพื่อนเรา มีการกดไลค์มีการแชร์ทุกอย่าง

ทุกๆ 7 ปี ชีวิตมักมีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือคอนเซปต์หลักของหนังเรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” และความเปลี่ยนแปลงแรกที่ติดอยู่ในความทรงจำคงไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงในวัย 14 แต่ “14” ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของหนังในที่นี้ ไม่ได้ย้อนไปถึงเรื่องราวเมื่อครั้ง 14 แต่นำเสนอเรื่องราวความรักของเด็กอายุ 14 ในช่วงเวลาปัจจุบัน ยุคสมัยที่ใครหลายคนเติบโตมาพร้อมกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค

สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถทำให้เราตกหลุมรักใครสักคนได้ภายในไม่กี่วินาที แนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ต่อจนจบ เพราะเราจะพาไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงในยุคที่ความรักเกิดขึ้นได้ง่ายๆ บนโลกออนไลน์ กับ กอล์ฟ - ปวีณ ภูริจิตปัญญา ผู้กำกับ “14” ซึ่งเคยฝากผลงานไว้กับ บอดี้ ศพ#19 และ สี่แพร่ง (ตอนยันต์สั่งตาย) ที่จับประเด็นเรื่องผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงจากโลกออนไลน์มานำเสนอ เพราะบางทีแล้วการเลิกรากันไปก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ พอกับการตกหลุมรัก

-ทำไมถึงหยิบเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์คมาเป็นประเด็นหลักในหนัง

ด้วยความที่ยุคนี้มันเป็นยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค มันเลยทำให้ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป มันเป็นเรื่องของคนทุกคนเลยที่เข้ามาเป็นเพื่อนเรา มีการกดไลค์มีการแชร์ทุกอย่าง วันนี้ฉันทำอะไรอยู่ที่ไหน ฉันทะเลาะกัน ฉันอกหัก ฉันโพสต์เพลงเพื่อบอกความในใจ ฉัน In Relationship กับคนโน้นคนนี้ มันเรียกร้องความสนใจได้ทุกอย่าง และเด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากมีตัวตน อยากจะรู้ว่าตัวเองคือใคร ซึ่งเขาอาจจะสนุกกับการที่มีคนมากดไลค์เขามากกว่าเรื่องที่เขาไปจีบผู้หญิงคนนั้นจริงๆ หรือรักผู้หญิงคนนั้นจริงๆ เพราะนี่เป็นโอกาสที่เขาได้พรีเซ้นท์ได้บอกให้โลกรู้

ผมว่าคำว่า “What’s in your mind” ของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เนี่ย มันเป็นคำถามซาตานเหมือนกันนะ คือบางเรื่องมันไม่ควรพูดไง มันควรคิดอยู่ในหัวอย่างเดียว พอมี Facebook เราก็พิมพ์หมด โกรธใคร เกลียดคนไหน รถติด หรือเจออะไรมาก็พิมพ์มันลงไปทั้งหมด ซึ่งมันก็มีทั้งบวกและลบนะ บางทีมันอาจทำให้เราได้ระบาย หรือได้กำลังใจดีๆ จากคนอื่น แต่ในทางกลับกันก็อาจส่งผลเสีย เพราะมันเป็นการแสดงตัวตนออกไป ทั้งที่จริงๆ เราอาจจะไม่ได้เป็นคนแบบนั้น แต่ด้วยอารมณ์ตอนนั้น หลายๆ อย่าง เราก็เลยทำอย่างนั้นออกไป

-ก่อนจะมาเป็นพล็อตในปัจจุบัน มีพล็อตเป็นแบบไหนบ้าง

โอ้โห มีเยอะมากครับ โจทย์ของโปรดิวเซอร์ เขาอยากให้หนังสามเรื่องนี่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งผู้กำกับแต่ละคนก็จะทำในทางที่ตัวเองอยากจะทำ อยากทดลอง อยากไปไกลขนาดไหนก็ได้ เวอร์ชั่นแรกของหนังผมเนี่ย มีถึงขึ้นไม่เห็นหน้าพระเอกนะฮะ พระเอกเป็นคนที่ชอบถ่ายวีดิโอตลอดเวลา ก็เลยจะไม่เห็นหน้าตัวเอง เป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งอย่างเดียว ซึ่งไม่มีหนังรักที่ไหนบนโลกทำกัน มันอาจจะเป็นหนังผีได้ แต่หนังรักนี่ไม่มี

ช่วงที่คิดบทนี่กระแสเกาหลีดัง ก็จะมีเด็กเต้น Cover เยอะ เราก็คิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ ตอนไปรีเสิร์ชข้อมูลผมก็ได้ไปยืนดูเด็กที่เขาเต้นกัน ผมว่ามันเป็นเวทีเดียวที่สามารถทำให้เด็กหน้าตาดีและหน้าตาไม่ดี เด็กอ้วน เด็กผอม เด็กสูง เด็กเตี้ย เด็กดำ เด็กขาว ดูมีเสน่ห์เหมือนๆ กันได้เพราะการเต้น ซึ่งมันน่าสนใจมาก แต่พอพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วก็พบว่ามันยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ สุดท้ายก็เลยมาลงตัวที่โซเชียลเน็ตเวิร์ค

-ถ้าเอาเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์คออก หนังเรื่องนี้ยังจะเกิดได้ไหม

ไม่ได้เลยครับ หนังเรื่องนี้มันเกิดเพราะยุคนี้เท่านั้น อย่างตัวผมทำหนังเอง เนื้อเรื่องหรือประเด็นพวกนี้ก็ทำไปตามสัญชาตญาณ คือทำไปโดยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราเป็นคนที่ใช้พวกโซเชียลเน็ตเวิร์คอยู่แล้ว แต่อย่างพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ดูหนังจบเขาบอกเลยว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นจดหมายเหตุของหนังรักในยุคนี้ คือมันแสดงให้เห็นว่า ณ ปี 2012 เด็กวัยรุ่นเขาทำอย่างนี้กันอยู่ มันไม่มีทางที่พล็อตแบบนี้จะไปเกิดกับหนังเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พล็อตอย่างนี้จะไม่เกิดกับหนัง Season change หรือ เพื่อนสนิท ไข่ย้อยกับดากานดาจะไม่มีทางห่างเหินกันขนาดนี้แน่นอน

ถ้ามี Facebook แต่แม้สองคนนั้นจะสนิทกันมากขึ้นเพราะ Facebook ก็ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายแล้วมันจะทำให้เขาสมหวัง (หรือว่าผิดหวัง) แต่การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในการสื่อสารกันมันเป็นเรื่องของคนยุคนี้จริงๆ

-เคยเจอประสบการณ์แย่ๆ จากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค เหมือนในเรื่องมั้ย

เยอะฮะ เพียบไปหมด เหมือนว่ามันทำให้คนที่เราไม่รู้จักเข้ามาใกล้เราได้มากขึ้น แต่ก่อนเราทำหนัง คนที่วิจารณ์หนังเราก็อาจจะมีแค่นักวิจารณ์หนังที่เขียนวิจารณ์ลงหนังสือพิมพ์ แต่ว่าทุกวันนี้ทุกคนเป็นนักวิจารณ์ได้ และสิ่งที่มันสะท้อนกลับมาคือเราได้รับฟีดแบ็คที่หลากหลายและไร้อคติ เพราะเขาไม่รู้จักเรา คือเขารู้สึกยังไงกับงานของเรา เขาก็พูดออกมา ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะมันทำให้โลกของการวิจารณ์หนังเปลี่ยนไป

แต่ก่อนพอนักวิจารณ์หนังพูดอะไร ทุกคนจะเชื่อ แต่เดี๋ยวนี้เรื่องไหนที่แจกบัตรรอบสื่อไปให้กับคนทั่วไป ทันที่หนังฉายจบ คนออกมาปุ๊บ คนทวีต คนจะเชื่อ “คน” กันมากกว่า เพราะรู้สึกว่านี่คือผู้บริโภค เขาอยากถามจากเพื่อนเขาว่าดูหนังออกมาแล้วเป็นยังไง ไม่ได้อยากจะรู้จากนักวิจารณ์ที่ต้องเอาทฤษฎีสิบแปดล้านอย่างมาตีความหนัง

ถามว่ามีประสบการณ์แย่ๆ มั้ย มันก็มี เพราะด้วยการที่เขาไม่รู้จักเรา เขาก็ไม่แคร์ว่าจะพูดถึงเราแรงขนาดไหน เขาก็ใส่เรายับ อย่างผมทำใจได้กับเรื่องพวกนี้ เราโตแล้วด้วยแหละ เราก็เข้าใจ เอาจริงๆ แล้วตัวเราเองก็ยังมีเมาท์คนอื่นสนุกสนานเลย

แต่ถ้ารู้สึกแย่จริงๆ จะไม่รู้สึกแย่กับเรื่องที่มันมาอิมแพ็คกับตัวเองเท่าไหร่ แต่จะรู้สึกแย่กับบางอย่างที่มันสะท้อนค่านิยมหรือสะท้อนอีกด้านของสังคมที่มันไม่ดีออกมา ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราไม่เห็น เราก็อาจจะไม่รู้สึก แต่เอาจริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มันก็เกิดขึ้นอยู่

อย่างล่าสุดมีคนส่งคลิปเด็ก ม.ต้นในชุดเนตรนารีที่เป็นข่าวมาให้ผม เราก็เลยรู้สึกว่ามันมีอย่างนี้ด้วยเหรอ นี่มันในห้องเรียนนะ หรือว่าจริงๆ แล้วเรื่องอย่างนี้มันมีอยู่แล้ว แต่แค่ครั้งนี้มันถูกถ่ายไว้แล้วมีคนมาอัพไฟล์เท่านั้นเอง จริงๆ แล้วเราก็รู้สึกสลดกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าสังคมเรามันเป็นยังไง

-ส่วนตัวแล้วใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คไหนเป็นหลัก

ก็คงเป็น Facebook แหละ ถ้าเข้าเว็บนี่ก็ต้องเปิดเมล์กับ Facebook ขึ้นมาคู่กันตลอด จะบอกว่าเสพติดมันก็เสพติดนะ เพราะเราก็อยากไปรู้เรื่องของชาวบ้านเขา และก็อยากอัพเดทข่าวสาร เพราะข่าวสารใน facebook นี่เร็วกว่าข่าวตามหน้าเว็บอีก อีกอันหนึ่งที่เล่นบ่อยก็ Instagram เพราะเป็นคนชอบถ่ายรูป พอดีเลี้ยงแมว ก็เลยถ่ายแมวที่บ้านมาลง (ยิ้ม) และก็ได้ใช้โปรโมทหนังไปด้วย แต่อย่าง Twitter นี่ไม่ค่อยเล่นเท่าไหร่ เพราะมันมีให้อ่านเยอะ (หัวเราะ)

-ถ้าต้องทำหนังในโทนๆ นี้อีก อยากหยิบประเด็นอะไรมาทำ

จริงๆ มีอีกหลายๆ พล็อตนะฮะ ที่สนใจอยู่ อย่างประเด็นเรื่องแฟนคลับ เรื่องการรวมตัวกันเป็นแฟนคลับต่อสิ่งต่างๆ ผมรู้สึกว่ามันมีพลังมาก แต่ก่อนนี้เราจะมองว่าแฟนคลับเป็นพวกกลุ่มคนที่บ้าดารา ซึ่งก็จะมีคำครหาว่า วันๆ ไม่ทำมาหากิน ไม่รักพ่อแม่ตัวเองเหรอ แต่ผมว่าคนที่พูดอะไรอย่างนี้ใจแคบไปนิดหนึ่ง จริงๆ แล้วเขาแค่ชอบสิ่งที่เราชอบ และถ้ามองให้ลึกลงไปเนี่ย เขารวมตัวกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีๆ นะ

อย่างพอมีการปล่อยตัวอย่าง รัก 7 ปี ไปใน Youtube เนี่ย แฟนคลับของณิชคุณ เขาก็ออกมาบอกกับคนในกลุ่มว่าไม่ให้ไปเกรียนใส่ดาราคนอื่น เพราะมันก็จะมีแฟนๆ ที่เกรียน ที่ยังไม่เข้าใจเหตุผล และแสดงออกผิดวิธี ซึ่งพ่อแม่มาบอกเขาก็อาจไม่ฟัง แต่คนที่ชอบอะไรเหมือนกันมาบอกนี่ก็จะมีโอกาสที่จะยอมฟังมากกว่า

มันกลายเป็นว่าแต่ละคนช่วยกันปรับทัศนคติในกลุ่ม มันเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก มันเป็นการก่อม็อบแบบหนึ่ง แต่มันเป็นการก่อม็อบจากสิ่งที่ตัวเองหลงรัก และเป็นในทางที่ดี

Tags : กอล์ฟ ปวีณ

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement