กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : Society

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 14:37

"ประทีป ตั้งมติธรรม" คน(เคย)จน ผู้ยิ่งใหญ่

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จากชีวิตที่เคยติดลบ กลับกลายเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของอาณาจักรหมื่นล้านนามว่า "ศุภาลัย" ได้อย่างในวันนี้ มีเรื่องราวเป็นมาอย่างไร?

"ครอบครัวผมเคยจนมาก่อน..." แค่คำเริ่มต้นที่บันทึกไว้ในหนังสือพอคเก็ตบุ๊คเล่มล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า "เมื่อไหร่จะ... ร่ำรวยมีสุขอย่างยั่งยืน" ของ คน(เคย)จน อย่าง ประทีป ตั้งมติธรรม ก็ชวนให้สงสัยแล้วว่า เส้นทางความมั่งคั่งของเขาเป็นมาอย่างไร

คำว่า "จน" สำหรับบางคนอาจหมายถึง "มีน้อย" สำหรับบางคนอาจหมายถึง "ไม่มี" แต่คำว่า "จน" ของเด็กชายประทีป ตั้งมติธรรม นั้น หมายถึง "เป็นหนี้"

ถึงแม้ครอบครัวของประทีปจะมีกิจการค้าไม้และวัสดุก่อสร้างใหญ่โตหลายคูหา ซึ่งดูจากภายนอกคนทั่วไปยากนักที่จะทราบว่า ความเป็นอยู่ของคนในบ้านกำลัง "อัตคัต"

นั่นก็เพราะคนทั่วไปมักคิดเหมากันไปเองว่า "มีเงิน" หมายความว่า "รวย" แต่น้อยคนนักที่จะคิดถึงมุมกลับที่ว่า หากเงินในกระเป๋ามีน้อยกว่า "หนี้สิน" นั่นย่อมแปลความหมายเป็น "จน" ได้ไม่ยากนัก

"... ผมต้องใส่กางเกงที่ปะเป็นรูปใบโพธิ์ที่ก้นไปโรงเรียน ผมเคยใส่รองเท้านักเรียนจนพื้นทะลุ ทำให้ถุงเท้าขาด แม่ผมเอากระดาษแข็งตัดเป็นรูปรองเท้าใส่ไว้ข้างใน แต่ใช้ได้เดี๋ยวเดียวก็ทะลุอีก

ผมเคยถูกครูห้ามไม่ให้เข้าห้องสอบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน..."

บางวรรคตอนที่ "คนเคยจน" เล่าไว้ผ่านตัวหนังสือ

ประทีปเล่าย้อนไปในช่วงที่ครอบครัวลำบากว่า เริ่มต้นขึ้นเนื่องจากกิจการที่บ้านมีการขาย "เชื่อ" ให้ผู้รับเหมา และถูกผู้รับเหมาบางคนเบี้ยวหนี้ไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เงินทุนร่อยหรอ จนต้องไปแลกเช็คกู้หนี้ ยืมสินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยดอกเบี้ยแสนโหด

เมื่อสภาพคล่องลด สินค้าในร้านเหลือน้อย ก็ยิ่งทำให้ขายของได้ยากขึ้น บางวันขายไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ขณะที่รายได้จากการขายของลดลง แต่รายจ่ายยังคงมีทุกวัน รวมทั้งดอกเบี้ยแพงๆ ด้วย

ยังไม่ทันฟื้นสภาพได้พ่อของประทีปก็มาด่วนจากไปเสียก่อนด้วยอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต จากสภาพที่ง่อนแง่นอยู่แล้ว ก็เริ่มโคลงเคลงหนักกว่าเก่า เพราะครอบครัวขาดกำลังสำคัญไป

พี่ชายคนโต "ชวน" และพี่สาวคนที่2 "ดารณี" ตัดสินใจเดินออกจากสถานศึกษาเพื่อลดรายจ่ายและทำงานหาเงินมาจุนเจือทางบ้าน ส่วนประทีป และ น้องชายคนเล็ก "ประศาสน์" โชคดีได้เรียนต่อ โดยเลือกเรียนต่อในโรงเรียนรัฐบาล และใช้เวลานอกรั้วโรงเรียนทั้งเวลาหลังเลิกเรียนและในวันเสาร์อาทิตย์ไปช่วยที่บ้านทำงาน ทั้งขายของและเป็นกรรมกรแบกไม้ ขนหิน ขนทราย ฯลฯ

ในระยะนั้น "ชวน" ผู้เป็นพี่ใหญ่และต้องรับบทบาทผู้นำครอบครัวแทนพ่อ ก็ได้ออกตระเวนเคลียร์กับเจ้าหนี้อย่างจริงใจ โดยยืนยันว่าจะชดใช้เงินคืนทุกบาททุกสตางค์ และด้วยความร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกในครอบครัวทุกคนที่ช่วยกันทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฟ้าก็เข้าข้าง เพราะฐานะครอบครัวได้ดีขึ้นตามลำดับ

ประทีป ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมที่ University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ด้วยเงินติดกระเป๋าที่หาได้เอง 40,000 บาท แม่และพี่สาวสมทบให้อีกคนละ 10,000 บาท รวมเป็น 60,000 บาท ถือเป็นครึ่งเดียวของเงินที่ต้องใช้ในการเรียน 1 ปี

ทั้งด้วยความจำเป็นเรื่องรายได้และส่วนตัวเองก็ชอบทำงานอยู่แล้ว ไปได้ไม่นาน ประทีปก็เริ่มเสนอตัวทำงานในมหาวิทยาลัยด้วยการเขียนทัศนียภาพต่างๆ เพื่อแลกกับค่าขนมเล็กน้อย ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยได้ให้ทุนเล่าเรียนจนจบการศึกษาแก่ประทีปด้วย ใบปริญญาโทจึงได้มาอย่างใจฝัน

ประทีปเดินทางกลับสู่บ้านเกิดพร้อมเงินสดอุ่นๆ ที่กำไว้ในมือราว 1 แสบบาทเศษ ซึ่งเป็นเงินทุนตั้งต้นก่อนจะมาเป็น "ศุภาลัย" อย่างในวันนี้ โดยเริ่มต้นจากการลงหุ้นกับ "ชวน" ผู้เป็นพี่ชาย เพื่อสร้าง "หมู่บ้านชวนชื่น-ประชาชื่น" ก่อนจะขยายงานต่อเนื่องมาเรื่อย และจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มั่นคง สถาปัตย์ จุดกำเนิดของ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด ในเวลาต่อมา

ก่อนที่สองพี่น้องจะแยกทางกันเดิน เนื่องจากมุมมองในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ขณะที่ผู้พี่เน้นช้าแต่ชัวร์ ผู้น้องกลับชื่นชอบความกล้าได้กล้าเสีย

ประทีปจึงตัดสินใจทิ้งหุ้นส่วนน้อยไว้ที่มั่นคงเคหะการ และ หอบเงินอีกจำนวนหนึ่งมาสร้างฝันของตัวเองในชื่อว่า "ศุภาลัย" ซึ่งเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด และ กลายเป็นอาณาจักรหมื่นล้านได้อย่างในปัจจุบัน

"ชีวิตผมต้องบาลานซ์ระหว่างความกล้า กับ ความกลัว คนทุกคนเกิดมาพร้อมกับความกลัวอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเข้าใจและเรียนรู้ รู้เหตุรู้ผล ก็จะทำให้ความกลัวนั้นหายไปได้

การบริหารความเสี่ยงก็เช่นกัน มันต้องดูด้วยว่าเสี่ยงไปแล้วคุ้มไหม ถ้าให้กระโดดข้ามคูน้ำ ต่อให้ตกไปก็แค่เปียก ถ้าอย่างนี้ก็น่าลองสิ ทำไมจะไม่ลอง แต่ถ้าให้ไปกระโดดข้ามหน้าผาสูง ถึงมันจะแคบนิดเดียว น่าจะกระโดดพ้น แต่ถ้าเกิดผิดพลาดตกลงไปก็เรื่องใหญ่ อย่างนี้อาจไม่คุ้ม" ประทีป บอก

อีกหนึ่งต้นทุนสำคัญที่ทำให้ประทีปมีวันนี้ได้ คือ "ความน่าเชื่อถือ" ซึ่งผู้บริหารรายนี้ให้ความสำคัญมาก

"เราไม่กู้เกินทุนที่มี และ ที่สำคัญคือต้องมีความรู้ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งเสี่ยงน้อย โดยเราพยายามหาคำตอบว่าแนวทางที่ถูกต้องคืออะไร ลองผิดลองถูก ทำแล้วไม่ดีก็เลิก แต่ก็ต้องทำถูกมากกว่าทำผิด เพราะถ้าทำผิดบ่อยความน่าเชื่อถือก็ไม่เกิด และสิ่งที่เราจะไม่ทำเด็ดขาด คือ ไปโกงเขามา ความน่าเชื่อถือจึงเป็นต้นทุนที่สำคัญของเรา"

...นั่นคือ ส่วนหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของ ประทีป ตั้งมติธรรม

Tags : ประทีป ตั้งมติธรรม

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement