วันนี้คงไม่ง่ายนัก หากจะมีการหยิบยกประเด็น "การเมือง" มาขึ้นโต๊ะพูดคุยกันตามประสาชาวบ้าน เมื่อความยุ่งเหยิงของสถานการณ์
เดินทางมาไกลเกินว่าจะ "จับมือใครดม"
วาทกรรมดังกล่าวสำหรับคนหนุ่มที่ไม่ได้วางเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ห่างออกไปจากตัวอย่าง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าสำนักโอเพ่น อีกแหล่งชุมนุมนักคิดหลากกลุ่มหลายรุ่นของเมืองไทย มองว่าความเป็นไปของสังคมในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่อง "ปกติ"
"สังคมที่จะเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปได้มันล้วนแต่ต้องผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาทั้งนั้น" เขาบอก
ในฐานะผู้เฝ้ามองปรากฏการณ์ทางสังคม ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ล่าสุด ภิญโญได้รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ "เปลี่ยนประเทศไทย" และรายการ "ตอบโจทย์" ที่ออกอากาศอยู่ทางช่องไทยพีบีเอสขณะนี้
สบโอกาสมีเวลาว่างจากโต๊ะทำงาน หลังกลิ่นชารวยริน เขาได้สลับบทบาทจาก "คนตั้งคำถาม" มาเป็น "คนตอบ" ดูบ้าง โดยคำถามหลักคงอยู่ที่ว่า "คนไทย" จะ "เปลี่ยนประเทศไทย" ไปได้อย่างไร
ที่ผ่านมาคุณมองว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย
ในทางประวัติศาสตร์ วิกฤตการณ์ทางการเมืองมันเกิดขึ้นได้กับทุกสังคม สังคมที่จะเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปได้มันล้วนแต่ต้องผ่านวิกฤตการณ์มาทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน ไม่ว่าจะเป็นในสังคมจีน ญี่ปุ่น ในสังคมตะวันออก ในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่พวกตะวันตกเข้ามาเอเชีย ทุกสังคมต้องปรับตัวทั้งสิ้น เพื่อรับมือกับการเข้ามาของตะวันตก นั่นก็เป็นวิกฤตการณ์ใหญ่ๆ ที่คนตะวันออกไม่เคยรู้มาก่อน พอเจอแสนยานุภาพ เทคโนโลยีใหม่ๆ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนสังคมทั้งหมด
และในกระบวนการปรับเปลี่ยนสังคม มันแน่นอน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องมีการปะทะกันของอำนาจ ขั้วอำนาจที่มีอยู่เดิมในสังคม ขั้วอำนาจที่ต้องการเปลี่ยน วิกฤติมันก็เกิดขึ้น แต่ละสังคมก็ต้องเรียนรู้กระบวนการที่จะจัดการกับวิกฤตินั้นๆ แล้วก็ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อไหร่ที่ใช้ความรุนแรง มันก็จะนำไปสู่การแตกหัก และไม่ได้ประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น เมื่อย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ มันมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าเราจะเปลี่ยนผ่านสังคมไปได้อย่างไรโดยไม่ใช้ความรุนแรงมากนัก
เราต้องเข้าใจว่าสังคมแต่ละสังคมมันหลีกเลี่ยงวิกฤติไม่ได้ ฉะนั้นปัญหาคือความรู้ที่จะจัดการวิกฤติต่างหากที่ทำให้คนในสังคมเจ็บปวดน้อยที่สุด แต่จะบอกว่าไม่มีเลยได้ไหม ไม่ได้ ยังไงก็ต้องมี เราอาจจะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากเพื่อนบ้านทั้งในเอเชียและตะวันตกว่า แต่ละสังคมเปลี่ยนผ่านอย่างไร แล้วเอาบทเรียนพวกนั้นมาใช้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปทำในเรื่องเดิมๆ อีก
แล้วมันต่างจากอดีตอย่างไร
มันเป็นไปตามพัฒนาการของสังคมนะ คือสมัยก่อนอาจจะง่าย ในยุคสงครามเย็นก็มีเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ สู้กันไป อุดมการณ์มันชัดเจน การเมืองก็อาจจะง่าย มีเผด็จการทางทหาร แล้วก็มีประชาชนกับนักศึกษาที่ไม่พอใจเผด็จการทางทหาร แต่แน่นอนว่าสังคมนั้นผ่านมา 30 ปีแล้ว มันทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครเปลี่ยนไป ก็เลยยากที่จะบอกว่าใครเป็นศัตรูของใครที่แท้จริง เพราะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง แปะกันหลายๆ ฝ่าย เพราะฉะนั้นสังคมมันจึงเป็นสังคมที่ซับซ้อนเหมือนขนมชั้น มันไม่ได้เป็นขนมเปียกปูนที่มีชั้นเดียวแล้วมีมะพร้าวโรยหน้าแล้วจบ มันเป็นเกมของอำนาจ ทุกคนต้องการที่จะสร้างข้อต่อรองขึ้นมาเพื่อที่จะดึงอำนาจให้มาอยู่กับฝ่ายตัวเองให้ได้มากที่สุด
สภาพสังคมตอนนี้ แน่นอนมันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสังคมจีนในช่วงที่เกิดสงครามการเมือง หรือช่วงที่ปฏิวัติวัฒนธรรมก็ซัดกันแบบนี้ แล้วก็ไม่มีใครสามารถคุมกันได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือสังคมญี่ปุ่น ลัทธิทหารแรงๆ ไม่มีใครคุมทหารได้ มันถึงนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นในสังคมหนึ่งสังคมใด มันไม่ได้เป็นเอกภาพ ในสังคมไทยก็เกิดภาวะของความไม่เป็นเอกภาพ มันเป็นการเคลื่อนที่ที่ไร้ทิศทาง จนกว่าวันหนึ่งมันจะเข้าสู่ภาวะที่เป็นเอกภาพพอสมควร อยู่ในกรอบที่พอจะอธิบายได้
แต่วันนี้ใครอธิบายได้ล่ะ? คุณอธิบายมันได้แต่เพียงมุมใดมุมหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งมันยังมีมุมที่เหลืออีกเต็มไปหมดเลย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมสถานการณ์มันไม่นิ่ง นั่นคือผลพวงของปัญหาที่มันสั่งสมมายาวนานไม่รู้กี่ปัญหา แล้วก็คงไม่มีใครสามารถอธิบายมันได้อย่างเฉียบคมว่าเป็นเพราะเหตุนี้เหตุเดียว แต่เหตุปัจจัยมันออกมาบรรจบกันแล้วปะทุออกมาเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็น แล้วเราก็อยู่ในสังคมที่มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและสับสน เราก็คิดอะไรไม่ออกหรอก เพราะเราก็เป็นปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ เราก็วนเวียนอยู่กับมันนั่นแหละ เรารู้ว่าน้ำมันเริ่มขุ่นแล้ว แต่ถามว่าใครทำน้ำขุ่นวะ เราก็ยังว่ายอยู่นะ เราก็มีส่วนที่ทำให้น้ำขุ่นด้วย แต่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เรามองไม่เห็นยกเว้นว่าเราเป็นปลาบินแล้วถึงจะมองเห็นว่า ข้างล่างกำลังทำอะไรกันอยู่
หมายความว่าเรายังหาองค์ความรู้ที่จะมาจัดการวิกฤติไม่ได้?
ตัวองค์ความรู้ที่จะเข้ามาใช้มันมี แต่มันไม่ได้มีอะไรที่จะตอบคำถามคุณได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถามว่าสังคมเราสั่งสมองค์ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เพียงพอไหม เราไม่ได้มีสถาบันการศึกษาหรือไม่ได้มีสถาบันทางความรู้ที่สะสมความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งเหล่านี้ แล้วคอยทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับผู้นำของเราอย่างเพียงพอและรอบด้าน เพื่อที่จะบอกว่าเวลาเกิดภาวะแบบนี้ขึ้นมาเราจะเอายังไง เราจะมีทางเลือกอะไรบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านและประวัติศาสตร์ในอดีต ต้องมีชุดความรู้ที่เข้มแข็งมาจากปัญญาที่ลึกซึ้งมากกว่าข่าวกรอง หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเดียว มันต้องประกอบด้วยความรู้ทางด้านสังคม ความรู้ด้านวัฒนธรรม ความรู้ด้านปัจเจกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง
เราไม่สามารถย้อนไปดูได้เลยว่าวิธีการสมัยก่อนเขาทำอย่างไร รัฐบาลสมัยก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ในช่วงเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์ทางการเมืองอย่างไร และไม่ใช่บอกเฉพาะผู้นำ แต่บอกให้สังคมเรียนรู้ไหม ไม่มีใครออกมาพูดอะไรนอกจากตัวเลขและสูตรสำเร็จ ซึ่งมันไม่ได้แก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ได้ปัญหาคงจบไปนานแล้ว
ถ้าอย่างนั้นต้องทนกันอีกนานแค่ไหน
ผมเห็นญี่ปุ่นทนมาได้ 50 ปีไม่เห็นบ่นเลยนะ ในที่สุดเขาก็เปลี่ยนได้ จีนนี่กว่าจะตั้งประเทศ ค.ศ. 1949 เหมาเจ๋อตุงเข้าปักกิ่ง เติ่งเสี่ยวผิง กว่าจะมาเปลี่ยนอะไรได้ ค.ศ.1980 โน่น 30 ปีน่ะ อเมริกาซัดกันกี่ปีล่ะ ฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ อังกฤษรัฐสภากับกษัตริย์ ซัดกันกี่ปีล่ะ กว่ารัฐธรรมนูญจะเข้มแข็งขึ้นมา มันไม่มีอะไรที่จบภายในวันเดียว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้ใช้เวลาเป็นปี แต่ใช้เวลาหลายสิบปี ไม่ว่าคู่ขัดแย้งจะเป็นใคร เราอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฉะนั้นเราต้องอดทนอีกนาน คำตอบคือ อีกนาน (เน้นเสียง) มันใช้เวลาค่อยๆ เยียวยาไป
แล้วประเทศไทยวันพรุ่งนี้ล่ะ?
ก็อยู่ตรงนี้แหละ (หัวเราะ) ประเทศไทยไม่ได้สิ้นหวังหรอก สิ่งที่เหมือนกันของทุกสังคมก็คือ การไม่สามารถยอมจำนนต่อชะตากรรม หรือหมดใจไปกับความสิ้นหวังได้ เราต้องมองไปข้างหน้า แล้วเห็นว่าบ้านเมืองของเรามีอนาคต และอนาคตจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนในสังคมร่วมมือร่วมใจกัน ความเปลี่ยนแปลงในสังคมตะวันออกทั้งหลาย อย่างญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เขาต้องอาศัยความเสียสละ ความร่วมมือร่วมใจอย่างสูงว่าสังคมมีอนาคต มันต้องพุ่งเป้าไปข้างหน้า อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นทุกวันนี้คือเกิดหลังสงครามทั้งหมด เขาไม่ได้เสียสละแค่วันเดียวปีเดียว แต่เสียสละทั้งเจเนอเรชั่นญี่ปุ่นถึงจะเดินต่อไปได้
ดังนั้นถ้าวันนี้สังคมไทยเราเผชิญปัญหาทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเรากำลังโดนกระหนาบด้วยประเทศมหาอำนาจ ถ้าเราไม่มีปณิธาน เราไม่เห็นแสงสว่างเบื้องหน้า เราก็เดินต่อไปไม่ได้ มันต้องตั้งปณิธานอย่างสูง ซึ่งต้องเริ่มจากชนชั้นนำที่ไม่ได้หมายถึงทางการเมืองอย่างเดียว เราต้องการชนชั้นนำจากฟากเศรษฐกิจ จากปัญญาชน จากนักวิชาการ จากสื่อสารมวลชน ที่จะมีปณิธานถึงสังคมไทยในวันข้างหน้าจะต้องไปสู่วันที่ดีกว่า แล้วหลังจากนั้นมันจึงอาศัยการลงมือทำ ซึ่งร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายอย่างยิ่งยวด ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ต่อไป
เราสิ้นหวังไม่ได้ เพราะทุกประเทศก็ล้วนแต่ผ่านบทเรียนเหล่านี้ ถ้าสังคมไทยไม่ลุกขึ้นมาสู้ ไม่มองด้วยความหวัง กลับมองแต่ความขัดแย้งสังคมก็ไปต่อไม่ได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คุณไม่ฝากความหวังกับคนรุ่นใหม่แล้วจะฝากกับใคร คนรุ่นเก่าผมไม่ฝากหรอก ผมกลัว (หัวเราะ)
Tags : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
