กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : Society

วันที่ 27 มิถุนายน 2552 01:00

เที่ยวทวนอดีตกับ กนก รัตน์วงศ์สกุล

กนก รัตน์วงศ์สกุล

กนก รัตน์วงศ์สกุล

วันเสาร์กับตลาดเก่าร้อยปีของพิธีกรอารมณ์ดี กนก รัตน์วงศ์สกุล เสน่ห์แห่งอดีตชนิดไหนที่ชวนให้หลงใหล และอะไรคือข้อพึงระวังของการท่องเที่ยว

บุคลิกในจอทีวีของ กนก รัตน์วงศ์สกุล เป็นผู้ชายอารมณ์ดี ขี้เล่น เฮฮา ในรายการสารพัดคุยข่าวของเขา นอกจากเอฟเวอร์ตันและอัมพวา เรามักไม่ค่อยคุ้นเคยกับไลฟ์สไตล์ในช่วงวันหยุดของผู้ชายคนนี้สักเท่าไหร่

"ผมหวงวันเสาร์นะ" เขาออกตัวสีหน้าจริงจัง (แต่ท่าทางก็ยังขี้เล่นอยู่ดี)

กนกให้เหตุผลว่า เพราะครึ่งวันเช้าเขาจะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกฟุตบอลที่เขารัก หลังจากร้างสนามไปถึง 6 วัน และถ้าให้เลือกระหว่างการเดินทางกับเกมลูกหนัง กนกบอกอย่างหลังเวิร์กกว่ากันเยอะ แต่ถึงจะไม่ได้รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ และไม่เคยคิดจะแบกเป้ออกเดินทางท่องโลก ล่าสุดเขาก็ถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าทริปสุพรรณบุรี ในนาม "กนกแอนด์เดอะแก๊ง" 

"ถ้าเลือกได้ ผมจะชอบสถานที่ที่นั่งรถไม่น่าจะเกินชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดเก่าร้อยปีทั้งหลายที่ผมชอบไป เดินทางไม่เกินชั่วโมง" นั่นคือรัศมีการท่องเที่ยวของผู้ชายคนนี้

"ที่ผมชอบไปเที่ยวตลาดเก่าร้อยปีก็เพราะในความเป็นจริงเราย้อนอดีตไม่ได้ การไปเที่ยวในบรรยากาศแบบนี้มันทำให้เรานึกถึงสมัยเด็ก สำหรับผมมันหมายถึงการที่เราย้อนเวลากลับไปได้ และผมจะเหมือนเด็กเวลาที่ผมไปเดินท่ามกลางตลาดเก่า บ้านเรือนสองข้างทางเป็นบ้านไม้สองชั้น มีร้านขายขนมครก สายไหม กาแฟ เหมือนกับว่าเรากลับไปเป็นเด็ก แล้วเราจะลืมไปเลยว่าเราอยู่ตรงนั้นนานๆ 2-3 ชั่วโมง จะลืมไปเลย จนคนที่มาด้วยเขาแล้วเบื่อ แต่ผมก็ยังอยู่ที่นั่น โอ้โห...เก้าอี้ตัวนั้นอยู่ได้ยังไง เขาใช้มาตั้ง 30-40 ปี ตลอดเวลามีแต่ โอ้โห อ้าหา อื้อหือ ไม่รู้อะไร (หัวเราะ)"

แน่นอน ตลาดบ้านใหม่ที่แปดริ้ว ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ตลาดสามชุก ตลาดศรีประจันต์ สุพรรณบุรีล้วนผ่านตาของเขามาแล้วทั้งนั้น นอกจากกลิ่นอวลของอดีตที่อบร่ำอยู่ในความรู้สึกเมื่อได้ไปยืนอยู่ที่ตรงนั้น สิ่งที่เขาค้นพบอีกอย่างก็คือความเป็นต้นตำรับที่คนในชุมชนได้พาสิ่งเหล่านั้นเดินทางข้ามเวลามาจนถึงทุกวันนี้

"อย่างผมไปร้านตัดผม โห...ตะไบมีด นี่ใช้ตั้งแต่สมัยพี่หนุ่มๆ เลยใช่ไหม แล้วพี่ไม่เปลี่ยนบ้างเหรอ พี่เขาบอก ผมก็ใช้ของผมมาเรื่อยๆ ตื่นเช้ามามันยังใช้ได้ผมก็ใช้ 10 ปีผ่านไป 20 ปีผ่านไปก็เป็นโบราณวัตถุ ไปดูเขาทำเส้นบะหมี่ หรือไปดูบ้านบางหลังที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แค่ไปเห็นป้ายชื่อร้านสมัยเก่า หรือป้ายโฆษณาเป๊ปซี่ ไบเล่ ก็รู้สึกประทับใจแล้ว เก็บได้ยังไงไม่เปลี่ยนเลย ของชิ้นหนึ่งกว่าจะตกทอดมาถึงเราเดินทางมา 30-40 ปี มันน่าอัศจรรย์นะ แต่บางที่มันไม่ใช่แค่ของ มันเป็นทั้งบริเวณ ทั้งชุมชนช่วยกันพาบริเวณนี้ข้ามเวลามาเป็นร้อยปี เป็นไปได้ยังไงที่แบบพร้อมใจ ไม่ต้องทาสีใหม่นะ แกก็ทำอาชีพนี้ไปนะ แกก็ขายน้ำอัดลมไปนะ ขายกาแฟ ขายสายไหม ขายขนมครกไป มันคือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น"

ความหลงใหลในร่องรอยแห่งอดีตสำหรับพิธีกรมือวางคนนี้ใช่ว่าเพิ่งเริ่มต้น เขาเล่าว่าตอนเด็กๆ เมื่อครั้งเดินทางไปทัศนศึกษาที่อยุธยา พอถึงเจดีย์ภูเขาทอง เขาวิ่งขึ้นไปเป็นคนแรก โดยลืมไปว่าตัวเองเป็นโรคกลัวความสูง

"พอถึงภูเขาทอง ผมเห็นแล้วชอบมาก วิ่งขึ้นไปคนแรกเลย ลืมไปเลยว่ากลัวความสูง ทีนี้พอตอนลง สูงฉิบหาย (หัวเราะ) ลงเป็นคนสุดท้ายเลย เพื่อนมันก็ลงไปหมด แล้วเราจะลงยังไงเนี่ย เห็นครูตัวนิดเดียว ครูก็เรียกลงมาเขาจะไปกันแล้ว เราก็ค่อยๆ จับราวบันได ไม่มอง เดินมาทีละขั้นๆ (ทำท่าประกอบ) คือดูจากข้างล่างเหมือนไม่สูง แต่พอขึ้นไปแล้วมหัศจรรย์มากเลย ไม่น่าเชื่อ เวลาไปอยุธยา ผมก็จะชอบไปตามวัดเก่าๆ แล้วก็คิดว่าในอดีตมันเป็นสีทองเหลืองอร่ามเลยนะ จินตนาการถึงมันอย่างมีความสุข"

ด้วยความรักในมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ นอกจากจะหาเวลาไปซึมซับ ชื่นชม และเก็บความประทับใจไว้แล้ว กนกค่อนข้างเป็นห่วงว่าความพยายามที่จะรักษาคุณค่าแห่งอดีตจะถูกทำลายด้วยความ "ไม่รัก" และ "ไม่รู้" ของคนรุ่นใหม่

"ที่เห็นชัดๆ คือ อะไรบางอย่างที่ใช้ฝีมือมันเริ่มเปลี่ยน ร้านขายขนมไทยหลายร้าน ถ้าแม่คนนี้เสียไป ป้าคนนี้เสียไป ยายคนนี้เสียไปพอตกมาถึงรุ่นลูก รุ่นหลานผมว่ามันไม่ค่อยอร่อยเหมือนเดิม ผมว่าตอนนี้มันได้เฉพาะบรรยากาศ สถานที่ แต่รสชาติอาหารมันไม่ได้ เริ่มมีบางร้านไม่ได้ มากขึ้นๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคนรุ่นเก่าไม่สอนหรือประมาท อย่างคนรุ่นใหม่ก็ไม่ขวนขวาย ไม่เห็นคุณค่า บ้านคุณมีสูตรขนม ต่อให้คุณไม่จบปริญญาตรีก็ไม่ตาย มีสูตรขนมไว้ สุดยอด แต่ว่าคุณไม่ได้คลุกคลี เรียนในกรุงเทพฯ เสาร์อาทิตย์ก็กลับไปก็ไม่ได้ช่วยทำ ไม่ได้ไปคลุกคลีว่ายายคุณย่าคุณทำอะไร น่าเสียดายมาก และก็จะหายไปเลย อันนี้เรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาไปเที่ยวพวกตลาดร้อยปี บางทีอิ่มจะตายก็ต้องกิน กิน กิน เพราะนานๆ เราจะมาที"

อีกเรื่องหนึ่งคือปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นตามแรงโปรโมทซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง เขามองว่านอกจาก "คนต่างถิ่น" ที่เข้ามาแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะประมาทไม่ได้เลยก็คือ "ลูกหลาน" ของคนในชุมชนเอง

"แต่ละที่ก็มีผู้นำชุมชน มันเป็นเรื่องยากที่จะพาอะไรที่เป็นของเฉพาะถิ่นข้ามมาได้จนถึง พ.ศ.ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นคุณอย่าประมาทคนกรุงเทพฯ และอย่าประมาทลูกหลานคุณเอง เพราะเขาได้รับเชื้อจากสังคมสมัยใหม่ เขาจะไปทำอะไรให้มันเปลี่ยนแปลงได้ อย่างผมไปเที่ยวอัมพวา ตอนนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ คนกรุงเทพฯ เยอะมาก และคนกรุงเทพฯ มีเชื้อบางอย่างเอามาปล่อย ทำให้ตลาดดูไม่ค่อยขลังเหมือนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว มีเกสท์เฮ้าส์หลังหนึ่งทาสีชมพู ผมเห็นแทบจะตาย เหมือนเรารู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนด้วย ทำไมทาสีนี้ จบเลย"

ในฐานะขาประจำของอัมพวา กนกฝากคนในชุมชนให้ช่วยกันรักษาเสน่ห์แบบดั้งเดิมไว้ให้คนรุ่นหลัง

"อยากฝากไว้ว่าชุมชนคุณเป็นอย่างไรก็อยากให้เข้มแข็งอย่างนั้น คุณต้องรู้ว่าสมาชิกครอบครัวคุณสักคนทำอะไรที่มันแปลกแยกไป ผมก็ไม่รู้จะยกตัวอย่างอะไร ยกตัวอย่างสีบ้านเห็นชัดที่สุด เพราะบ้านคุณไม่ได้เป็นของคุณคนเดียว มันเป็นของชุมชนไปแล้ว เพียงแค่คุณป้ายสีบ้านคุณเนี่ย คุณไม่ได้แค่สีบ้านใหม่ แต่คุณจะทำลายชุมชนทั้งชุมชนเลย เป็นข้อหาใหญ่มาก ถ้าคนนั้นทำอย่างนี้ คนนี้ขายขนมอะไรก็ไม่รู้ เยอะขึ้นเยอะขึ้น ที่นี่ก็จะไม่ใช่อัมพวาแต่จะเป็นกรุงเทพฯ และคนกรุงเทพฯ ก็จะไม่มาและคุณก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ต้องคิดให้ดี ถ้ามันเปลี่ยนไปจะกลับไม่ได้ ทำให้ใหม่ทำได้แต่จะทำให้เก่าทำไม่ได้"

ถึงจะไม่ใช่นักเดินทางตัวยง แต่ก็ถือเป็นคนเดินทางคุณภาพสำหรับผู้ชายคนนี้ เพราะไม่เพียงไปเก็บเกี่ยวความสุขความทรงจำ แต่เขายังห่วงใยและหวงแหนแหล่งท่องเที่ยว ที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของทุกคน

Tags : กนก รัตน์วงศ์สกุล

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

ขอโทษนะค่ะ คุณกนกอายุยังไม่มากแต่ดูเป็นผู้ใหญ่ มากกว่าแหม่ม7ปี

ความคิดเห็นที่ 1

ขอบคุณอ่านข่าว จะดูทุกวัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement