กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : Read & Write

วันที่ 23 พฤษภาคม 2552 01:00

รำลึกครบรอบ 55 ปี 'เดียนเบียนฟู'

ภาพประกอบข่าว

เดียนเบียนฟู (1954-2009) - สงครามยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20

ในวาระครบรอบ 55 ปี เดียนเบียนฟู (1954-2009) - สงครามยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สำนักพิมพ์มิ่งมิตร-บริษัทชนนิยม จำกัด, ชมรมวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม, สมาคมไททรงดำแห่งประเทศไทย และบริษัท ออลซีซันส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมกันจัดกิจกรรม สานมิตรสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม : รำลึกครบรอบ 55 ปี เดียนเบียนฟู ขึ้น ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ พร้อมเปิดตัวหนังสือ หวอเหงียนย้าป จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินห์ และผู้คนและเส้นทาง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2552

สำนักพิมพ์มิ่งมิตรเคยจัดพิมพ์หนังสือผลงานสานสายใยมิตรภาพไทย-เวียดนามออกมา ได้แก่ โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ, เกียวบาวนาจอก  และในวาระครบรอบ 55 ปี เดียนเบียนฟู หนังสือ หวอเหงียนย้าป จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินห์ ส่วนอีกเล่มคือ ผู้คนและเส้นทาง ซึ่งเป็นชีวประวัติของ บ่าออ-นางดั่งกวิ่เอ็ง วีรสตรีเวียดนามผู้มาอาศัยในสยาม 40 ปี เพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชาวเวียดนามที่มีเหนือฝรั่งเศสในสงครามเดียนเบียนฟู เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1954 เวลา 17.30 น.

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข  กล่าวถึงคุณูปการของการยุทธ์เดียนเบียนฟูว่า "สงครามเดียนเบียนฟูนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของยุทธศาสตร์ 3 ประการใหญ่ๆ คือ 1.ชัยชนะที่เดียนเบียนฟูของพี่น้องเวียดนาม นำไปสู่การกำเนิดของประเทศเวียดนามที่เป็นเอกราช 2.ชัยชนะที่เดียนเบียนฟู ตอกย้ำถึงการสิ้นสุดของระบอบอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.เป็นการส่งสัญญาณถึงพี่น้องหลายๆ ประเทศที่เป็นอาณานิคมว่า  ถึงเวลาที่ต้องกู้ชาติแผ่นดินอยู่แล้ว ...เดียนเบียนฟูเป็นกรณีศึกษาของคนที่ต้องเรียนประวัติศาสตร์การทหารทุกคน และในทางการเมืองเดียนเบียนฟูเป็นหัวข้อใหญ่ที่นักคิดทางการเมืองต้องคิด"

หวอเหงียนย้าป จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินห์ เขียนโดย ศุขปรีดา พนมยงค์ และปรีดา ข้าวบ่อ เป็นประวัติชีวิตของนายพลหวอเหงียนย้าป ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบของนักการทหารที่สำคัญที่สุดของโลก ยุทธการเดียนเบียนฟูเป็นสงครามที่ชาวเวียดนามรวมพลังอำนาจทางจิตใจจนสามารถเอาชนะกองทัพทางอาวุธของประเทศฝรั่งเศสที่เข้ายึดเวียดนามให้ตกเป็นประเทศอาณานิคม

ศุขปรีดาซึ่งเคยเขียน โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ ตีพิมพ์เมื่อปี 2549 เล่าถึงการเขียนงานเรียบเรียงชีวประวัติของนายพลหวอเหงียนย้าปว่า โดยที่ตัวเองเติบโตมาในครอบครัวที่เกี่ยวพันทางการเมือง ซึ่งเป็นความเกี่ยวพันเพื่อความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้อง ในวัยเด็กเมื่อได้รับรู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก จึงทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งไม่ยุติธรรมและต้องการมีส่วนร่วมช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ จึงทำให้มีความสนใจอยากจะศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเวียดนาม ยิ่งศึกษามากเท่าไหร่ก็ยิ่งผูกพันมากขึ้น และยิ่งรักใคร่ประชาชนเวียดนาม ความรู้สึกเหล่านี้กลายเป็นที่มาของหนังสือสองเล่มคือ โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ (2549) และหวอเหงียนย้าป จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินห์ (2552) หนังสือเล่มล่าสุด 

ศุขปรีดาใช้เวลาในการเรียบเรียงและเขียนเป็นเวลาสองปี โดยเดินทางไปสัมภาษณ์นายพลหวอเหงียนย้าปด้วยตัวเอง อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่มีโอกาสได้พบท่านหวอเหงียนย้าปถึงห้าครั้งด้วยกัน ในหนังสือเริ่มต้นฉากชีวิตของหวอเหงียนย้าปตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงปัจจุบันที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และมีอายุ 98 ปี ส่วนที่ยากที่สุดสำหรับศุขปรีดาคือช่วงปฐมวัยของท่านหวอเหงียนย้าป

ศุขปรีดารู้จักกับนายพลหวอเหงียนย้าปครั้งแรกเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ (บิดา) ได้รับเชิญจากท่านโฮจิมินห์ให้ไปเยี่ยมราวๆ ปี 1962 โดยตอนนั้นนายปรีดีได้รับการต้อนรับในฐานะผู้บริหารของต่างประเทศ และท่านโฮจิมินห์ได้แนะนำให้รู้จักกับท่านหวอเหงียนย้าป ศุขปรีดากล่าวว่าวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เป็นวาระครบรอบ 100 ปี เจ้าสุพานุวง ผู้นำแห่งลาว ตนจึงกำลังอยู่ในระหว่างการเรียบเรียงเขียนชีวประวัติของท่านสุพานุวงเพื่อให้ทันวันเกิดของท่าน

ปี 1930 หวอเหงียนย้าปซึ่งมีอายุ 19 ปี ได้เข้าเป็นสมาชิกแห่งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยมีโฮจิมินห์หรือรู้จักกันในนามเหวียนอ๋ายก๊วกหรือแปลเป็นไทยว่า เหวียนผู้รักชาติ เป็นผู้นำพรรค นี่จึงเป็นที่มาที่ไปว่าในที่สุด หวอเหงียนย้าป หนุ่มที่มีจิตสำนึกทางการเมืองได้เข้ามารู้จักกับประธานโฮได้เช่นไร ชิบ จิตรนิยม เล่าถึงนายพลหวอเหงียนย้าปว่า 

 "นายพลย้าปคือผู้วางกลยุทธ์ลับ ลวง พราง จนฝรั่งเศสตั้งรับไม่ทัน และท่านพูดว่าชัยชนะของเวียดนามในเดียนเบียนฟูนั้น ไม่ใช่ของท่านเลย แต่เป็นของชาวเวียดนามทุกคน ท่านใช้วิธีแบบผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นสงครามจรยุทธ์แบบเหมาเจ๋อตุง ยุทธการแบบป่าล้อมเมือง การรบแบบมั่นคง กระทั่งโอบล้อมฝรั่งเศสจนเวียดนามได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จ"

ส่วนหนังสือ ผู้คนและเส้นทาง เขียนโดย เซินตุ่ง แปลโดย "แดง" และแฉล้ม เสงี่ยม สะท้อนให้เห็นถึงความแน่วแน่ ความเด็ดเดี่ยว ความเข้มแข็ง ความอดทนของชาวเวียดนามโดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเข้ามาทำการเคลื่อนไหวในสยาม ซึ่งเมื่อก่อนสยามถือว่าเป็นฐานปฏิบัติการทางตะวันตกของเวียดนามในสมัยก่อน เพื่อจะต่อต้านฝรั่งเศส ความเสียสละของบ่าออสะท้อนให้เห็นถึงการไขว่คว้าอิสรภาพ เอกราชของชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกตัดขาด ถูกดึงออกไป ทุกคนในหนังสือเล่มนี้มีตัวตนจริงๆ อยู่ในประวัติศาสตร์ของชาวเวียดเกี่ยวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย 

หนังสือทั้งสองเล่มจะเป็นสื่อกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์เพื่อไปสู่จุดหมายสามอย่างนั่นคือ...

มิตรภาพ-สันติภาพ-ภราดรภาพ ที่ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวเอาไว้ในปาฐกถาความเพื่อรำลึกถึง 55 ปี ชัยชนะแห่งเดียนเบียนฟู  ของชาวเวียดนาม

Tags : เดียนเบียนฟู นักเขียนเวียดนาม

advertisement

advertisement