กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : ภาพยนตร์/ดนตรี

วันที่ 4 เมษายน 2554 10:00

Succeed แบบ เก้า จิรายุ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เก้า จิรายุ ละอองมณี หนุ่มน้อยที่ดูจะ “โต” เกินวัยคนนี้ มีสิ่งที่เขาบอกว่า “ไม่ได้โตกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน” แค่มี “ประสบการณ์ทำงานมากกว่า"

หนุ่มน้อยวัย 15 ปี ที่ทำให้บทบาท “บุญทิ้ง” วัยเด็ก (ต่อมาเป็นออกราชมนู แสดง โดย ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม) ในหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาคแรก กลายเป็นพระเอกตัวจริงแย่งความเด่นจากใครๆทั้งมวล และต่อด้วยบทบาทกินใจในหนัง “รักแห่งสยาม” ที่แม้เขาจะอยู่ใต้เงารุ่นพี่ มาริโอ เมาเร่อ แต่บทที่ เก้า จิรายุ ละอองมณี สวมบท “โต้ง” ในวัยประถมนั้น ก็สอยผู้ชมน้ำตาร่วงได้เหมือนกัน


 เก้า จิรายุ โตอยู่ในสายตาผู้ชมละครทีวีและภาพยนตร์ จากเด็กชายวัยสองขวบที่เริ่มทำงานหน้ากล้อง ถึงวัยใช้คำนำหน้าเป็น “นาย” ไตรมาสแรกของปีนี้ เก้า จิรายุมี มีงานโปรโมทหนังรักวัยรุ่นสองสไตล์สองเรื่อง ในช่วงเวลาเพียงสองเดือน จาก “เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก” ถึง “ซัคซี้ด ห่วยขั้นเทพ และกำลังถ่ายทำละครทางช่อง 7 เรื่อง “คู่แค้นแสนรัก”  และเป็นขวัญใจสไตลิสต์แฟชั่นบนปกแมกกาซีนอีกต่างหาก


 แต่หนุ่มน้อยที่ดูจะ “โต” เกินวัย คนนี้ มีสิ่งที่เขาบอกว่า “ไม่ได้โตกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน” แต่อาจมี “ประสบการณ์ทำงานบางอย่างมากกว่า” เท่านั้นเอง


@ช่วงนี้งานหนักหรือเปล่า
ก็หนักครับ ช่วงนี้หนักที่สุดแล้วที่เคยทำมา  กลับบ้านมืดทุกวัน แต่เป็นเฉพาะช่วงนี้ที่ต้องโปรโมทหนังแหละครับ เพราะมีสองเรื่องออกพร้อมกัน งานถ่ายแบบไม่เยอะ หนักที่งานโปรโมท ช่วงปกติ ผมถ่ายหนังเรื่องเดียว ผมจะไม่ค่อยรับหลายเรื่อง เพราะกลัวเหนื่อยครับ รับทีละเรื่อง เพราะงั้นวันธรรมดาก็ไปโรงเรียน หลังเลิกเรียนเราก็ว่างนะ และเสาร์อาทิตย์ก็ไปถ่ายหนัง
ถ้าเป็นช่วงปิดเทอม เราถ่ายหนังส่วนใหญ่แต่มันจะมีวันว่างแน่ๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 วัน

@แบ่งเวลาเรียนกับทำงานยังไง ให้น้ำหนักอะไรมากกว่า
ต้องเลือกเรียนก่อนครับ เพราะเรียนมันใช้เวลามากกว่า (เรียนที่รร.อมาตยกุล )หนังมันก็ต้องอาศัยการจัดสรรเวลา และงานหนังไม่รู้มันจะหมดเมื่อไหร่ ถ้าผมเรียนเสีย ไม่มีหนังให้เล่น คราวนี้ก็จะทำไง ผมก็ไม่มีอะไรทำ  ก็ต้องเผื่อไว้

@เก้าทำงานมาตั้งแต่เด็ก ชินกับตารางชีวิตแบบนี้?
จริงๆ ช่วงนี้เหนื่อยที่สุดแล้วที่ทำมา เพราะผมไม่เคยมีหนังสองเรื่องเข้าพร้อมกัน ปกติเข้าเรื่องเดียวตอน 5 แพร่ง ก็จะตายแล้ว รู้สึกมันเหนื่อยมากเลย (หัวเราะ)
ผมเป็นคนขี้เกียจนะ เวลากลับมาบ้านแล้วนอน รู้สึกเหมือนตัวเองเพลีย ทั้งๆที่จริง ผมว่าผมน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้หลายอย่าง อาจจะซ้อมกีตาร์ ไปออกกำลังกายก็ได้ แต่ก็ขี้เกียจ หรือบางวันมีงานเที่ยง เราก็น่าจะตื่นสัก 8 โมง มาวิดพื้น ออกกำลัง ซ้อมกีตาร์ แล้วค่อยออกไปทำงานก็ได้ แต่ถึงเวลาจริงก็ตื่นเที่ยงเฉยเลย (หัวเราะ) ผมก็อยากแก้นิสัยนี้มากเลย

@เวลารับงานปรึกษาใคร
แม่ผมดูแลตลอด และแม่จะถามผมก่อนตลอดว่ารับไหม อยากทำไหม แม่จะเล่างานให้ฟังว่าต้องทำอะไรบ้าง มันจะมีงานที่ผมชอบ และงานที่ผมไม่อยากทำเพราะรู้สึกไม่ถนัดเท่าไร ผมจะชอบงานที่ตัวเองถนัดที่สุด และคิดว่าตัวเองทำมันได้ออกมาดีน่ะครับ


@งานแบบไหนที่เก้าถนัด
ผมชอบ หนัง ครับ สำหรับผมมันมีคุณค่ามากที่สุดแล้ว

@บทหนัง อ่านเองทั้งหมด?
ครับ ผมต้องอ่านเอง บางทีขี้เกียจอ่าน แม่จะอ่านแล้วเล่าให้เราฟัง คือผมเป็นคนไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไร (ไม่ใช่สมาธิสั้น)แต่เป็นเพราะบางทีผมอ่านแล้วไม่รู้เรื่องครับ ก็ให้แม่อ่านให้ฟัง


@เล่นหนัง เลิฟจุลินทรีย์  แล้วมองเรื่องความรักเปลี่ยนไปหรือเปล่า ?
ไม่ครับ


@มุมมองความรักของเก้าเป็นยังไง?
ผมว่าตอนนี้ผมอยู่ในช่วง ลองนั่นลองนี่ ยังไม่ค่อยอยู่ตัว ยังไม่ลงตัว อะไรก็เปลี่ยนได้ ตอนนี้เราคุยกับใคร ก็เหมือนคุยไปเรื่อยๆ เพราะจริงๆ เรายังไม่รู้ว่าเราชอบแบบไหนครับ

@เห็นฉากร้องไห้ในหนัง  ทำให้สงสัยว่าตัวจริงเก้าเป็นคนเซนซิทีฟไหม?
บอกตรงๆ ผมก็เซนซิทีฟนะ  แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ร้องไห้ได้ มีไม่กี่เรื่องที่เซนซิทีฟ ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง เพื่อน คนใกล้ตัว พ่อแม่ แต่ในเรื่องน่ะ ตัวละครของผมมันร้องไห้ ไม่ใช่เพราะเซนซิทีฟนะ แต่มันเป็นเพราะเรื่องเพื่อน เป็นความรู้สึกเสียใจ ซึ่งผมว่าร้องไห้ขนาดนั้นมันยังน้อยไปด้วยซ้ำ กับความรู้สึกเสียใจแบบที่เรากำลังจะเสียเพื่อนของเราไป

@เวลาเล่นฉากร้องไห้ ดูเก้าเล่นสมจริงมาก?
อันนั้นอาจจะเป็นเพราะผู้กำกับช่วยบิลต์ให้ บทแต่ละบทมันยาก สำหรับผมไม่มีบทไหนง่ายเลย เราก็ใช้วิธีให้นักแสดงที่เล่นกับเราช่วย และพยายามให้คนนั้นคนนี้สอน หาประสบการณ์ ในกองผมจะไม่ค่อยได้ท่องบทเลยครับ  จะมีพี่ผู้ช่วยผู้กำกับช่วยบอกบท บางทีผมยิ่งท่อง ผมยิ่งเครียด และก็จำไม่ได้ เล่นไม่ได้  เวลาพักกอง ผมก็จะพักไปเลย นอน เล่นเกม ฟังเพลง

@บทแบบไหนที่ท้าทาย
บทตลกน่ะครับ บทที่ตั้งใจตลก เล่นมุขให้คนขำน่ะ มันยากนะ เพราะผมไม่ใช่คนมีมุขเยอะ  ตัวผมเป็นค่อนข้างมีหลายอารมณ์ บางทีคุยสนุกเฮฮา บางทีก็มึน ต้องบอกว่าผมมึนๆ บางทีผมมีโลกส่วนตัว เข้าใจยากบ้าง

@ถ้าเปรียบเทียบตัวเองเป็นดนตรี จะเป็นดนตรีแนวไหน?
คงเป็น fusion ล่ะครับ รวมๆ น่ะพี่ ผมฟังหลายอย่าง ผมไม่ได้ฟังเจาะจง บางทีมีคนเอาเพลงมาให้ฟัง ผมยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นแนวไหน เพราะเพลงมันมีหลายแนว ผมก็ฟังมั่วๆ รวมๆ ไปหมด

@เป็นคนติดฟังเพลงไหม?
ติดครับ ล่าสุดโทรศัพท์ผมเครื่องแฮงค์ ต้องไปลบข้อมูลออกหมด ผมไม่มีเพลงฟัง ผมนอนไม่หลับ มันกลายเป็นเงียบจนนอนไม่หลับ เพราะปกติผมจะฟังเพลงตอนนอนตลอด


@เคยรู้สึกว่าตัวเองโตกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ?
ผมไม่คิดว่าโตกว่า แต่ถ้าคิดเรื่องประสบการณ์การทำงาน ผมมีมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายๆคน  แต่เรื่องอื่น คนเรามีความถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าพูดถึงงานแสดง งานหนัง ผมมีประสบการณ์มากกว่าเขาแน่นอน คือถ้าผมจะไปสอบเข้านิเทศศาสตร์ ผมก็ต้องรู้มากกว่าเขาแน่ แต่วันหนึ่งพอเข้าไป เขาก็อาจจะพัฒนาแล้วเก่งกว่าผมอีกก็ได้  ผมว่าคนเราถนัดกันคนละเรื่อง แนวคิดบางเรื่อง เพื่อนผมก็โตกว่า


@รู้สึกชีวิตวัยรุ่นเราขาดอะไรไปไหม?
ผมไม่รู้สึกขาดเท่าไหร่นะ เพราะเวลาไปโรงเรียน เพื่อนก็ต้อนรับผม เปิดรับเหมือนเราเป็นเพื่อนคนหนึ่ง แต่ขาดเรื่องเวลาไปทำกิจกรรมกับเพื่อน ผมไปกิจกรรมสำคัญๆของโรงเรียน แต่ไม่ได้ไปตลอดทุกกิจกรรม ซึ่งมันก็ต้องเสียบ้างครับ ขณะเดียวกันผมก็ได้นะ ได้มาทำงาน และที่สำคัญ ผมได้ตังค์ ได้ค่าตอบแทนได้มีเงินเก็บ พอเพื่อนเรียนจบก็ต้องเริ่มทำงาน แต่ผมไปเที่ยวได้แล้วอ่ะ

@เคยรู้สึกน้อยใจไหมว่า ทำไมเราต้องทำงาน ขณะที่เพื่อนเขาได้เล่นได้เรียนอย่างเดียว ?
ก็เคยครับ แต่มีคนบอกเราว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มีไม่กี่คนนะที่ได้ทำ และมันได้ประสบการณ์ชีวิต ได้หลายๆอย่างนะ มันอาจมีเสียบางอย่างไปบ้าง มีหลายคนพูดกับผมอย่างนี้ ผมก็เลยทำต่อไป
ผมเคยบอกแม่ไว้ว่า ช่วงใกล้เอนทรานซ์ ผมอยากจะให้เวลากับเรียนมากหน่อย เพราะผมอยากสอบเข้าที่ๆ ผมอยากเรียนจริงๆ อาจจะรับงานให้น้อยที่สุด

@งานอดิเรกมีไหม ?
มีครับ เมื่อวานเพิ่งไปเล่นบาสฯ นัดเพื่อนไปเล่น สนามใกล้ๆ คอนโด ที่ผมพัก แบบเสร็จงานแล้วก็ไปเล่น แต่เรื่องดนตรี ผมไม่ได้สนใจตั้งแต่แรก เพื่อนชวนไปเล่น แล้วผมดันชอบ และผมกลายเป็นคนเล่นเป็นคนเดียวในกลุ่ม ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ เราไม่รู้ตั้งแต่แรกหรอกว่าเราชอบอะไร แต่เมื่อเราได้ลองทำ เราก็สนุกกับมัน ยิ่งเราเล่นมันยิ่งมีอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่เพื่อนๆ ไม่เล่นแล้ว ผมก็ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือเพื่อนข้างนอก ที่เล่นดนตรีด้วยกัน บางทีดนตรีมันช่วยให้เรามีเพื่อนได้ง่ายขึ้นด้วย


@จากเข้าวงการตั้งแต่เล็ก จนถึงตอนนี้ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปหรือเปล่า?
ก็เปลี่ยนฮะ บางทีก็เซ็ง เพราะมันไม่เป็นส่วนตัว บางทีเราก็เกรงใจคนที่ไปด้วย อย่างเวลาไปเดิน สวน(จตุจักร) กับเพื่อนๆ ผมอยากไปเดินเที่ยวบ้างซื้อของบ้าง แต่ก็ต้องหยุดๆ มีคนทักขอถ่ายรูป คือตัวผมไม่เท่าไหร่ ผมชินแต่เกรงใจเพื่อนๆ ที่ต้องมาเดินๆ หยุดๆ รอเรา ถ้าผมไปคนเดียวก็ไม่เปนไร หรือบางทีมีคนจำเราได้บ้างนิดๆหน่อยๆ แต่เวลาไปอยู่ในที่ๆ คนเยอะๆ บางทีเราก็อยากเดินเที่ยวบ้าง ผมไม่ใช่คนชอบเที่ยวเท่าไหร แต่ถ้าได้ไปก็อยากจะเดินให้เต็มที่ เราก็ทำได้แค่ติ๊ดนึง เกรงใจเพื่อน ที่ไปด้วย


@แต่ก็มีแง่ดีที่มีคนรู้จักเราเยอะ?
มันก็คงมีบ้างล่ะ


@แบบว่ามีสาวเยอะ?
ก็มีบ้างครับ แต่เขาแค่มาขอถ่ายรูปเฉยๆ  ผมไม่รู้ว่า เขาเข้ามาเพราะชอบอะไร ถ้าชอบที่นิสัยผมก็ดีใจ แต่ถ้าเขาชอบแค่หน้าตา ผมก็เฉยๆ นะ


@วัยรุ่นส่วนใหญ่จะเขินที่ไปไหนมาไหนกับแม่ เก้าเป็นยังไง ?
ผมก็เขินนะ บางครั้ง แต่แม่ก็ดูแลปกติ ไม่ได้ใกล้ชิดจนน่าเขิน ไม่ได้กอด เราก็ไม่ได้ออเซาะแม่ขนาดนั้น เราก็เลยไม่เขินมาก แต่มีบางทีพี่ๆ นักข่าวขอให้เราหอมแม่ ผมก็เขิน เพราะมันยังไงล่ะ มันเหมือนหอมโชว์อ่ะ มันจะออกมายังไงอ่ะ มันรู้สึกแปลกๆ ผมบอกเลยว่า พอโตขึ้นการแสดงความรักแม่ก็น้อยลง ขนาดอยู่ในบ้านก็เขิน ยิ่งออกนอกบ้านก็ยิ่งอายไปกันใหญ่


@งานแบบนี้ทำให้เราใกล้ชิดกับแม่มากกว่าปกติหรือเปล่า?
ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ ว่าถ้าผมไม่ได้ทำงานแบบนี้แล้ว ผมจะสนิทกับแม่มากหรือน้อยกว่านี้หรือเปล่า แต่ก็ได้ไปไหนกับแม่เยอะ แต่ถึงไม่ทำงานผมก็คงสนิทกับแม่อยู่ดี เพราะพ่อผมเขาทำงาน และแม่ก็เป็นคนดูแลผมตลอดอยู่แล้ว


@แต่ยังอยากให้แม่ตามเราไปจนโตไหม?
ผมว่าแม่ดูแลเราน่ะดีที่สุดแล้วครับ เพราะแม่รู้ว่าเราอยากได้อะไร เราต้องการอะไร เวลาจะรับงานอะไร แม่จะถามว่าอยากไปไหม ถ้าเราไม่อยากเขาก็ไม่พาไป แต่ถ้ามีผู้จัดการ เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะยังไง ถึงเราบอกไม่อยากไป สุดท้ายเขาก็พาเราไปอยู่ดี ผมว่าแม่เข้าใจเราที่สุด

@ไม่เคยมีผู้จัดการคนอื่นเลย?
ไม่เคย ก็มีที่ผมเซ็นสัญญากับค่ายโพลีพลัส  แม่ก็ยังดูอยู่ แชร์ๆ กันทางโพลีพลัสดูงานและแม่ก็จะดูด้วย


@มีอะไรในวงการที่เรารู้สึกไม่ดีไหม?
มันมีทั้งสิ่งดีและสิ่งที่อาจจะฝืนใจเราบ้าง สิ่งที่ดีคือเราได้ประสบการณ์ และบางทีไอ้สิ่งที่ไม่ดีนั่นแหละ ทำให้เราได้เรียนรู้ด้วย อย่างเจอคนที่คิดไม่ดี ไม่หวังดีกับเรา มันเหมือนเป็นอุปสรรคให้เรารู้จักคิดแก้ไข เราควรจะตัวยังไง จะผ่านมันไปได้ยังไง มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้น


@แล้วผ่านมันมาได้ยังไง?
แรกๆมันก็เซ็งอ่ะครับ เจอคนมาแบบนี้ เราต้องทำยังไงเนี่ยะ บางทีเราก็ต้องปล่อยไป อย่าไปคิดถึง และคิดถึงแต่คนที่ให้กำลังใจกับเรา คิดดีกับเรา ไม่เครียดกับมันครับ


@คนที่เข้ามาไม่ดี คือ ไม่ดียังไง?
ก็เข้ามาคอยจ้องจับผิดเราน่ะครับ บางคนก็มองแต่แง่ที่ไม่ดีของเรา บางคนก็มองเราทั้งดีไม่ดีบ้าง จริงๆ มันเป็นทุกวงการแหละ ผมว่า

@รู้สึกว่าตัวเอง “ฮ็อต” มากไหม?
ไม่ครับ มีงานเยอะกว่าปกติที่เคยเป็นมา แต่ชีวิตก็ยังปกติ ยังอยู่กับเพื่อนๆ เขาก็ไม่รู้สึกว่าเราเป็นดารา


@เวลามีคนชมว่าหล่อกับชมว่าเก่ง เก้าชอบคำชมไหนมากกว่า
ผมไม่รู้นะ หล่อมันก็ เอ่อ คือเวลาคนชมมันดีใจนะ  แต่ถ้ามีคนชมว่าเก่ง เหมือนดีใจเป็นสองเท่า เออ เราทำงาน แล้วมีคนเห็นความสามารถเรานะ (เบื่อว่ามีคนชมว่าหล่อ?) ไม่เบื่อเท่าไรครับ แต่ถ้ามีคนชมต่อหน้า เราก็ทำตัวไม่ถูก อายนิดๆหน่อยๆ แต่ถ้าเขามาชมเราก็แสดงว่าเขามองเราในแง่ดี เราก็ดีใจครับ


@ตั้งแต่ทำงานมา เห็นอะไรชัดหรือยัง ที่พอจะเป็นเป้าหมายในอนาคต?
ผมทำงานการแสดง ผมก็คงเรียนไปทางนี้ และผมเป็นคนไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นวิชาการ อย่าง แพทย์ วิศวะ พวกนี้ผมทำไม่ได้แน่ ผมก็คงมาสายศิลปะ อาจจะเป็นทางนี้พวกถ่ายหนัง  โดนถ่ายมาเยอะแล้ว ผมอยากจะถ่ายคนอื่นบ้าง


จะยึดงานแสดงตลอดไป?
ผมไม่แน่ใจว่าต่อไปจะเป็นยังไง ถ้าผมยังทำได้ผมก็จะทำต่อไป และมันขึ้นอยู่กับว่า ถึงตอนนั้นผมจะยังมีความสุขกับมันอยู่หรือเปล่า ถ้าเกิดวันหนึ่งผมมีความสุขกับอย่างอื่น อยากไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับวงการก็ได้


@เก้าบอกว่า อยู่ในวัยลองไปเรื่อย วิธีที่จะหาตัวตนของเก้าคืออะไร?
เวลามีอะไรใหม่ๆ มาเราก็ต้องลอง มองอะไรใหม่ๆ รอบตัวเรามีอะไรใหม่ อย่างบางทีเรียนจบ ผมอยากจะไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อหามุมมองใหม่


@มีที่ๆอยากไปแล้ว?
ผมชอบทะเล อยากไปเกาะมัลดีฟส์ อะไรประมาณนั้น


@เวลาทำงานก็ได้เดินทางเที่ยวด้วยอยู่แล้ว?
ครับ ก็เหมือนได้กำไรครับ บางงานไปทำต่างจังหวัด งานเสร็จเร็ว เราก็จะไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเขา



@งานไหนที่ทำมาแล้วมั่นใจที่สุด
ก็ไม่ถึงกับมั่นใจมากครับ แต่ตอนนี้งานที่ผมมั่นใจมากคือ หนังเรื่อง ซัคซี้ด มันเป็นบทที่ผมไม่เคยเล่นเลย  มันเป็นทางตลก คอมมิดี้ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยากมากตอนเริ่มต้น แต่พอถ่ายๆไปก็รีแลกซ์ และชอบตอนถ่ายมันฮา สนุกมาก มันก็ต้องออกมาเป็นภาพยนตร์ที่ดีมากๆ แน่ๆ และผมเป็นคนที่ค่อนข้างมาทางสายดราม่า มีคนเขาบอกผมเล่นแนวชีวิตรันทดมาเยอะ แล้ว พอมาเล่นบทมีความสุข มันจะแป๊กๆ ยังไงไม่รู้ แต่พอได้เวิร์คชอปก็ดีขึ้น


@ เรียนการแสดงทุกเรื่อง?
คล้ายๆ เรียนครับ แต่เป็นแบบเวิร์คชอปมากกว่า เพราะเวลาไปทำหนังเรื่องหนึ่ง ถึงผมจะเคยแสดงมาแล้ว แต่มันก็ต้องมีการปรับให้เหมาะกับหนังที่เราจะเล่น และคนที่เราจะเล่นด้วย ยังไม่รู้จักกัน ก็ต้องไปทำความรู้จักกัน ตอนเวิร์คชอป   ผมเองก็ยังไม่ได้เล่นบทมาหลายแนวเท่าไร พอได้บทแปลกๆ ไปก็เหมือนต้องไปเริ่มการแสดงใหม่อยู่ดี กลับไปจุดเริ่มต้นใหม่


@เวลาทำงานกับนักแสดงใหม่ เราเข้าไปแนะนำเขาไหม ?
ผมจะไม่ใช่คนมั่นใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมจะไม่ไปอวดว่า เฮ้ยเราทำมาแล้วนะ ผมเก่งแล้วนะ ผมว่าการแสดงไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่แรก ใครจะช้าบ้าง ไม่ได้บ้าง ผมไม่โกรธ ผมจะให้กำลังใจเขาว่าเดี๋ยวก็ทำได้ อย่าง แนท นางเอก ซัคซี้ด เขาเล่นเรื่องแรก  ผมจะไม่ว่าเขาแน่ๆ ผมจะบอกเขาว่า ไม่เป็นไรๆๆ สู้ๆ  เทคเยอะไม่เป็นไร ขอแค่เทคสุดท้ายผ่านออกมาดีก็พอแล้ว ไม่ต้องเก็บมาเครียด


@กำลังใจของเก้ามาจากไหน?
ก็มีคนที่ชื่นชมผลงาน ตามผลงานผมอยู่ เขาจะมาดูหนังเรา เวลาไปงานเขาจะไปรอให้กำลังใจ ทำให้เรารับรู้ได้ พ่อแม่ผมและคนใกล้ตัวผมก็ให้กำลังใจผมเยอะ


ทำกิจกรรมเพื่อสังคมบ้างไหม
มีบ้าง ผมจะไปทำบุญวันเกิดที่บ้านเด็กกำพร้าทุกปีตั้งแต่ก่อนเข้าวงการแล้วครับ และช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ก็ชวนๆ คนที่รู้จัก แฟนคลับ มาทำเสื้อขายกัน มาทำบุญร่วมกัน และเสื้อมันเป็นของที่ระลึกได้ด้วย บางทีก็มีช่วยน้ำท่วม บ้านเด็กพิการซ้ำซ้อน  เราจะทำประมาณช่วงเดือนตุลาคมทุกปี


ผมว่าผมทำงานในวงการนี้ไม่ได้เก่งอะไร หลายๆอย่างมาจากความโชคดี และผมสงสารคนที่ไม่ได้โชคดีอย่างผม ถ้าผมไม่ได้มาทำงานวงการ ผมก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องถือว่าโชคดี และถ้าผมเก็บความโชคดีนี้ไว้คนเดียว มันก็เหมือนเป็นการเห็นแก่ตัว เราก็ควรที่จะให้คนอื่นบ้าง แม่ผมปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า ถ้าเรามี เราก็ควรแบ่งคนอื่นบ้าง ถ้าผมโตกว่านี้ ผมจะไปช่วยได้มากกว่านี้ ไปถึงสถานที่เลย อย่างถ้ามีพายุถล่ม มีสึนามิ ผมก็อยากช่วยให้ได้มากกว่าตอนเด็กๆ และอยากไปช่วยในสถานที่จริงเลย

.......

หมายเหตุ : ภาพโดย อนันต์ จันทรสูต

Tags : เก้า จิริยุ ละอองมณี ซัคซี้ด ห่วยขั้นเทพ

Adsense

advertisement

advertisement

advertisement

advertisement