กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : ภาพยนตร์/ดนตรี

วันที่ 17 ธันวาคม 2553 01:00

Movie on the Beach ดูหนังกลางแปลงที่โรงแรมแม่น้ำ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

อาจจะดูเรียบง่ายเกินไป ถ้าผมจะบอกกล่าวต่อคุณผู้อ่านว่า วันที่ 17-25 ธันวาคมนี้ มีเทศกาล “หนังกลางแปลง” ที่ “ริมน้ำ” ในโรงแรมแม่น้ำ

 (เจริญกรุง 72/4) แต่น่าจะเป็นการดีกว่า ถ้าจะค่อยๆ เล่าถึงที่มาที่ไป และสะท้อนถึงต้นทางแห่งความตั้งใจในการจัดงานปลายปีครั้งนี้ของ “โรงแรมแม่น้ำ”

 ผมเคยถามตัวเองทีเล่นทีจริง (แต่ถาม “ทีจริง” มากกว่า “ทีเล่น”) ว่า หนังกลางแปลงยุคใหม่ที่ค่อยๆ ม้วนตัวกลับมาในหลายๆ แห่ง ทั้งพัทยาและเขาใหญ่

ทั้งงาน fairและ fest นั้น มันมีหมุดไมล์มาจากอะไรหรือ ?

  จากซีเควนซ์หนังกลางแปลงใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” หรือจากกลิ่นอายหนังเก่าใน Cinema Paradiso

  ทว่า พอได้ย้อนมองอย่างจริงจังแล้ว หนังกลางแปลงที่ผู้คนผูกพันมานานนั้น ไม่ได้เดินทางมาด้วยพาหนะภาพยนตร์หรือดนตรีทั้งสิ้น แต่มันอยู่มาและเติบโตพร้อมกับคนไทยตั้งแต่เล็กจนโต

  บางคนบอกว่า คุณต้องเป็นคนต่างจังหวัดเท่านั้นถึงจะเห็นวัฒนธรรมหนังกลางแปลง

 แต่ผมขอแย้งอย่างนุ่มนวลว่า ไม่จริงเลย เด็กในเมืองมากๆ อย่างผม หรือเพื่อนผมที่อยู่ในเมืองอันแสนรถติดนี้ พวกเราล้วนเคยดูหนังกลางแปลงมาแล้วทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย

 เราแค่ไม่เคยเดินไกลๆ เหมือน สตีเว่น สปีลเบิร์ก หรือต้องกลับบ้านดึกๆ อย่าง จูเซปเป้ ทอนาทอร์เร่ เท่านั้นเอง

 ผมเป็นเด็กเกิดบางรัก ยังจำได้ว่าในหลายช่วงเวลา เราก็มีโมงยามแห่งความอิ่มเอมกับหนังกลางแปลงยุค “ชอว์บราเดอร์” ในเราบางคนที่เคยไปดูนางพญาผมขาวสมัยนู้น ก็คงไม่ต่างจากคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล ที่เคยนุ่งผ้าขาวม้าไปดู “มนต์รักลูกทุ่ง” ในยุคสมัยของเขา

  หนังกลางแปลงอาจจะค่อยๆ หายไปในยุค 90 เมื่อซีนีเพล็กซ์เข้ามาเป็นทางเลือก และเกือบจะหมดหน้าที่เมื่อกระแสรุนแรงของ 3d โถมใส่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ (ทั้งที่มันคือมุขหาเงิน กอบกู้ตัวเองของธุรกิจหนังยุคใหม่นั่นเอง)

 บ้านตอนเด็กผมอยู่บางรัก พอต้องใช้ถนนหนทางไปมา จึงคุ้นกับการเห็น “โรงแรมแม่น้ำ” มายาวนานที่การก่อตั้งน่าเทียบเท่าอายุเบญจเพสของคน ความที่พอที่พักอาศัยย่านนั้น อยู่เรียงกันริมแม่น้ำ เราจึงมักจะคิดว่าเป็นโรงแรมที่มีผู้ใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มหลัก

 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้

  ผมคงจะคิดแบบนั้นไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีอีเมล์แจ้งมาว่า โรงแรมแม่น้ำจะจัดเทศกาลหนังกลางแปลง “ริมน้ำ” กับบรรยากาศโรแมนติก มีของดื่มกิน และมีหนังไทยคลาสสิกฉายทุกวันเวลา 19.00 น.

  วันแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ผมจูงมือทีวีและ นสพ.ไปทำข่าว ขอสัมภาษณ์ผู้จัดก่อนตั้งแต่บ่ายแก่ๆ (แก่แค่ไหน ถ้าเป็นหน้าตาก็ประมาณเฮียกนกรัตน์ ใส่แว่นทางช่อง 9 นั่นแหละ) ผมไม่เคยเข้าไปในโรงแรมมานานมาก พอไปวันแถลงข่าว รู้สึกว่าทางโรงแรมแม่น้ำลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนตัวเองหลายอย่าง เป็น exotic ที่ให้อารมณ์ modern classic ของสิ่งปลูกสร้าง (ติดหรูอยู่เหมือนกัน) ชอบกระดานไม้ด้านนอก

  เพราะอะไรที่เป็น “ไม้” นั้น โรแมนติกกว่า “เหล็ก” และอ่อนโยนกว่า “ปูน” (ยกเว้น “ไม้หน้าสาม”)

 งานนี้ผู้จัดใช้ชื่อว่า  Movie on the Beach อารมณ์คือนอนดูดื่มกินอยู่ริมน้ำ มีคุณ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ผู้กำกับหนังและมีบทบาทเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย กับมูลนิธิหนังไทยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

 ถ้าผมจำไม่ผิด มีหนังไทยยุคคลาสสิกและหนังไทยเก่าที่คนรุ่นใหม่พอจะคุ้นๆ อยู่บ้างมาฉายในงาน เช่น มนต์รักลูกทุ่ง, อัศวินดาบกายสิทธิ์, ข้างหลังภาพ, คู่กรรม, 2499 อันธพาลครองเมือง ฯลฯ

 จะเห็นว่าการจัดงานนั้น ค่อนข้างเลือกหนังครอบคลุมยุคสมัย ไม่กระเดียดไปทางเก่าสุด หรือเฉไฉมาใหม่เกิน เข้าใจว่าอย่างน้อยถ้าไปเป็นครอบครัว สมาชิกในกลุ่มน่าจะทันเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่บ้าง

  เรื่องที่ผมอยากดูมากที่สุด เพราะไม่เคยเป็นฟิล์มและไม่เคยดูเลยก็คือ “มนต์รักลูกทุ่ง” เพราะแม้จะซื้อเป็นดีวีดีไปแล้ว ก็ยังไม่ได้เปิดดูสักที แต่เหตุผลหลักๆ ก็คือ หนังเรื่องนี้คือภาพยนตร์ในดวงใจของคนที่ชื่อ กนก
รัตน์วงศ์สกุล (เขาเคยแอบบอกผม)

  เพื่อนบางคนถามว่าทำไม หนังกลางแปลงจึงผูกพันกับคนไทย ถ้าตอบแบบง่ายๆ มันคลาสสิกและเป็นชุมชนในทางหนึ่ง เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกี่ยวข้องกับความรวยจน

เพราะถึงคุณรวย คุณก็ซื้อชุมชนจริงๆ ของหนังกลางแปลงไม่ได้ (ต่อให้คุณซื้อเครื่องฉายได้)

 บ่ายคล้อยไปเย็นของวันแถลงข่าว ระหว่างตระเตรียมถ่ายทำรายการ ผมก็เจอ น.พ.พิชัย ตั้งสิน ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการโรงแรม "แม่น้ำ รามาดา พลาซ่า"

  เขาเล่าว่าตัวเขาเองก็มีมุมผูกพันกับหนังกลางแปลงมาไม่น้อย และถ้าให้นึกภาพในวันวานกับหนังไทยคลาสสิกสักเรื่อง หนังอย่าง “เรือนแพ” คือคำตอบที่เขาอยากจะกลับไปดูสักครั้ง

 “ทำไมถึงจัดงานนี้” ผมถามเขา 

 "ตอนแรกเราก็คิดกันหลายอย่างว่า เมื่อมีพื้นที่ริมน้ำแล้ว เราน่าจะทำอะไรดีเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ก็มีทั้งคนที่เสนอว่าดนตรีหรือถ่ายทอดฟุตบอลมั้ย ผมก็คิดว่าทั้งสองอย่างนี้มันมีคนจัดเยอะแล้ว และมีเจ้าภาพชัดเจนในการจัดงาน

แต่หนังกลางแปลงยังมีไม่มาก และนับวันก็ดูจะห่างหายไป เลยตกลงว่าจะหนังกลางแปลงแทน" เขาอธิบายและแจกแจงที่มาให้ฟัง

  "ถ้าถามว่าการที่คนไทยยังรักหนังกลางแปลงนั้น มันบอกอะไร ผมคิดว่ามันกำลังสะท้อนสิ่งที่คลาสสิกอย่างหนึ่ง คือ การผูกพันกันระหว่างผู้คนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกัน หรือการได้ share กันในอดีตจากหนังกลางแปลง เพราะอย่าลืมว่าชาวบ้านหรือคนเรานั้น ไม่ได้ไปงานแบบนี้ด้วยการมุ่งที่ไปการดูหนัง เขายังมีกิจกรรมอื่นๆ รอบตัวงาน ทั้งการกินการละเล่นและสีสันของวัฒนธรรม แน่นอนว่า เทศกาลหนังกลางแปลง movie on the beach ที่โรงแรมแม่น้ำก็จะบรรยากาศแบบนี้ และเราพิเศษตรงที่เป็นหนังกลางแปลงริมน้ำ"

  ฟังความในใจของคุณหมอพิชัยแล้ว ผมนึกภาพตรงบ้างไม่ตรงบ้าง ทีมงานเลยพาไปดูด้านหลังของโรงแรมแม่น้ำ ซึ่งมีพื้นที่เหลืออยู่ให้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเทศกาลได้สบาย

 การดูหนังในงานนี้ เขามีเตียงผ้าใบแบบที่เราเคยนอนตอนไปบางแสนหรือพัทยา คือนอนดูเลย (จะหลับกรนแข่งก็ได้) โดยที่มีพื้นที่อีกส่วนบริการเครื่องดื่มและของกิน ถ้าจำไม่ผิด

บัตรเข้างานทีเดียวพร้อมเอาไปแลกของกินได้ อยู่ที่ราคา 300 บาท

  อันที่จริง เวลาเราไปดูหนังกลางแปลงนั้น สาระจริงๆ ก็คงไม่ใช่ว่าหนังเรื่องอะไร (ในความรู้สึกของผม) เพราะแก่นหลักจริงๆ คือ เราไปแชร์บรรยากาศของงานแบบนี้

ที่เคยเห็นและเติบโตมาตอนยังเด็ก ซึ่งในคืนวันเหล่านั้น เรายังไม่รู้ด้วยว่า พระเอกของหนังกลางแปลงจริงๆ นั้น ไม่ใช่จอมยุทธ์ในหนังจีนที่เราดู หรือคาวบอยในหนัง western ตะวันตก

 หากแต่เป็นนักพากย์หรือทีมพากย์ ที่จะคอยแต่งแต้มสีสันคาแรคเตอร์ให้เราสนุกไปกับการดูหนัง

 ใครอยากสนุกแบบนี้ ลองทำแบบผมคือ พอนอนดูจนพอแล้ว ลองหาของกินไปยืนดูการพากย์สดๆ
ของทีมงานที่มีประสบการณ์มายาวนาน เช่นใส่เสียงซู๊ดซี้ดไปตามฉากการต่อสู้เตะต่อยถีบ

 หรือเอาช้อนตักข้าว มาตีกระทบกันเวลาเป็นฉากฟันดาบกัน (ของหนังจีน)

  เทศกาลหนังกลางแปลงในชื่อ Movie on the Beach นั้น จะมีทั้งหมด 9 วัน คือ 17-25 ธันวาคม 2010 ย้ำกันอีกที สถานที่คือ ริมน้ำของโรงแรมแม่น้ำ แถวเจริญกรุง 72/4

โดยที่ทุกวันนั้น งานจะเริ่มเวลา 19.00 น.

  ผมมีนัดกับแม่และเพื่อนๆ ในก๊วนแล้วสำหรับงานนี้

  แต่ถ้าคุณ กนก รัตน์ อ่านอยู่แล้วอยากไปนั่งดูหนังในดวงใจตลอดกาลของเขา ด้วยบรรยากาศหนังกลางแปลงริมน้ำ โปรดติดต่อผมด่วน เพราะยังมีที่ว่างอีกทีเหลืออยู่

  “แถวๆ หน้าห้องน้ำ” (ฮา)

Tags : Movie on the Beach ดูหนังกลางแปลงที่โรงแรมแม่น้ำ

Adsense

advertisement

advertisement

advertisement