ข่าวการเทคโอเวอร์กันเองของค่ายเพลงบ้าง และจากค่ายธุรกิจอื่นๆ บ้างในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการมองเห็นว่าการควบรวมธุรกิจ
ของธุรกิจเพลงยุคใหม่นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
จากต้นทศวรรษมี 5 บริษัท ต่อมาเหลือ 4 และอีกไม่นานเกินรอจะเหลือ 3 เท่านั้น Sony + BMG ไปในปี 2004 และกลุ่ม Bertelsmann ขายหุ้น Sony 50 เปอร์เซ็นต์ ในอีก 4 ปีต่อมา จากนั้นในปี 2009 EMI ก็ดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ โดยมี Warner Music Group เคยยื่นข้อเสนอควบรวมไปแล้ว นี่ยังไม่รวมการล่มสลายของร้านค้าปลีกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Tower Records, Virgin Megastore, Circuit City การหนีตายของ Live Nation ซึ่งกำลังยื่นขอ merge กับ Ticketmaster โดยน่าจะเสร็จสิ้นการควบรวมในช่วงต้นปี 2010 หน้าของธุรกิจเพลงคงถูกพลิกอีกครั้ง
เมื่อซัก 10 ปีก่อน เราจะเห็นภาพ ผู้คนล้นหลามมาเข้าคิวยืนรอซื้อบัตร concert ที่ด้านหน้าของห้าง ด้านหน้า counter (over the counter) รอซื้อผ่านสายโทรศัพท์ หรือแม้แต่หน้าสถานที่จัดงาน แม้เดี๋ยวนี้ บัตรก็ยังขายหมดเหมือนเดิมแต่วิธีการที่ได้บัตรมาไม่ใช่แบบเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
ปัจจุบันส่วนหนึ่งของบัตร concert ต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับมาจากการเข้าร่วมเป็น sponsor หรือการที่เราเป็นลูกค้าชั้นดีของ Program VIP ที่ไหนซักแห่ง สำหรับบริษัท Live Nation มีมุมมองเรื่องการซื้อบัตร concert ของบรรดาแฟนๆ ของศิลปินต่างจากคนอื่น เขาเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีสิทธิเลือกที่นั่งเองผ่านระบบ online (first come first serve) จะทำให้ลูกค้าสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงการเปิดโอกาสให้กับธุรกิจของเขาในการสร้างฐานข้อมูล (database) ของลูกค้าที่ซื้อ
บัตรเหล่านี้แสดงผลข้อมูลได้ว่าลูกค้าคนไหนมีพฤติกรรมการซื้อบัตรกี่ใบ เป็นแฟนศิลปินคนไหน มีอำนาจเงินที่จะซื้อเท่าไร ซึ่งการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมานี่เองทำให้เขามีอำนาจและสามารถต่อรองกับค่ายเพลงที่วางแผนจะเปิด concert ให้กับศิลปินต่างๆ ได้ รวมถึงการทำกำไรได้มหาศาลจากฐานข้อมูลนี้ เพราะความเป็นแฟนอย่างเหนียวแน่นของลูกค้าแต่ละคนที่ต้องการรับข้อมูลข่าวสารอย่างฉับไวเกี่ยวกับข้อมูลของศิลปินที่ชื่อชอบคลั่งไคล้ทำให้ลูกค้ายินยอมพร้อมใจในการให้ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับ
อีกเรื่องคือเป็นสื่งที่เศร้าสุดอึ้งหากว่าร้านค้าปลีกที่ขาย CD เพลงอันแสนคุ้นเคยกำลังจากไป เพราะไม่มีพลังกายพลังใจพลังเงินในการทำให้ธุรกิจคงอยู่ได้อีกต่อไปท่ามกลางกระแสโลก digital ซึ่งแข่งขันกันรุนแรงจนทำลายร้านค้าปลีกไปโดยรู้ตัว การที่ไม่มีคนซื้อ CD รวมถึงการขาดเงินสนับสนุนของบรรดาค่ายเพลง การที่เด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนแนวทางการฟังเพลงมาติดเทรนด์ digital นั้น
โจทย์สำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักว่าพวกเขาไม่ได้แค่ฟังเสียง ที่ไม่ได้มีแต่ intrend กับ fashion พวกเขากำลังสุนทรีย์กับเพลง คนรุ่นก่อนนั้นซื้อ CD เพราะเขาหายใจเป็นเพลง แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ ฟังเพลงตามกระแสเท่านั้น
ยังมีแง่มมุจากการเปลียนแปลงอีกมาก แต่นี่คือส่วนหนึ่งที่เป้นจริงในช่วงเวลาไม่นานมาที่ผ่านมา
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น