เจ -มณฑล จิรา หนุ่มหน้าใสในวัย 32 ที่เคยเป็นปรากฏการณ์หนุ่มหน้าสวย ของวงการบันเทิงไทย หลังจากที่เจ คว้ารางวัลจากเวที ประกวดโดมอน มินิ
ประจำปี 2531 และในช่วงวัยรุ่นตอนต้นที่เขาเป็นหนุ่มฮ็อตบนปกนิตยสารและหนังโฆษณาสินค้าเจาะวัยรุ่นวัยกรี๊ดในช่วงเวลาต่อมา ก่อนจะหลบไปเรียนหนังสือที่ ยูซี เดลวิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาและใช้ชีวิตกับการเป็นนักดนตรี (KENNA, KUTSUE) ในวงจรงานบันเทิงที่ไม่ใช่กระแส แต่ในช่วงเดือนสองเดือนนี้ เจ มณฑล กลับมาสู่จอใหญ่และเป็นข่าวในหน้าบันเทิงเล็กใหญ่มากขึ้น จากงานแสดงนำในหนัง เราสองสามคน ของค่ายเอ็มเทอร์ตี้ไนน์ ที่เปิดฉายในโรงในปลายเดือนมิ.ย.
และยังมีคิวหนังเล็กที่เป็นโปรเจคต์ปัญหาค้างคามาหลายปีอย่าง Popstar ได้คิวฉายกลางเดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่เขาแสดงนำคู่กับ ตั๊ก บงกช คงมาลัย และมีเจนสุดา ปานโต ร่วมด้วย สองดาราสาวที่มีข่าวฉาวกับเจ ในหน้ากอสสิป
เรื่องราวการทำงานของเขาในวงการบันเทิงเป็นอย่างไรกันแน่ "จุดประกาย" ส่งคำถาม และ เจ มณฑล ก็มีคำตอบ
@ พูดถึงในการกลับมาเล่นหนังอีกหลังจากหายไปนาน?
ผมไม่ได้มีหลักการอะไรหรอก แค่ตอนนี้รู้สึกว่างานของ Samutprakarn Sound (บริษัททำเพลงส่วนตัวของเจ) มันเริ่มอยู่ตัวแล้ว และผมก็เริ่มโอเคกับงานดนตรีของตัวเองแล้ว น่าจะเริ่มทำอย่างอื่นได้บ้าง แล้วมันก็บังเอิญมากว่าสิ่งแรกที่นึกได้คือกลับมาทำหนัง อันที่จริงผมก็ไม่ได้หายไปนานมากนะ แต่อาจจะไม่ได้เล่นหนังมาสักพักใหญ่ แต่ก็รับงานเล่นดนตรี (ดีเจ, มิวสิคไดเร็คเตอร์, ทำเพลงกับจอห์นนี่ อันวาร์ในนาม Kutsue) มาเรื่อยๆ ผมเพิ่งเสร็จจากทัวร์ที่ได้เดินทางไปเล่นดนตรีในหลายๆประเทศ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองว่างงานเลย ทำงานตลอด
@กลับมาคราวนี้ เป็นความพยายามกลับมากู้ชื่อเสียงความเป็นไอดอลคืนมาหรือเปล่า
เปล่าเลย ไม่ได้พยายามสร้างอะไรทั้งนั้น ผมไม่รู้ด้วยว่าหนังจะออกมาเป็นยังไง หรือว่าจะต้องออกสื่อหรือเจอคนสนใจมากแค่ไหน เพราะงั้นผมก็แค่คาดหวังว่าจะได้ทำหนังสักเรื่องและก็สามารถจะกลับมาทำงานในสายนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ
แต่การตอบรับจากคนดูก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ เพราะผมไม่ได้อยู่ในกระแสของวงการในบ้านเรามากเท่าไหร่ คนก็เลยรู้สึกเหมือนว่านี่เป็นการ “คัมแบ็ค” ของผม ทั้งๆ ที่จริงมันก็เป็นผมคนเดิม ทำงานเหมือนที่เคยทำมานั่นแหละ
@เวลาเลือกโปรเจคต์หนังที่จะทำ เลือกจากปัจจัยอะไร เช่นดูบท ดูผู้กำกับหรือแนวหนัง?
เอ่อ อย่างแรกสุดเลย ผมเลือกจากผู้กำกับที่จะทำงานด้วยก่อน แต่สำหรับเรื่อง “เราสองสามคน” มันมีเหตุผลต่างไป คือผมไม่ได้เลือกทำเพราะอะไรเป็นสำคัญ แต่สนใจที่มันได้เดินทางพร้อมๆกับถ่ายทำไปด้วย ผมเดาว่าผมคงจะปล่อยวางบ้างแล้ว และตัดสินใจทำงานไปตามสภาพการณ์ อะไรจะเกิดก็เกิด เลิกกังวลและเลิกพยายามจะควบคุมทุกอย่างให้ได้อย่างที่ต้องการทั้งหมดแล้วมั้ง ผมว่ามันคงเป็นผลจากการได้ทำงานดนตรีอย่างสบายใจ และรู้สึกดีกับมัน และคิดว่าเราน่าจะลองทำอย่างอื่นได้บ้าง โดยไม่ต้องเคร่งเครียดกับมันมากเกินไปด้วย
@ถามถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ดีๆ จากการทำหนัง “เราสองสามคน” มีไหม?
ก็การได้เดินทางไปด้วยทำงานไปด้วย และกลับไปอยู่ในกองถ่ายหนัง มันทำให้เกิดอารมณ์หวนอดีตเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นประสบการณ์ใหม่และสนุกมากด้วย
@ทำงานกับนางเอกรุ่นน้องรุ่นใหม่เป็นไงบ้าง
ทำงานกับนักแสดงคนใหม่ๆ ก็ดีนะ ทุกคนก็ทำงานได้ดีเล่นสมบทบาทและก็ช่วยให้เรื่องราวของหนังมันดำเนินไปอย่างที่บทต้องการ
@หนังออกฉายไปสักพักแล้วฟีดแบ็คเป็นไงบ้าง
เท่าที่รู้ก็ฟีดแบ็คดีมากเลยนะ ผมไม่ได้เช็คว่ายอดขายตั๋วได้เท่าไร แต่จากที่อ่านคอมเมนต์ทางเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ก็ดีมากเลยล่ะ เรารู้ว่าหนังมันเข้าฉายในช่วงเดียวกับฟุตบอลโลก ก็คงจะเงียบหน่อย แต่หวังว่าหลังบอลโลกจบคนจะกลับมาดูหนังกันเยอะๆนะ
@งานหนังคราวนี้ได้แฟนรุ่นเด็กๆ เพิ่มขึ้นไหม?
ผมว่าก็มีคนรุ่นใหม่ๆ ที่สนใจในงานที่ผมทำนะ และมีคนรุ่นเก่าที่เป็นแฟนมาตั้งแต่สมัยก่อน ที่ยังให้ความสนใจและสนับสนุนงานที่ผมอยู่เสมอ และผมก็ซึ้งใจมาก
@เจอสถานการณ์แบบแฟนกลับมากรี๊ดๆ ใส่เหมือนสมัยก่อนไหม?
ผมว่าคงไม่มีทางที่มันจะกลับมาได้อีกนะ (แฟนกรี๊ด) และผมก็ถอยห่างออกมาจากวงการบันเทิงในระยะที่คนคงจะรู้สึกว่าผมเข้าใกล้ยากขึ้นแล้ว ต่างจากสมัยแรกๆที่เข้าวงการ ซึ่งผมก็ปลื้มกับมันและพอใจในจุดนี้ด้วย
@พูดถึงงานหนังเรื่อง Popstar รู้สึกหนังจะทำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เสร็จสักทีจนกระทั่งจู่ๆ ก็จะออกฉายวันที่ 15 ก.ค.นี้?
มีหลายเหตุผลที่ Popstar ดีเลย์นะ ปกติทุกอย่างมันจะชะงักอยู่แล้วถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน แต่เรื่องนี้ส่วนหนึ่งมันมีปัญหาถกเถียงกันระหว่างผู้กำกับ (โรเบิร์ต ฟรอสต์) และค่ายหนัง(บาแรมยู) มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันและมีเรื่องที่จำเป็นต้องสะสางแต่มันไม่ถูกสะสางในตอนนั้นไง หนังก็เลยทำไม่เสร็จตามที่เราตั้งใจไว้ตอนแรก
@เหมือนว่าคาแร็คเตอร์ในหนังเรื่องนี้ จะอิงมาจากชีวิตความดังของเจเองหรือเปล่า?
เอ่อม ก็มีบางอย่างในหนังที่คล้ายๆกับชีวิตจริงของผม เช่น ทำงานในวงการบันเทิง มีพ่อเป็นผู้จัดการในสมัยเด็กๆ และต้องเจอกับนักข่าวที่ซอกแซกเรื่องส่วนตัวของเรา แต่นอกเหนือจากนั้นมันเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด ทั้งยาเสพติด ฆาตกรรม แม่ตายและมีแม่เลี้ยง อะไรพวกนี้ อ้อ..ก็อีกอย่างตัวละครที่ผมเล่นก็ใช้ชื่อเจ เหมือนผมเท่านั้นเอง
@มันเป็นการเอาภาพลักษณ์เก่าตัวเองมาใช้กับหนังหรือเปล่า
ไม่หรอก แค่เป็นเรื่องที่เล่าถึงชีวิตคนที่เป็นป๊อปสตาร์ทั่วๆไป มันก็มีเรื่องแบบนี้ให้คุณได้ยินอยู่เรื่อยๆ ใช่ไหมล่ะ และป๊อปสตาร์หลายๆคนก็ใช้ชีวิตคล้ายๆกับตัวละครตัวนี้
@โปรเจคต์นี้เจร่วมผลักดันด้วยใช่ไหม ความคาดหวังเป็นยังไง?
อืม โรเบิร์ต ผู้กำกับเป็นเพื่อนสนิทผมที่มาจากนิวยอร์ก เขาเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ และผมก็ช่วยดันให้ได้ทำหนัง แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปแบบที่เราตั้งใจไว้ตอนแรก แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมาพูดอีกแล้วไง ผมคาดหวังว่ามันจะออกมาแบบบทที่เขียนขึ้นแต่เดิม แต่ตอนนี้หนังก็มีการตัดต่อใหม่และผมคิดว่าเนื้อเรื่องมันคงเปลี่ยนไปจากที่เราอยากเล่าตอนแรกนิดหน่อย ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง เพราะยังไม่เห็นฉบับที่ตัดต่อสมบูรณ์พร้อมฉายเหมือนกัน
ผม “หวัง” นะว่ามันจะออกมาไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก และก็จะยังคงเค้าเดิมของบทหนังที่เราเขียนไว้ตอนแรก
@มีประสบการณ์อะไรน่าสนใจบ้าง จากการร่วมงานกับนักแสดงที่ถือว่าทำหนังประสบความสำเร็จมาพอสมควรอย่าง ตั๊ก บงกช คงมาลัย?
ได้กำกับตั๊กก็ไม่เลวนะ เราก็มีประเด็นเกี่ยวกับตัวตั๊กและก็บทบาทที่ตั๊กเคยเล่นมา เพราะงั้นเราจึงพยายามจะให้เธอเข้าใจตัวละครตัวนี้ ผมไม่รู้ว่าจะบอกว่าเรียนรู้อะไรจากตั๊กได้ไหม แต่ที่เห็นชัดๆ คือผมเป็นผู้ร่วมกำกับหนัง มันน่าจะเป็นคำถามว่าเขาเรียนรู้อะไรจากผมมากกว่า แต่โดยรวมแล้วผมว่าตั๊กทำงานแสดงส่วนของเขาได้ดีมากเลยแหละ
@อยากจะทำอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับงานหนังตอนนี้
ขึ้นอยู่กับข้อเสนอที่ได้รับนะ คงต้องรอดูมั้งว่าหนังสองเรื่องที่ออกไป คนดูจะว่าไงบ้าง
@ตอนนี้อายุเข้าช่วงวัย 30 ปีแล้ว อายุมีผลต่อการงานไหม?
ไม่รู้ว่ามันมีผลไหมนะ ส่วนใหญ่จะมีคนทักว่าทำไมดูไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับงานสักเท่าไร ผมมีประสบการณ์เยอะกว่าแต่ก่อนมาก และปล่อยวางกับวงการมากขึ้น ผมว่าตัวเองสนุกกับสิ่งที่เป็นอยู่นะ เมื่อก่อนจะค่อนข้างเคร่งเครียดกับงานมากเกินไป แบบว่าพยายามจะเปลี่ยนอะไรบางอย่างให้ได้ แต่ตอนนี้ผมแค่ทำงานอย่างมีความสุขและไม่หมกมุ่นกับมันมากเกิน ผมพูดไปอย่างใจอยากพูด และมันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องปากเสียบ้าง มีเรื่องมีราวให้วุ่นกันขึ้นมา แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นแค่เรื่องล้อเล่นน่ะ
@พ่อยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เจอยู่ หรือว่าดูแลตัวเอง?
ผมดูแลทุกอย่างเอง เป็นทีมเมเนจเมนท์ให้ตัวเอง แต่ผมก็เรียนรู้จากการที่พ่อเคยดูแลนะ ว่าควรจะเลือกสรรงานให้เหมาะ (ทั้งรายได้และโอกาส) และสอนให้ผมรู้จักต่อรองและเลือกงานตามสิ่งที่เรารู้ว่ามันจะเหมาะกับเรา ตอนนี้มันมาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มรู้วิธีการทำงานของวงการนี้แล้ว และอะไรที่จะดีกับเราในระยะยาว ผมก็เลยคิดว่าน่าจะดูแลตัวเอง จัดการตัวเองและปล่อยให้พ่อไปเล่นกอล์ฟสบายใจเถอะ
@คิดยังไงกับข่าวกอสสิปที่พูดถึงเจกับดาราสาวๆมากมาย
ข่าวกอสสิปมันค่อนข้างแปลก ผมไม่เคยจะชินกับกอสสิปที่เกี่ยวกับตัวเองเลย แต่หลังๆ มันชักจะบานปลายล่ะ มีทั้งข่าวลือและเรื่องโกหกเยอะไปหมด ผมว่ามันคงไม่เป็นปัญหาขนาดนี้นะถ้าผมไม่พูดตรงแบบขวานผ่าซากแบบนั้น แต่ผมไม่ใช่พวกหัวเก่าน่ะ ผมจะไม่ยอมเคารพคนที่ชอบจุ้นจ้าน ผมพูดตามที่คิด ผมว่าคงมีหลายคนไม่อยากฟังแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ปัญหาของผมใช่ไหมล่ะ จุดโฟกัสของผมอยู่ที่งาน ผมต้องการจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในงานอาชีพของเรา ข่าวกอสสิปข่าวลือมันเป็นแค่เสียงนกเสียงกา
@อ่านข่าวกอสสิปบ้างไหม
ไม่อ่านเลย เพราะมันคงเหมือนอ่านบทรำลึกงานศพหรือเหมือนเปิดเยลโลเพจเจส..มั้ง
@ชอบจะอยู่แบบไม่เป็นข่าวหรือยอมรับได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตวงการบันเทิง?
ผมชอบอยู่แบบเงียบๆมากกว่า ชีวิตส่วนตัวก็ต้องเป็นชีวิตส่วนตัว แต่ก็คุณก็คงจะรู้ว่ามันเป็นยังไงในวงการนี้ เมื่อคุณเป็นคนดัง ชีวิตก็ต้องอยู่ในสายตาสาธารณะ เพราะงั้นผมก็รับมือกับมันในแบบของผมนี่แหละ
@มีข่าวเจคบกับผู้หญิงมาหลายคน แต่ยังไม่ลงเอยสักที ถามว่าเจมองหาอะไรในตัวคู่รัก แล้วเจเป็นประเภทหนุ่มโรแมนติกหรือเปล่า?
ผมเลิกกับแฟนที่คบกันอย่างจริงจัง เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว และก็พยายามจะทำงานเพื่อให้สตูดิโอและบริษัททำเพลงของผมเอง มันตั้งตัวได้ ก็มีออกเดตบ้าง แต่ยังไม่มีอะไรจริงจังมากนัก ผมก็ไม่รู้นะว่ามองหาอะไรในตัวคนที่มาอยู่กับเรา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลัง “มองหา” อะไร(หรือใคร)อยู่หรือเปล่าด้วย ผมตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการทำงานและมันก็มาถูกทางแล้ว ขอเก็บเรื่องความรักหรือคนรักไว้บนหิ้งก่อนละกัน และก็ส่วนตัวไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติกมากนะ แต่เป็นคนขี้เล่นน่ะใช่
@งานต่อไปเป็นอะไร ทำหน้าที่อะไร
ผมจะมีโปรเจคต์เป็น 20 งานทำต่อๆ กันตลอด ตอนนี้ก็กำลังโปรดิวซ์และเอ็นจิเนียร์เพลงอัลบั้มใหม่ของ วงสล็อต แมชชีน อยู่ คิดว่าน่าเสร็จวางแผงในเดือนพฤศจิกายนปีนี้นะ และมีวงใหม่ของผมเองชื่อ “พระเจ้าจ๊อด” ซึ่งทำเพลงหนึ่งเพลงใส่ในซาวนด์แทร็คหนัง “เราสองสามคน” ด้วย และเตรียมจะมีเพลงใหม่ๆออกมาในปลายปี ผมมีงานดีเจเล่นสดเยอะเหมือนกัน และก็มีปาร์ตี้อิเลคทรอนิกส์มิวสิครายเดือนชื่องาน LESSONS ที่จัดในนามค่าย Samutprakarn Sound ของผมเอง เราจัดทุกเดือนเพื่อลองปล่อยเพลงใหม่ๆ และกำลังทำรีมิกซ์เพลงๆหนึ่งให้วงบริทป๊อป Keane ซึ่งผมตื่นเต้นมาก เพราะพวกเขารีเควสต์มาเลย และผมก็เป็นแฟนพวกเขาอยู่แล้ว นอกจากนั้นก็มีงานปรับเวบไซต์ของ Samutprakarn Sound
และก็มีอีกหลายๆงาน ที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ไปติดตามอัพเดตที่เวบ www.montonn.com ครับ
""""""""
เรื่องอื่นๆของเจ
เคล็ดลับหน้าใสวัยสามสิบของเจ "เรื่องสุขภาพ ง่ายมาก ผมค่อนข้างมีวินัยนะ ดื่มน้ำ ดื่มนม นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้และก็ชา ไม่ดื่มแอลกฮอล์ ไม่ดื่มอะไรที่เป็นน้ำอัดลม ไม่ทานเนื้อสัตว์ ทานแค่อาหารทะเลและผมทำแบบนี้มา 16 ปีแล้ว และก็ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนเต็มที่ จะไม่เอาเรื่องหยุมหยิมมาใส่ใจมาก ผมทำดนตรีและดนตรีมันก็ทำให้ผมมีความสุข ผมสุขภาพดีเพราะครอบครัวอบอุ่นรักกัน และแม่ผมเป็นคนทำอาหารได้เยี่ยมมาก ผมทำงานหนักและก็มีความสุขกับงานด้วย"
ความทะนงตัว "เรารู้ว่าเราทำในสิ่งที่เราทำอยู่ได้ดีก็แล้วกัน"
Tags : เจ - มณฑล จิรา

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น