'เดี๋ยวนี้เราเล่นง่ายๆ' วินัย โสตถิพันธุ์ หรืออาจารย์ไข่ มือเปียโนเปรยกับผม เมื่อบ่ายวันหนึ่งนานมาแล้ว 'แต่เราพยายามเอาข้างในลึกๆออกมา'
ประโยคง่ายๆจากชายร่างเล็ก วัยใกล้ผู้สูงอายุ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวตนของอาจารย์ไข่ ขณะกำลังพรมนิ้ว ก้มศีรษะลงเกือบแนบคีย์เปียโน ส่ายร่างท่อนบนเนิบช้า เคาะตัวโน้ตในบางช่วงของบทเพลงบัลลาดบทหนึ่ง แล้วเว้นให้ความเงียบสอดแทรกขั้นเข้ามาอย่างมีเจตนา ก่อนจะเคาะตัวโน้ตอีกตัว นำพาเอาท่วงทำนองล่องเข้าสู่บรรยากาศ เพื่อซึมลึกเข้าไปในจิตใจผู้ฟัง ให้ต้องเงียบงันและอิ่มเอม
ภาษาดนตรีแจ๊ซที่อาจารย์ไข่กำลังขับเคลื่อน เป็นดั่งคำพูดที่คุยกับผม
และเมื่อช่วงเวลาผ่านเลย ผมเฝ้ามองชายร่างเล็ก น้องคนสุดท้องจากตระกูลนักดนตรีอย่างแท้จริงจากจังหวัดสงขลา ก่อนที่อาจารย์ไข่จะพาตัวเองเข้าสู่แจ๊ซวิถีอย่างจริงจัง เขาผ่านการเคี่ยวกำมาจากดนตรีไทยอย่างถึงลูกถึงคน แล้วจึงค่อยเข้าสู่ดนตรีสากลหลายรูปแบบ ก่อนจะมาหยุดตัวเองกับแจ๊ซ นอกจากจะเป็นครูสอนดนตรีอย่างทุ่มเทแล้ว อาจารย์ไข่ยังยึดอาชีพเล่นดนตรีอย่างจริงจังผมเฝ้าดู และสัมผัสภาษาดนตรีของอาจารย์ไข่ ผ่านการแสดงบนเวทีกับห้องอาหารหลายแห่งในกรุงเทพฯ ทำให้เข้าถึงกระแสสำนึกกับอารมณ์ลุ่มลึก ที่ยึดโยงอยู่กับเสียงเปียโนจากปลายนิ้วทั้งสิบนั้น ว่าแท้จริงแล้วต่างประสานและกลมกลืนอย่างงดงาม ระหว่างจิตวิญญาณกับช่องว่างแห่งความเงียบ และระหว่างพลังกับมิติอันควรเป็น
เสียดาย...บนถนนสายดนตรีแจ๊ซในประเทศนี้ ไม่อาจนำพาคนแบบอาจารย์ไข่ให้ลุต่อไปกับเป้าหมายและความหวังของตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น...
“ผลงานชุดใหม่ควรจะเป็นอะไรดี” ชัชวาลย์ สุรเดช หรือโอ...ชายหนุ่มผู้มีดนตรีแจ๊ซในหัวใจ เจ้าของค่ายเพลงเล็กๆที่ใช้ชื่อว่า -12 Bar- เปรยกับผมในค่ำคืนหนึ่ง เมื่อช่วงต้นปี 2552
“ทำไมไม่ลองให้อาจารย์ไข่เล่นบัลลาดสักชุดละ” ผมนึกถึงภาษาดนตรีแจ๊ซของอาจารย์ไข่ขึ้นมาทันที หลังคำถามนั้นหายไปในความเงียบ
และนั่นก็คือบทเริ่มต้นของอัลบัมชุด TIME+กาล ผลงานในลีลาบัลลาดที่ยึดเกี่ยวไว้กับเรื่องราวหลากหลายทางอารมณ์ที่ฝังแน่นจากอดีต สอดเกี่ยวเพื่อทอดต่อกับการเปลี่ยนผ่านของห้วงเวลา อันถือเป็นเสมือนสัจจะแห่งการถือครอง...
บ่ายแก่ของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 วันแรกสำหรับการฝึกซ้อม หลังสรุปบทเพลงที่จะนำเสนอสำหรับผลงานชุดนี้ ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ผมเฝ้ามองการเชื่อมต่อทางอารมณ์ กับมิติบางอย่างที่ซ้อนทับกันอยู่ เพียงเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความรู้สึกกับเนื้อหาในการตีความบทเพลงทั้งหมด กับโครงสร้างทรีโอที่ประกอบด้วยอาจารย์ไข่เล่นเปียโน อาจารย์นพดล ถิรธราดล เล่นดับเบิลเบส และอาจารย์คม วงษ์สวัสดิ์ เล่นกลอง ผู้ชายสามวัยที่พยายามหยิบฉวยเสียงจากเครื่องดนตรีของตัวเอง ให้สอดประสานและโต้เถียงกันอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละคน เพียงเพื่อจะพยายามลดช่องว่างทางความคิด ช่องว่างในจิตใจ โดยมีอาจารย์ไข่ค่อยๆจัดเรียงความต้องการของตัวเองออกมาด้วยความอดทน
ทั้งสามใช้เวลาอีกหลายครั้ง โต้เถียง เสนอแนะ และปรับเปลี่ยนทุกอย่าง เพียงเพื่อสอดหาความรู้สึกทางอารมณ์กับเนื้อหา ให้เกี่ยวร้อยกันไว้เป็นหนึ่งเดียว กับบทเพลงอย่าง Softly as In a Morning Sunrise, Tenderly, September Song, Time , Here There And Everywhere และ My foolish heart ส่วนบทเพลง On Green Dolphin Street บนโครงสร้างควอร์เทต มีอาจารย์พลวิทย์ โอภาพันธุ์ เข้ามาร่วม เป่าเทเนอร์ แซ็กโซโฟน ช่วยให้บรรยากาศบทเพลงมีความนัยที่ต้องขบคิดและตีความ
ส่วนบทเพลง Time คือหัวใจของผลงานชุดนี้ ด้วยโครงสร้างทรีโอที่ปล่อยให้มีการตีความได้อย่างมีอิสระต่อกัน ทำให้เพลงบทนี้เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างมีเสน่ห์ และที่สำคัญ เป็นบทเพลงที่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกถวิลหาอดีตอันแสนงาม
“เพลงนี้ถือเป็นบทเพลงเพื่อน้อมคารวะต่อครูเพลงผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ครูสุรพล สมบัติเจริญ” อาจารย์ไข่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เป็นเพลงที่เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจมาจากเพลง -16 ปี แห่งความหลัง- เราเชื่อว่าเป็นเพลงซึ่งฝังลึกอยู่ในความรู้สึกของทุกคนไปตลอดกาล”
โดยส่วนตัว ผมรักบทเพลง -16 ปี แห่งความหลัง- เพลงซึ่งเกี่ยวโยงความรักอันยิ่งใหญ่ในน้ำเสียงบลูส์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ผมถือเป็นงานในระดับมาสเตอร์พีชชิ้นหนึ่งของครูสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งไม่ง่ายต่อการตีความใหม่ แต่เมื่อนั่งฟังด้วยหัวใจผ่านบทเพลง Time ของอาจารย์ไข่ ผมสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความรักที่ยังคงเป็นเรื่องร่วมสมัย ซึ่งอยู่นอกเหนือกาลเวลา
นั่นคือความตั้งใจและความพยายามที่ผมสัมผัสได้จากพวกเขา
นัยที่บ่งบอกเอกลักษณ์ในตัวตนอาจารย์ไข่อย่างจริงแท้ น่าจะอยู่กับบทเพลง “กาล” ลักษณะเป็นฟรีฟอร์มในระดับหนึ่ง ปราศจากเสียงประกอบของเครื่องดนตรีอื่น อาจารย์ไข่อิมโพรไวส์โดยไม่มีโครงสร้าง หรือวางแนวทำนองไว้ก่อนท่วงทำนองจะมีน้ำเสียงของความเป็นไทยแอบเร้นอยู่อย่างมีเสน่ห์ ต้องถือว่าการเล่นในรูปแบบนี้ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ผสานรวมไปกับบรรยากาศในช่วงเวลาที่กำลังเล่น และที่สำคัญ ความเด็ดขาดจากจิตใจอันแน่วแน่ ผ่านทักษะทั้งหมดซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัว คือคำตอบว่าเพลงบทนี้ ที่ได้สะท้อนออกมาตามจิตใจคาดหวังหรือไม่
ทั้งหมดนั่นคือ TIME+กาล ผลงานชิ้นแรกในกระแสสำนึกลึกๆของวินัย โสตถิพันธุ์ งานท้าทายต่อคนรักแจ๊ซอย่างแท้จริง
ผมเชื่อว่า...ถึงแม้ผลงานชิ้นนี้จะเป็นย่างก้าวแรกบนถนนสายแจ๊ซ สำหรับมือเปียโนแจ๊ซคนหนึ่ง (ซึ่งแท้จริงแล้วน่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มานานแล้ว) แต่ผมก็ไม่อาจแน่ใจว่าจะมีก้าวย่างที่สองตามมาหรือไม่ เพียงคาดหวังว่า ในวิถีแจ๊ซที่เป็นอยู่สำหรับประเทศนี้ น่าจะมีที่ยืนให้นักดนตรีแจ๊ซ
อย่างวินัย โสตถิพันธุ์ หรือรวมทั้งคนอื่นๆด้วย ได้สานฝันของตัวเองต่อไปอย่างมีอิสระ บนความเชื่อมั่นของตัวเองอย่างแน่วแน่...
ผมหวังไว้เช่นนั้นจริงๆ ครับ.
Tags : วินัย โสตถิพันธุ์ • อาจารย์ไข่

