ในช่วงเวลาราว 1 เดือน ผมมีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีคลาสสิก ของ 2 ศิลปินระดับโลก ภายใต้ซีรีส์ Great Artists of the World
จัดโดยมูลนิธิดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
เช่นเคยเหมือนที่ปรากฏมาก่อนหน้านี้ แฟนเพลงคลาสสิกชาวไทยให้การต้อนรับนักดนตรีคลาสสิกระดับแนวหน้าอย่างอบอุ่น ด้วยยอดขายบัตรระดับ โซลด์ เอาท์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มนักฟังดนตรีคุณภาพ (ซึ่งไม่ว่านักการตลาดจะจัดให้เป็นระดับ บี หรือบี + ที่มีกำลังซื้อสูงก็ตาม) มีศักยภาพเพียงพอในการสร้างความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม หากในอนาคตจะมีการบริหารจัดการคอนเสิร์ตคลาสสิกระดับโลกในบ้านเรา
นอกจาก บีเอสโอ, กลุ่มมีเดียทรานส์เอเชียของ อูเบอรอย, เอเอ็มไอ ของนักกีตาร์ ฮัคกี ไฮเคิลมานน์ และบางกลุ่มผู้จัดอิสระแล้ว น่าแปลกใจไม่น้อยที่โปรโมเตอร์ระดับมือโปรของไทย อย่าง บีอีซี-เทโร หรือ เทอร์มินัล เอ็กซ์ตรา กลับไม่สนใจกระโดดลงมาร่วมวงไพบูลย์ในแวดวงนี้ดูบ้าง หรืออาจจะเป็นเพราะขาดความถนัด ก็ยากจะคาดเดา
ประเด็นของผมวันนี้คงไม่เกี่ยวกับโปรโมเตอร์ แต่ต้องการนำเสนอภาพสะท้อนที่พบเห็นจากคอนเสิร์ตทั้ง 2 นี้ ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่พร้อมของหน่วยงานบางส่วนที่เกี่ยวข้อง และสมควรจะได้รับการแก้ไข หากเรานำบรรทัดฐานของ ความเป็นมืออาชีพ มาเป็นเกณฑ์
หน่วยงานแรก น่าจะเป็นศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ที่ญี่ปุ่นสร้างให้อย่างมีมาตรฐาน แล้วภาครัฐของเรารับช่วงบริหารต่อ
ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสไปชมงานการแสดงระดับโลกที่มีแขกเหรื่อเป็นผู้ใหญ่ชั้นสูง ระดับบรรดาทูตานุทูตทั้งหลายจนถึงบุคคลทั่วไป ผมอดหน้าชาไม่ได้ต่อสภาพความด้อยพัฒนาและล้าหลังในการจัดการของพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง นั่นคือส่วนของการให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม
ไม่เพียงขนาดของพื้นที่ให้บริการ ที่ไม่สัมพันธ์กับปริมาณของผู้ชมเท่านั้น คุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มไม่เคยพัฒนาให้ดีขึ้นจากเดิมเลยแม้แต่น้อย นี่ยังไม่นับรวมการออกแบบสถานที่เพื่อรองรับและให้บริการผู้ชม ทั้งก่อนและระหว่างพักการแสดง ซึ่งขาดความเป็นมืออาชีพอย่างไม่น่าให้อภัย
ทุกครั้งที่เห็นคิวยาวเหยียวของผู้ชมเข้าไปกระจุกตัวอยู่ในห้องกระจกคับแคบๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่า ไม่มีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้แล้วเหรอ
นี่เพียงเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น จริงๆ แล้วในพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมยังสามารถให้บริการในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทางวัฒนธรรมได้ เช่น ร้านหนังสือ ร้านค้าที่ให้บริการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดงประเภทต่างๆ ซึ่งสมควรบรรจุไว้อยู่ในพื้นที่นี้ด้วยเช่นกัน
หลายคนคงอดสงสัยเหมือนผมไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยอาศัยแต่บุญเก่าที่ญี่ปุ่นสร้างให้เท่านั้นหรือ ?
หน่วยงานที่สอง คือ บริษัทค่ายเพลง ในกรณีของ ซาราห์ ชาง คือ วอร์เนอร์ มิวสิต ประเทศไทย ผู้ดูแลการจำหน่ายผลงานภายใต้สังกัด อีเอ็มไอ และกรณีของ โย-โย มา คือ โซนีมิวสิค
แม้จะมีการประกาศแจ้งการจัดคอนเสิร์ตล่วงหน้านานหลายเดือน แต่ค่ายเพลงทั้ง 2 กลับไม่ Alert มากเพียงพอที่จะสั่งแผ่นนำเข้าหรือผลิตซีดีให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ชมกว่า 2 พันชีวิต ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือไม่มีซีดีของศิลปินระดับโลกทั้ง 2 ขายในงานคอนเสิร์ตของเธอและเขาให้บริการในงานนี้
ทราบมาว่า ทาง ซาราห์ ชาง ถึงขนาดออกโรง คอมเพลน ได้ยังต้นสังกัดในระดับภูมิภาคเลยทีเดียว
เหตุผลหลักๆ คือบุคลากรของค่ายเพลงทุกวันนี้สนใจแต่เรื่อง ยอดขาย จนลืมไปว่าตัวเองมีพันธกิจเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและส่งเสริมงานทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อองค์กรทั้งวอร์เนอร์ และโซนีมิวสิค สนใจแต่ เงิน คุณค่าทางศิลปะย่อมกลายเป็นทางเลือกรองๆ
ทุกวันนี้ค่ายเพลงกำลังมีสถานะไม่ต่างจากผู้ผลิต แฟ้บ สบู่ ยาสีฟัน เข้าไปทุกทีแล้ว
เพราะฉะนั้น เมื่อหน่วยงานหลัก ทั้งรัฐและเอกชน ไม่เคยสำเหนียกถึงบทบาทหน้าที่ที่พึงจะเป็น โอกาสที่เราจะเห็นการเจริญเติบโตงอกงามของวงการดนตรีที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายเพียงพอ ย่อมไม่มีโอกาสเกิดในสังคมไทยอย่างแน่นอน
Tags : คอนเสิร์ต 'ซาราห์ ชาง/โย-โย มา' • ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย