อัมพร จักกะพาก กรรมการผู้จัดการ บริษัทไพซิสมิวสิค และวงบอยไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการดนตรีไทย ร่วมสมัยมานานนับ 20 ปี
ได้รับเชิญไปบรรยายให้สมาชิกสโมสรโรตารี่ธนบุรีฟัง ณ โรงแรมนารายณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ในหัวข้อ “โหมโรง” 6 ปี ให้หลัง....ฤๅจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง?
ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการบรรยายในวันนั้น ...
อัมพรได้ย้อนหลังไปเมื่อครั้งภาพยนตร์โหมโรงออกฉายครั้งแรก ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกหลังจากที่ถูกถอดไปเมื่อฉายได้เพียงหนึ่งอาทิตย์ แต่ด้วยกระแสคลั่งไคล้จากคนไทยทั่วประเทศ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาเข้าโรงอีกครั้ง และฉายต่อไปได้ถึงสิ้นเดือนมีนาคม รวมทั้งสิ้นเกือบ 2 เดือน ซึ่งภาพยนตร์ไทยน้อยนักจะทำได้ มีบางคนดูซ้ำถึง 10 รอบ เหมือนกับภาพยนตร์เรื่องไททานิคที่เคยทำมาแล้ว
ทำไม “โหมโรง” จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างชนิดที่ไม่เคยมีในตำราการตลาดมาก่อน อัมพรสรุปว่าเพราะคนไทยตื่นตะลึงนึกไม่ถึงในความยิ่งใหญ่ ความงดงาม ความมัน ตื่นเต้นเร้าใจของดนตรีไทย เพราะเทคนิคของภาพยนตร์ที่สามารถสร้าง visual effect ที่แรงมาก ลบภาพดนตรีไทยที่ฝังหัวคนไทยมานานว่าต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย จังหวะเนิบนาบ เอ่อเอิงเอย ชวนง่วงเหงาหาวนอน กลายเป็นภาพนักดนตรีไทยที่ประชันกันจนระนาดลุกเป็นไฟ
กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าสั่นระริก เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา เนื้อเรื่องชวนติดตาม เป็นประวัติศาสตร์ผสม drama
ความสำเร็จของโหมโรงจึงเกิดจากปากต่อปากจริงๆ นอกจากเป็นคุณความดีของตัวภาพยนตร์ล้วนๆ แล้ว ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับคือเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมด้วย โดยอัมพรยอมรับว่าเธอพยายามปลุกกระแสดนตรีไทยมานาน 10 กว่าปี แต่ก็สามารถทำได้เพียงระดับหนึ่ง แต่ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถทำให้คนเริ่มสนใจดนตรีไทยจากการนั่งในโรงหนังเพียง 2 ชั่วโมง
อัมพรกล่าวต่อไปว่าในฐานะผู้อยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน เธอเฝ้าดูปรากฏการณ์ที่มาพร้อมกับภาพยนตร์เรื่องโหมโรงว่า จะเป็นเพียงแค่กระแสหรือไม่ แน่นอนว่าโหมโรงเป็นช่วง “บูม” ที่สุดของดนตรีไทย บริษัทไพซิสมิวสิคของเธอรับงานจนเลขาต้องเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ส่วน อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า ที่ต้องลุกออกจากจอมาเป็น “ขุนอิน”ตัวจริง วิ่งรอกไม่ต่ำกว่า 5 - 6 งานต่อวัน
แต่ทั้งหมดนี้ อัมพรและณรงค์ฤทธิ์เคยคาดเดาเอาไว้แล้ว ว่าในที่สุดดนตรีไทยก็ต้องกลับมาอยู่ที่เก่าและวันนั้นก็มาถึงจริงๆ
การที่ดนตรีไทยต้องกลับมารับสภาพเดิมๆ ที่เป็นเสมือนไม้ประดับ อัมพรให้ทรรศนะว่าเพราะโหมโรงก็คือ “หนัง” ไม่ใช่ความจริง คนที่คลั่งไคล้ฟูมฟายกับโหมโรงเมื่อเดินออกมาจากโรงหนังแล้ว อาจกำลัง “อิน”อยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะไปดูดนตรีไทยแบบนั้นได้ที่ไหน เพราะเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ดนตรีไทยเป็นของเราแท้ๆ แต่หาฟังยากกว่าดนตรีแจ๊ส จะมีบ้างก็เป็นตามห้องอาหารหรือโรงแรม ก็เป็นดนตรีประกอบการรับประทานอาหารเสียมากกว่า
คนที่คาดหวังจะหาดนตรีไทยรสชาติดุเดือดเผ็ดมันแบบโหมโรง ก็ไม่รู้ว่าจะไปดูที่ไหน นอกจากงานวัดซึ่งก็ไม่สะดวก บรรยากาศการประชันดนตรีไทยของวัดพระพิเรนทร์ดูจะใกล้เคียงกับบางฉากในโหมโรง แต่ก็ต้องดูแบบร้อนๆ ท่ามกลางกลิ่นควัน ปลาหมึกย่าง ไม่เหมือนกับการประชันในหนังที่นั่งดูบนเก้าอี้นุ่มๆ แอร์เย็นฉ่ำ เสียงกระหึ่มรอบทิศ
อัมพรมองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในช่วงโหมโรงบูมสุดขีด มีบุคคลระดับสูงของประเทศมากมาย ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ มีหน่วยงานรัฐและสื่อมวลชนออกมาชื่นชม แต่ในที่สุดรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ได้ฉวยโอกาสที่โหมโรงได้ปลุกกระแสดนตรีไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เกิดความต่อเนื่อง ทุกวันนี้สังคมไทยคลั่งไคล้กับการประกวดเรียลิตี้ต่างๆ แต่รายการที่เกี่ยวกับดนตรีไทยจริงๆ มีน้อยมาก
ถึงหลายคนอาจมองว่าโหมโรงเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง แต่อัมพรเชื่อว่าจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้มีเยาวชนไทยอยากเรียนระนาดเป็นหมื่นคนทั่วประเทศ แม้ในจำนวนนั้นอาจจะเหลือเพียง 100 คนในวันนี้ก็ไม่ถือว่าสูญเปล่าเพราะในจำนวนนั้นอาจมีมือระนาดเอกซุปเปอร์สตาร์เกิดขึ้นมาก็ได้สักวันหนึ่ง
การบรรยายวันนั้นปิดท้ายด้วยการเดี่ยวระนาดเพลง “จีนตอกไม้” จากภาพยนตร์เรื่องโหมโรงโดยขุนอินตัวจริงเสียงจริง ( และเป็นชื่อในบัตรประชาชนด้วย ) ซึ่งขุนอินได้ฝากทิ้งท้ายว่าถึงแม้โหมโรงอาจจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง แต่ตัวของเขายังเป็นฟางกองสุดท้ายที่ยังติดไฟอยู่ และยังไม่มอด แถมยังได้สร้างกองฟางขึ้นมาอีกหลายกอง
เพื่อรอให้มีใครจุดไฟติดขึ้นมาอีกครั้ง.
Tags : อัมพร จักกะพาก • สโมสรโรตารี่ธนบุรี

