กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ภาพยนตร์/ดนตรี

วันที่ 27 เมษายน 2553 01:00

'โหมโรง' 6 ปีให้หลัง ฤๅจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

อัมพร จักกะพาก กรรมการผู้จัดการ บริษัทไพซิสมิวสิค และวงบอยไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการดนตรีไทย ร่วมสมัยมานานนับ 20 ปี

   ได้รับเชิญไปบรรยายให้สมาชิกสโมสรโรตารี่ธนบุรีฟัง ณ โรงแรมนารายณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ในหัวข้อ “โหมโรง” 6 ปี ให้หลัง....ฤๅจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง?

 ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการบรรยายในวันนั้น ...

 อัมพรได้ย้อนหลังไปเมื่อครั้งภาพยนตร์โหมโรงออกฉายครั้งแรก ในวันที่  7 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกหลังจากที่ถูกถอดไปเมื่อฉายได้เพียงหนึ่งอาทิตย์  แต่ด้วยกระแสคลั่งไคล้จากคนไทยทั่วประเทศ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาเข้าโรงอีกครั้ง  และฉายต่อไปได้ถึงสิ้นเดือนมีนาคม  รวมทั้งสิ้นเกือบ 2 เดือน ซึ่งภาพยนตร์ไทยน้อยนักจะทำได้  มีบางคนดูซ้ำถึง  10  รอบ เหมือนกับภาพยนตร์เรื่องไททานิคที่เคยทำมาแล้ว

 ทำไม “โหมโรง” จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างชนิดที่ไม่เคยมีในตำราการตลาดมาก่อน อัมพรสรุปว่าเพราะคนไทยตื่นตะลึงนึกไม่ถึงในความยิ่งใหญ่ ความงดงาม  ความมัน ตื่นเต้นเร้าใจของดนตรีไทย เพราะเทคนิคของภาพยนตร์ที่สามารถสร้าง visual effect ที่แรงมาก  ลบภาพดนตรีไทยที่ฝังหัวคนไทยมานานว่าต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย จังหวะเนิบนาบ เอ่อเอิงเอย  ชวนง่วงเหงาหาวนอน  กลายเป็นภาพนักดนตรีไทยที่ประชันกันจนระนาดลุกเป็นไฟ
กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าสั่นระริก  เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา  เนื้อเรื่องชวนติดตาม เป็นประวัติศาสตร์ผสม drama
 ความสำเร็จของโหมโรงจึงเกิดจากปากต่อปากจริงๆ  นอกจากเป็นคุณความดีของตัวภาพยนตร์ล้วนๆ แล้ว ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับคือเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมด้วย โดยอัมพรยอมรับว่าเธอพยายามปลุกกระแสดนตรีไทยมานาน 10 กว่าปี แต่ก็สามารถทำได้เพียงระดับหนึ่ง  แต่ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้  สามารถทำให้คนเริ่มสนใจดนตรีไทยจากการนั่งในโรงหนังเพียง  2 ชั่วโมง

 อัมพรกล่าวต่อไปว่าในฐานะผู้อยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน เธอเฝ้าดูปรากฏการณ์ที่มาพร้อมกับภาพยนตร์เรื่องโหมโรงว่า จะเป็นเพียงแค่กระแสหรือไม่  แน่นอนว่าโหมโรงเป็นช่วง “บูม”  ที่สุดของดนตรีไทย  บริษัทไพซิสมิวสิคของเธอรับงานจนเลขาต้องเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ  ส่วน อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า ที่ต้องลุกออกจากจอมาเป็น “ขุนอิน”ตัวจริง วิ่งรอกไม่ต่ำกว่า 5 - 6 งานต่อวัน 

 แต่ทั้งหมดนี้ อัมพรและณรงค์ฤทธิ์เคยคาดเดาเอาไว้แล้ว  ว่าในที่สุดดนตรีไทยก็ต้องกลับมาอยู่ที่เก่าและวันนั้นก็มาถึงจริงๆ

 การที่ดนตรีไทยต้องกลับมารับสภาพเดิมๆ ที่เป็นเสมือนไม้ประดับ อัมพรให้ทรรศนะว่าเพราะโหมโรงก็คือ “หนัง” ไม่ใช่ความจริง  คนที่คลั่งไคล้ฟูมฟายกับโหมโรงเมื่อเดินออกมาจากโรงหนังแล้ว อาจกำลัง “อิน”อยู่  ก็ไม่รู้ว่าจะไปดูดนตรีไทยแบบนั้นได้ที่ไหน เพราะเป็นเรื่องแปลกแต่จริง  ที่ดนตรีไทยเป็นของเราแท้ๆ แต่หาฟังยากกว่าดนตรีแจ๊ส  จะมีบ้างก็เป็นตามห้องอาหารหรือโรงแรม ก็เป็นดนตรีประกอบการรับประทานอาหารเสียมากกว่า

 คนที่คาดหวังจะหาดนตรีไทยรสชาติดุเดือดเผ็ดมันแบบโหมโรง ก็ไม่รู้ว่าจะไปดูที่ไหน นอกจากงานวัดซึ่งก็ไม่สะดวก บรรยากาศการประชันดนตรีไทยของวัดพระพิเรนทร์ดูจะใกล้เคียงกับบางฉากในโหมโรง  แต่ก็ต้องดูแบบร้อนๆ ท่ามกลางกลิ่นควัน ปลาหมึกย่าง ไม่เหมือนกับการประชันในหนังที่นั่งดูบนเก้าอี้นุ่มๆ แอร์เย็นฉ่ำ  เสียงกระหึ่มรอบทิศ

 อัมพรมองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในช่วงโหมโรงบูมสุดขีด มีบุคคลระดับสูงของประเทศมากมาย ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ มีหน่วยงานรัฐและสื่อมวลชนออกมาชื่นชม  แต่ในที่สุดรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ได้ฉวยโอกาสที่โหมโรงได้ปลุกกระแสดนตรีไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เกิดความต่อเนื่อง  ทุกวันนี้สังคมไทยคลั่งไคล้กับการประกวดเรียลิตี้ต่างๆ  แต่รายการที่เกี่ยวกับดนตรีไทยจริงๆ มีน้อยมาก

 ถึงหลายคนอาจมองว่าโหมโรงเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง แต่อัมพรเชื่อว่าจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้มีเยาวชนไทยอยากเรียนระนาดเป็นหมื่นคนทั่วประเทศ  แม้ในจำนวนนั้นอาจจะเหลือเพียง  100  คนในวันนี้ก็ไม่ถือว่าสูญเปล่าเพราะในจำนวนนั้นอาจมีมือระนาดเอกซุปเปอร์สตาร์เกิดขึ้นมาก็ได้สักวันหนึ่ง

 การบรรยายวันนั้นปิดท้ายด้วยการเดี่ยวระนาดเพลง “จีนตอกไม้”  จากภาพยนตร์เรื่องโหมโรงโดยขุนอินตัวจริงเสียงจริง  ( และเป็นชื่อในบัตรประชาชนด้วย )  ซึ่งขุนอินได้ฝากทิ้งท้ายว่าถึงแม้โหมโรงอาจจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง แต่ตัวของเขายังเป็นฟางกองสุดท้ายที่ยังติดไฟอยู่ และยังไม่มอด  แถมยังได้สร้างกองฟางขึ้นมาอีกหลายกอง 

 เพื่อรอให้มีใครจุดไฟติดขึ้นมาอีกครั้ง.

Tags : อัมพร จักกะพาก สโมสรโรตารี่ธนบุรี

advertisement

advertisement

advertisement