ถ้าจะมีอะไรน่าสนใจที่สุด ระหว่างการพลิกๆ หงายๆ แผ่น dvd หนังเรื่องนี้ที่แผงหน้าโรงลิโด้ ซึ่งบอกไว้ว่านี่คือหนังที่มีฟุตบอลโลก 1970
เป็นฉากหลัง กับนี่คือหนังที่กระทรวงวัฒนธรรมของบราซิล ส่งเป็นตัวแทนของออสการ์เมื่อ 2 ปีที่แล้วนั้น
ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นชื่อ Bráulio Mantovani ที่ปรากฏอยู่ในเครดิตคนเขียนบทมากกว่าทุกอย่างที่ว่ามา เนื่องเพราะชื่อนี้ เป็นคนเขียนบทในหนังสุดเจ๋ง ดูยุค gen Y อย่าง city of god ที่น่าจะเข้ากับบรรยากาศการเมือง มีเสียงตูมๆ ตามๆ อยู่ตลอดทุกวันของบ้านเรา
ความน่าสนใจของหนังแผ่นนี้จึงอยู่ที่การเขียนบทของเขา มากกว่าการกำกับหนังของผู้กำกับเสียอีก เหมือนทีมแม็คคลาเรน สำคัญกว่ารถฟอร์มูล่าวัน เหมือนวาทยกร สุบิน เมธา สำคัญกว่าออร์เคสตราที่เขากำกับ
แต่ The Year my Parents went Vacation กับ city of god นั้น เทียบกันไม่ได้เลย เรื่องแรกเหมือนดนตรีป๊อปหวานๆ เป็นพวกนิวเอจก็ยังไหว แต่เรื่องหลัง กระเดียดไปทาง แทรช เมทัล ต่ำกว่าฮาร์ดร็อค ไม่ควรเปรียบเทียบ
อย่างไรก็ดี ทั้งสองเรื่องเป็นหนังที่มี “เด็ก” เป็นศูนย์กลาง และใช้แนวทางของ coming-of-age มารองรับ โดยมีฉากหลังเป็นบราซิลอีกเช่นกัน (ในยุคที่คนทำหนังนิยมออกไปถ่ายหนังนอกประเทศมากขึ้นเพื่อผลทางธุรกิจ)
เทียบเคียงกับ “กอร์ดี้” ใน stand by me ของ ร็อบ ไรเนอร์ ที่ทำมาจากเรื่องสั้น the body แล้ว “เมาโร” ใน The Year my Parents went Vacation มีลักษณะหลายอย่างที่ละม้ายกันอยู่มาก โดยเฉพาะการค่อยๆ เรียนรู้โลกที่หม่นหมองผ่านสายตาของความเป็นเด็ก
เมาโร เป็นเด็กที่ชอบฟุตบอล แต่ในปี 1970 ที่เม็กซิโกเป็น “เจ้าภาพ” ฟุตบอลโลก และบราซิลเป็น “เต็งแชมป์” นั้น หนูน้อยถูกรับรู้ว่า เขาจะต้องไปอยู่กับปู่ เพราะพ่อกับแม่จะต้องไป “พักร้อน”
เป็นการพักร้อนแบบรีบๆ ร้อนๆ เก็บกระเป๋าไป เป็นการพักร้อนแบบไม่รู้สึกถึง feel good และที่แน่ๆ เป็น vacation ที่ตัว “เมาโร” เองอาจจะงงๆ เพราะเหมือนไม่ทันตั้งตัว
ผมไม่รู้ว่า เมาโร จะรู้อะไรหรือเปล่า แต่ในฐานะผู้สังเกตการณ์วงนอกกับบทบาทคนดูนั้น หนังได้บอกอะไรหลายอย่างแล้วในเวลา 20 นาที ไม่ว่าจะเป็นเสียงหวอดของรถ, ภาพของสายลวดหนามเหล็กแหลม และรายการทีวีที่เหมือนการประกาศภาวะฉุกเฉิน ที่สำคัญภาพของปืนแบบผ่านๆ
รายละเอียดเหล่านี้ เราเรียกกันว่า “ภาษาของหนัง” ที่คุยกับคนดู
ภาษาของหนังคืออะไรก็ได้ ที่บอกให้คนดูล่วงรู้ รับรู้ ได้รู้ เกี่ยวกับความคิดของบท และสิ่งที่ได้รับรู้ก็คือ นี่คือหนังที่มีอะไรเกี่ยวกับการเมืองแน่ๆ ไม่ใช่หนังที่เกี่ยวกับฟุตบอลโลกแบบที่อยากดูในตอนแรก
จากพ่อแม่แบบงงๆ ก็แย่แล้ว แต่พอไปถึงแล้วพบว่า ปู่ตัวเองเพิ่งจะตายไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น น่าจะแย่เข้าไปอีก
พล็อตที่เหลือไม่มีอะไรใหม่ เพราะพอหนังกระโจนเข้าสู่แนวทางของ coming-of-age คนที่ดูหนังแบบนี้มามากจะเดาเรื่องได้เกือบทันที การที่คนทำหนังนิยมแนวทางแบบนี้ มันมีข้อเสียเหมือนกันในสายตาผม
เพราะพล็อตและบทจะไม่โดดออกไปจากกันมาก หรืออาจจะเขียนได้ดีแต่ก็มีคนเล่าเรื่องแบบนี้มามาก ระยะหลังๆ พอเจอแนวทางแบบนี้ ผมเริ่มรู้สึกเฉยๆ ผมกลับชอบหนังอย่าง stand by me หรือ billy elliot มากกว่า Coming-of-age นั้น มีที่มาจากการที่ในยุค 60-70’s นั้น อเมริกาต้องผ่านช่วยยาก สูญเสียความไร้เดียงสา ด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง และการฉ้อฉลของผู้ปกครองประเทศ นี่ยังไม่นับเรื่องลับๆ ที่หมักหมมไว้ของประธานาธิบดีคนต่อๆ มา
ยุคที่ใครต่อใครประกาศว่า เป็นยุคดอกไม้ อิสรเสรี โลกแห่งอากาศบริสุทธิ์ จึงกลายเป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวต้องเรียนรู้มัน และเสียสายตาที่บริสุทธิ์ไปด้วย (ซึ่งแน่นอนว่า หมดศรัทธาไปพร้อมๆ กัน)
“เมาโร” เหมือนเป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องมารับรู้เรื่องที่คลุมเครือไม่ชัดเจน เขาไม่รู้ว่าการไปพักร้อนของแม่และพ่อคือการหลบภัยลี้ภัยทางการเมือง เพราะขณะที่ฉากหน้าของบราซิล คือฟุตบอลโลก 1970 ที่มีเปเล่ เป็นตัวชูโรง
ฉากหลังหรือหลังบ้านก็คือ บรรยากาศทางการเมืองที่มีการจับกุมกลุ่มคนหลายกลุ่มที่แอบซ่อนอยู่ในเซาเปาโล ไม่ว่าจะเป็นพวกที่แอนตี้การเมือง ชาวยิวที่เคร่งศาสนาและชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามา กระทั่งคนอิตาเลียนในเมืองแห่งนั้น
ซึ่งคนเหล่านี้นี่แหละ ที่ได้กลายมาเป็นครอบครัวที่แท้จริงของเขา (โดยเฉพาะเจ้าหนูฮานนา จอมแก่น ที่ชอบพาเพื่อนๆ ไปดูสาวๆ ลองเสื้อในห้องลองเสื้อ)
มุมมองของ เมาโร เขาค่อยๆ รับรู้ไปด้วยว่า ท่ามกลางความภาคภูมิใจในทีมชาติที่เก่งกาจเรื่องฟุตบอลนั้น บ้านเมืองที่เขาอยู่มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลอยู่เหมือนกัน ฉากที่ เมาโร เห็นเพื่อนของพ่อโดนยิงแอบซ่อนตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์นั้น เป็นการใช้ฉากทำลายมุมมองความไร้เดียงสาแบบที่ ร็อบ ไรเนอร์ ใส่เข้าไปใน stand by me ด้วยการฉากพบศพนิรนามในชายป่า
คือเป็นศพใครนั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่า ตัวเด็กได้เสียความบริสุทธิ์แบบเด็กๆ เพราะรู้แล้วว่าโลกนี้มีด้านที่โหดร้ายด้วย คู่ไปกับชีวิตที่สนุกสนาน (เหมือนที่ สตีเฟ่น คิง อายุ 12 ปี แล้วคิดว่าโลกมันรื่นรมย์ แต่พอออกไปเที่ยวกับเด็กข้างบ้าน และเด็กคนนั้นถูกรถไฟทับขาดสองท่อน ตัวของ คิง ก็ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป)
เมาโร ชอบพูดว่า ทีวีชอบรายงานว่า เทสโต้ ไม่รู้จะเล่นคู่ เข้าขากับเปเล่ไหม นัยของมันไม่ใช่ฟุตบอล แต่เป็นเรื่องเขาจะอยู่กับลุงแปลกหน้า สถานที่อันแปลกแยกได้หรือเปล่า
“นักวิจารณ์ฟุตบอลก็พูดกันไป แต่ไม่เข้าใจหรอก” เมาโร บ่นๆ
ถึงผมจะไม่ได้ประทับใจตัวหนังอะไรมากเท่ากับที่ดู city of god แต่ก็ยอมรับว่า ตัวหนังมีภาษาและเชิงเยอะ ขณะที่ฉากหลังฟุตเทจจริง เกี่ยวกับบราซิลเป็นแชมป์ในปี 1970 นั้น มีความเกี่ยวข้องน้อยเต็มทีกับแง่มุมทางหนัง
ถึงตรงนี้ ปี 1970 หรือบราซิล 1970 ซึ่งทุกวันนี้ถูกจัดให้เป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาล (เมื่อเทียบกันแบบวันเวลาต่อวันเวลา ยุคสมัยกับความยาก) นั้น ประเทศชาติของ เมาโร ได้แชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ได้ครองถ้วยจูลิเมต์ (ซึ่งเป็นชื่อของชาวฝรั่งเศสที่ก่อตั้ง)
แต่สำหรับ เมาโร ปีฟุตบอลโลกของเขา กลายเป็น coming-of-age ที่เปลี่ยนมุมมองและสายตาไปหมด
ภาพที่เขานั่งรถจากเพื่อน จากกลุ่มคนแปลกๆ จากลุงคนนั้นไป จึงอาจจะเป็น “ความทรงจำแน่นหนา” ที่ “ล็อกชีวิต” เขาไว้ ไปจวบจนวันสุดท้าย
ผมเชื่อว่า เราต่างๆ มีหน้าร้อนในความทรงจำ เป็นอะไรแบบฤดูร้อนปีนั้น
อาจปิดเทอมยาวตอนมัธยมแล้วพบรักแรก หรือ ใช้ชีวิตห่ามๆ นอกบ้านในหน้าร้อน และบาดเจ็บก่อนโซเซกลับบ้าน
ไม่ว่ามันจะเป็นร้อนแบบไหน
ขอร้องว่าไม่ควรลืมมัน
คิดแบบโรแมนติกเสียบ้าง
“ความหลัง” ก็คือ “สินทรัพย์” ที่มีค่าที่สุด
นอกจากครอบครัว และเพื่อน
คนรักก็ด้วย
..........................
หมายเหตุ : ติดตามการรายงานสดสารคดีฟุตบอลแชมเปียนลีก กับ star experience 7 ประเทศ 9 สนามดังได้กับ NBC และ “กรุงเทพธุรกิจ” รวมทั้ง “คมชัดลึก” ได้ที่ oknation.net และ twitter@nantakwang ระหว่างวันที่ 17 เมษายน - 24 พ.ค. 2010

