อานิสงส์อย่างหนึ่งของหนัง this is it(ถ้ามันจะมี)ก็คือการทำให้คนในแวดวงหนังหันมามองเห็นถึงความสำคัญของหนังที่เกี่ยวกับคอนเสิร์ตมากขึ้น
มันไม่คุ้มหรอก ที่จะต้องแลกความสนใจนี้กับการตายของ the king of pop แต่เมื่อ ไมเคิล แจ็คสัน จากไปแล้ว สิ่งที่กระเส็นกระสายอยู่ก็คือ การหันมาใส่ใจ สนใจ กระทั่งจะมีการเอาหนังคอนเสิร์ตเก่าๆ กลับมาทำใหม่
กรณีของ the beatles นั้น เป็นเคสที่ชัดที่สุด
อันที่จริง this is it ก็มีข้อคลางแคลงใจบางประการเหมือนกัน ผมไม่คิดว่ามันคือหนังเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่แม้แต่จะเป็น documentary แต่เป็นเพียง concert ที่มาอาศัยอยู่ในร่างของสารคดีเท่านั้นเอง
เอาเถอะ จะอย่างไร this is it ก็ทำให้นโยบายเก่าก่อนเกี่ยวกับหนังคอนเสิร์ต ถูกนำมาเปิดแฟ้ม ปัดฝุ่นใหม่ และยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลถึงขีดสุด เราก็ได้ดูหนังคอนเสิร์ตเก่าๆ ในแบบเครื่องเสียงใหม่ๆ ที่สมจริงมากขึ้น ราวกับเข้าไปอยู่ในฮอลล์
แผ่นบลู-เรย์ พาคุณหลุดเข้าไปกระทบไหล่กับเหล่าบุปผาชนที่ Woodstock ส่วน จิมมี เฮนดริกซ์ ส่งบรรดาแฟนเพลงกลับบ้านด้วยความยินดีกับบทเพลงอันเร่าร้อนอย่าง The Star-Spangled Banner เพลงชาติสหรัฐเวอร์ชั่นกีตาร์โซโลแบบ เฮ็นดริกซ์ (ใน dvd เวอร์ชั่นผู้กำกับ) แล้วคุณจะหลุดจากข้อกังขานั้น
บางเรื่องมีโบนัสพิเศษที่มากับแผ่น dvd พร้อมด้วยเวอร์ชั่นของผู้กำกับ (director’s cut)
คุณจะตื่นตาตื่นใจกับฉากสุดคลาสสิกของ The Beatles ใน A Hard Day’s Night, the stones ใน Gimme Shelter และ bob dylan วัยหนุ่มบนเวทีคอนเสิร์ตและเวทีส่วนตัวใน No Direction Home ด้วยคุณภาพสูงของแผ่นซีดี ที่เหนือชั้นกว่านั้นก็คือเสียงที่จะไม่ทำให้การฟังของคุณสูญเสียอรรถรสแต่อย่างใด
ถ้าคุณอยากดูหนังคอนเสิร์ตดีๆ ในรูปของสารคดีที่ไม่น่าเบื่อ นี่คือ 7 หนังคอนเสิร์ตที่ขอแนะนำ และได้รับการยอมรับจากนิตยสาร the rolling stones และ Uncut
1.Gimme Shelter
(Criterion)
หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดการบันทึกเหตุการณ์การตายของยุคหกศูนย์ในชั่วข้ามคืน หนังสารคดีปี 1970 ถ่ายทำสิบวันของการทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกาของวง หินกลิ้ง (The Rolling Stones) ปี 1969 ได้เกิดเหตุระทึกขวัญ โดย เมเรดิธ ฮันเตอร์ เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ถูกแทงจนเสียชีวิตโดยกลุ่ม เฮลส์ แอนเจิล (ชมรมจักรยานยนต์แห่งสหรัฐอเมริกาที่ถูกว่าจ้างให้มาเป็นผู้รักษาความปลอดภัยในฟรีคอนเสิร์ตที่ อัลตามอนท์ เรซเวย์ ใกล้กับนคร ซาน ฟรานซิสโก)
2.No Direction Home
(Paramount)
สุดยอดฟุตเตจการแสดงที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนของ บ็อบ ดีแลน กับวง เดอะ แบนด์ ปี 1966 ที่แมนเชสเตอร์ การแสดงที่แฟนเพลงขี้โมโห ตะโกนด่าทอ “ยูดาส” เมื่อเขาเปลี่ยนมาเล่นกีตาร์ไฟฟ้า นี่คือหนึ่งในผลงานสารคดีที่เผยให้เห็น บ็อบ ดีแลน สมัยแรกๆ ของผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ตัวหนังอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ที่มีนัยสำคัญ ที่ดีมากคือการสัมภาษณ์กับผู้คนแทบทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในวิถีของเขา เป็นเสมือนภาพแห่งยุคสมัยของ บ็อบ ดีแลน ในช่วงเวลาสำคัญที่ชัดเจนที่สุด
3.Wild Style
(Rhino Home Entertainment)
ก่อนหน้านี้แนวเพลง จี-ฟังค์ หรือ เดอร์ตี้ เซาวธ์ ฮิพ ฮอพ เคยเป็นเพลงพื้นเมืองใน นิว ยอร์ก เช่นเดียวกับแวดวง พั้งค์ แห่ง คลับซีบีจีบี และเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งของหนังดราม่าปี 1983 ที่เป็นการยกย่องวันวาน การย่ำเข้าไปในพล็อตเรื่องที่ละเอียดอ่อน กับเรื่องราวเพ้อฝันระหว่างสองศิลปินกราฟฟิตี้
แล้วคุณจะพบกับความมีชีวิตชีวาพร้อมกับฟุตเทจที่หายากของศิลปิน ฮิพ ฮอพ อย่าง แฟ๊บ ไฟว์ เฟรดดี้ กับ แกรนด์มาสเตอร์ แฟลช และเหล่านักพ่นสเปรย์ ชาวแร็พเปอร์ และนักแหกคอกผู้เปลี่ยนดนตรี ฮิพ ฮอพ จากแนวเพลงในแถบ เซาวธ์ บรองซ์ ให้เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม
4. Woodstock: Three Days of Peace and Music
(Warner Home)
ทำไมคนเราจึงอยากเป็น ฮิปปี้ส์ สารคดีของ ไมเคิล แวดลีห์ เกี่ยวกับเทศกาลดนตรีในปี 1969 ที่อธิบายยุคสมัยของบุปผาชนกับการเสพสารเคมีและกัญชา เปื้อนโคลน และความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ การแสดงที่เด่นๆ
อย่างเช่น การแสดงของครอสบี้ การแสดงครั้งที่สองของ สติลส์ แอนด์ แนช สไล แอนด์ เดอะ แฟมีลี่ สโตน ที่มีลีลาเก๋ไก๋ ชวนมอง และ จิมี เฮ็นดริกซ์ ขับร้องเพลง Star-Spangled Banner ในเวอร์ชั่นของเขา ซึ่งได้กลายเป็นเพลงชาติเวอร์ชั่นใหม่ของพวก ฮิปปี้ส์ ไปแล้ว
5. A Hard Day’s Night
(Miramax)
ชื่อของหนังได้มาจากคำพูดเล่นลิ้นของ ริงโก สตาร์ หนังปี 1964 ที่เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของ เดอะ บีตเทิลส์ A Hard Day’s Night เป็นหนังสนุกสนาน เบาสมอง กับเนื้อเรื่องแบบไม่มีพล็อต งานชิ้นนี้ผู้กำกับ ริชาร์ด เลสเตอร์ เพียงแค่ปล่อยให้ จอห์น พอล จอร์จ กับ ริงโก แสดงพรสวรรค์ มุกตลก และร้องเพลงออกมาแบบสดๆ ในเวลา 87 นาที
ส่วนที่เหลือก็ปล่อยมันเป็นไปอย่างธรรมชาติ (จอร์จ พบรักในอนาคตกับ แพตตี้ บอยด์ ด้วย) เลสเตอร์ ตัดภาพตอนเล่นดนตรีแทรกไปกับการแสดง ซึ่งมีคนบอกว่าเป็นพัฒนาการของการทำมิวสิค วีดิโอ ในยุคสมัยนี้ คำกล่าวที่ไม่มีวันตายของ Alun Owen สร้างกระแสคลั่งไคล้ บีตเทิลส์ แม้จะไม่มีใครในเรื่องหลุดคำว่า “บีตเทิลส์” ก็ตาม
6.The Last Waltz
(MGM)
หลังจากใช้ชีวิตบนถนนหลายปี วง the band ได้แสดงคอนเสิร์ตอำลาที่ ซาน ฟราน ซิสโก ในเทศกาลขอบคุณพระเจ้าปี 1976 ร่วมกับเพื่อนเก่าอย่าง โจนี่ มิทแชล นิล ยัง มัดดี้ วอลเทอร์ส อีริค แคลปตัน นีล ไดมอนด์ เมวิส สเตเปิล และผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ดิแลน
ผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซีซี ถ่ายทำคอนเสิร์ตพร้อมกับสัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วม ภาพวันวานของขบวนการฮิปปี้นอกคอกวิ่งกันชุลมุนในยุคเซเว่นตี้ส์ ที่มีไฮไลต์คือบทเพลง Caravan ของ แวน มอร์รีสัน กับ Evangeline ของ เอ็มมีลู แฮร์ริส ฉากที่ขำที่สุดก็คือตอนที่ นีล ยัง ออกมาร้องเพลง Helpless บนเวทีกับโคเคนเป็นก้อนห้อยค้างในรูจมูก
7.Purple Rain
(Warner Home Video)
นี่คือผลงานเรื่องแรกที่ ปรินซ์ โรเจอร์ เนลสัน เล่นบทเสียเอง เป็นตำนานร็อคฮีโร่กับมอเตอร์ไซค์สีม่วงคันงาม แสดงให้เห็นวินาทีสำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรี
อย่างไรก็ตามโครงเรื่องก็มีการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก โดยตั้งคำถามว่าอัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวสามารถหลุดออกจากโลกส่วนตัวเพื่อกลับมาเขียนเพลงต่อได้หรือไม่
พรินซ์ ได้รับความช่วยเหลือและให้กำลังใจจาก มอร์ริส เดย์ จากคำกล่าวยอดฮิต “Your lips would make a lollipop too happy” และยังมี อพอลโลเนีย ผู้ท้าทายที่จะชำระล้างบาปในทะเลสาบ Minnetonka รวมๆ แล้วไฮไลต์ก็คือฉากของ ปรินซ์ บนเวทีแผดเสียงร้องเกรี้ยวกราดด้วยความเจ็บปวดในเพลง “The Beautiful Ones” เสน่ห์สีม่วงจะบาดลึกแค่ไหนต้องไปหาดูกัน
..............................
สิ่งที่โชคดีหลังจากเขียนบทความนี้เสร็จก็คือ หนังทุกเรื่องมีจำหน่ายในบ้านเราทุกแผ่น
Tags : หนังคอนเสิร์ต
