กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : ภาพยนตร์/ดนตรี

วันที่ 20 มกราคม 2553 10:19

ชาร์ลี พาร์กเกอร์ นักดนตรีในดวงใจของโอบามา

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มิเชลล์ โอบามา สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสรุปในสุนทรพจน์ 4 นาที

มีนัยเกี่ยวกับแจ๊ส ณ “อีสต์รูม” ในทำเนียบขาว เพื่อต้อนรับนักดนตรีแจ๊ส และนักเรียนทุนศิลปะ เมื่อกลางปีที่แล้ว

เธอกล่าวพร้อมพยักหน้าส่งสัญญาณให้ มาเลียกับซาชา บุตรสาวทั้งสองคนและคุณยายที่นั่งอยู่ข้างๆ ความว่า “ฉันอยากให้รับรู้และดำรงไว้ซึ่งดนตรีทุกประเภท นอกเหนือจากฮิพฮอพ” พร้อมกับกล่าวแก่นักเรียนการแสดงที่เธอนำมาด้วย 150 คน จากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นิวออร์ลีนส์และนครนิวยอร์ก  ในการเริ่มโครงการดนตรีของทำเนียบขาว  เธอได้เล่าถึงชีวิตตนเองเมื่อครั้งเยาว์วัยในนครชิคาโก แต่ละวันปู่ของเธอเคยเปิดเพลงแจ๊สในบ้านเกือบ 24 ชั่วโมง

 “แจ๊สเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คุณปู่เปิดดังไปทั่วทุกห้องเท่าที่จะทำได้  นั่นแหละที่ฉันเติบโตจากบ้านที่มีบรรยากาศอย่างนั้น” มิเชลล์กล่าว

ตอนกลางปีเป็นเดือนแห่งดนตรีผิวสี (Black Music) เป็นความร่วมมือของทำเนียบขาวกับกลุ่ม “แจ๊สแอตลินคอล์นเซ็นเตอร์” “เทศกาลแจ๊สดุ๊ก เอลลิงตัน” “สถาบันแจ๊ส ธีโลเนียส มังค์” ตอนปลายปีทำเนียบขาวจะมุ่งไปที่ดนตรี “คลาสสิก” และ “คันทรี”

ก่อนหน้าที่มิเชลล์ โอบามาจะกล่าวสุนทรพจน์สักหนึ่งชั่วโมง  ทางปีกขวาของห้อง พวก

นักดนตรีแจ๊สเยาวชนส่งเสียงดังจากการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการแจ๊ส  โดยแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อคือ  1. “ประวัติศาสตร์อเมริกันและแจ๊ส” 2.”ประโยคและโครงสร้างของแจ๊ส” 3.“บลูส์กับแจ๊ส”4. “ดุ๊ก เอลลิงตันกับสวิง” พวกนักเรียนได้รวบรวมเทคนิค ข้อแนะนำจากตระกูล

มาร์แซลลิส สมาชิกในวง “แจ๊สแอตลินคอล์น เซ็นเตอร์” และปากิโต ดริเวร่า นักแซ็กโซโฟนชื่อดังชาวคิวบา
 ใน “อีสต์รูม” มี วินตัน มาร์แชลลิส ปากิโต ดริเวร่า และนักเบส เอริก เรวิส คอยช่วยสอนในเรื่อง “บลูส์กับแจ๊ส”
 เพื่อให้การอบรมเชิงปฏิบัติการหรือ “คลินิก” ดำเนินไปอย่างราบรื่น วินตัน มาร์แซลลิส เชิญนักเรียนเข้ามาร่วมบรรเลงกับวงบนเวที แสดงปฏิภาณในการบรรเลง 8 ห้อง ช่วงที่เล่นเพลงบลูส์ โดยกล่าวย้ำว่า ระหว่างที่เล่นอยู่ในท่อนให้ใส่ความรู้สึกลงไปในช่วงนั้น วงบรรเลงในจังหวะปานกลาง ไม่เร็วจนเกินไปเป็นสิ่งล่อใจให้พวกนักเรียนอยากแสดงความสามารถ อยากแสดงความเก่งทางดนตรี 

ไอแวน โรเซมเบิร์ก นักทรัมเป็ตวัย 17 จากโรงเรียนศิลปะลากวาร์เดีย ในนิวยอร์ก เป็นหนึ่งในหมู่นักเรียนที่กล้าขึ้นเวที เป่าแตรในช่วงเสียงสูงๆ ผลัดกันโซโลกับวินตัน มาร์แซลลิส  แม้จะประหม่าที่เล่นในทำเนียบขาว แต่วินตันทำให้ไอแวนเกิดความกล้าในการแสดงออกอย่างสบาย

กิจกรรมส่งเสริมดนตรีของทำเนียบขาว  น่าจะเป็นความหวังของคนในวงการดนตรี โดยเฉพาะแจ๊ส ยิ่งได้รับการเปิดเผยว่า ใน iPod ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา บรรจุเพลงแจ๊สไว้เพียบ  เฉพาะอย่างยิ่งเพลงของ ไมล์ส เดวิส  จอห์น โคลเทรน  แน่นอนต้องมีเพลงบรรเลงของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์  หนึ่งในนักดนตรีแจ๊สคนโปรดของโอบามา
 ชาร์ลี พาร์กเกอร์ มีชื่อเล่นหลายชื่อ ได้แก่ แชน (Chan)  ยาร์ดเบิร์ด (Yardbird)  ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือ

"เบิร์ด” (Bird) เกิดที่แคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี  วันที่ 29 สิงหาคม 1920 เสียชีวิตในนครนิวยอร์ก วันที่ 12 มีนาคม 1955  เป็นนักดนตรีแจ๊สคนสำคัญ การแสดงปฏิภาณทางดนตรี (improvisation) นักแต่งเพลง นักนวัตกรรมทางดนตรีแจ๊ส ผู้สร้างรูปแบบดนตรี “บีบ็อพ” ในทศวรรษ 1940

แคนซัสซิตี้ ศูนย์กลางแห่งดนตรีผิวสีอเมริกัน (Black American Music) ในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 ชาร์ลีเริ่มเรียนเป่าอัลโตแซ็กโซโฟนในโรงเรียน เมื่อปี 1933  พร้อมกับเล่นดนตรีหารายได้ในบางโอกาส  สองปีต่อมาเขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เล่นดนตรีอาชีพเต็มตัว  โดยเล่นกับวงบลูส์และแจ๊สในท้องถิ่น  ฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากนักดนตรีแจ๊สฝีมือดีที่อาวุโสกว่า เฝ้าสังเกตแนวการเล่นของเลสเตอร์ ยัง นักแซ็กโซโฟนฝีมือเยี่ยมในวงเคานท์ เบซี 

ชาร์ลีมุฝึกฝน  บางครั้งลองผิดลองถูกจนฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
 ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ไปเล่นที่นิวยอร์กครั้งแรกปี 1939 เริ่มเป็นที่รู้จักของคนฟังแจ๊ส  ชื่อของชาร์ลีเริ่มปรากฏในสื่อ ชาร์ลีได้เล่นกับวงเจย์ แม็คแชน  ระหว่างปี 1940 - 1942 ตระเวนแสดงทั้งในนิวยอร์กและชิคาโก ความจริงชาร์ลี รู้จักและเคยเล่นกับเจย์มาก่อนในแคนซัสซิตี้

ชาร์ลี พาร์กเกอร์อยู่กับวงเจย์ แม็คแชน เพียงปีเดียวก็มีโอกาสบรรเลงบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกในชีวิตกับวงเจย์ที่เมืองดัลลัส

หลังออกจากวงเจย์ แม็คแชน ก็ได้เล่นกับวงบิ๊กแบนด์ที่ร่วมกันควบคุมโดย เอิร์ล ไฮน์ส และ บิลลี เอ็กสไตน์  ซึ่งมีดิซซี กิลเลสปี นักทรัมเป็ตหัวทันสมัยเป็นนักดนตรีหลักของวง

ต่อมาชาร์ลี พาร์กเกอร์กับดิซซี กิลเลสปี กลายเป็นคู่หูทางดนตรี  ทั้งคู่แวะไป “แจม” ที่ “มินตันส์ เพลย์เฮาส์” ซึ่งธีโลเนียส มังค์ นักเปียโนและเคนนี คลาร์ค นักกลองเป็นนักดนตรีประจำ  บางครั้งสองเกลอก็ไป “แจม” ที่ “มอนโรส์ อัพทาว เฮาส์” การพยายามสรรหาแนวทางใหม่ๆ ในการเล่นจนก่อให้เกิดดนตรีแนวใหม่ รูปแบบใหม่ เรียกว่า “บีบ็อพ” (Bebop)  บางคนเรียก “รีบ็อพ” (Rebop)  แต่ต่อมาคำว่า “รีบ็อพ” ค่อยๆ จางหายไป นิยมเรียกกันว่า “บีบ็อพ”
การอิมโพรไวท์กับเพลงที่ชาร์ลี พาร์กเกอร์แต่งเองถือว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกัน 

เพลงของชาร์ลี  แม้จะอาศัยเค้าโครงเสียงประสานหรือทางคอร์ดจากเพลงมาตรฐาน  แต่ด้วยความชาญฉลาด เขาสร้างแนวทำนองที่ไพเราะชวนฟัง  แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  เช่นเพลง Anthropology อาศัยทางคอร์ดจากเพลง I Got Rhythm ของจอร์จ เกิร์ชวิน เพลง Ornithology อาศัยทางคอร์ดจากเพลง How High the Moon ของมอร์แกน ลุยส์  เพลง Scrapple from the Apple  ท่อนแรกจาก I Got Rhythm ท่อน “บริดจ์” จากเพลง Honeysuckle Rose ของ แฟ็ตส์

วอลเลอร์ เพลง Donna Lee  จากเพลง Indiana… เพลงบลูส์หลายๆเพลงของชาร์ลี พาร์กเกอร์ กลายเป็นเพลงที่วงต่างๆนิยมนำไปบรรเลง เช่น Billie’s Bounce; Blues For Alice; Now’s the Time…

ชาร์ลีมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับดนตรีอีกมาก  แน็ต เฮนทอฟฟ์ นักเขียน นักวิจารณ์แจ๊ส

รุ่นใหญ่  เคยเขียนไว้ในนิตยสาร Down Beat เมื่อปี 1953  ถึงชาร์ลี พาร์กเกอร์ตอนที่เล่นอัดแผ่นกับวงเครื่องสาย  เพื่อนบางคนหาว่า เขาเล่นดนตรีเพื่อการพาณิชย์หรือธุรกิจ  ชาร์ลีต้องปฏิเสธข้อกล่าวหาของเพื่อน ที่เล่นกับเครื่องสายเพื่อหาแนวทางใหม่  หาสิ่งใหม่ในทางดนตรีผสมผสานกับเสียงใหม่ๆ

เขาขอวงเครื่องสายมานานแล้ว เมื่อปี 1941  ภายหลังเมื่อได้ร่วมงานกับนอร์แมน แกรนต์ โปรดิวเซอร์มือหนึ่งในวงการดนตรีแจ๊ส  นอร์แมนตอบตกลง ชาร์ลีชอบงานเรียบเรียงวงเครื่องสายของ โจ ลิพแมน
 โดยความเป็นจริงชาร์ลีชอบดนตรีคลาสสิก  เขาเริ่มฟังตั้งแต่อายุ 7-8 ปี เริ่มแรกฟัง Firebird Suite ของสตราวินสกี นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย  ดูเหมือนบาร์ทอค นักประพันธ์เพลงชาวฮังการีเป็นคนที่ชาร์ลีโปรดที่สุด เช่น เปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 2 ของ บาร์ทอค ให้อะไรใหม่ๆที่ทันสมัยมากมาย  และยังชอบนักประพันธ์เพลงคลาสสิกอีกหลายคน เช่น เบโทเฟน  บาค...

ชาร์ลี พาร์กเกอร์ มิได้รู้สึกเช่นเดียวกับนักดนตรีคนอื่นๆ  เขาคิดว่าดนตรีแจ๊สสมัยใหม่กับดนตรีคลาสสิกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก  ที่แตกต่างกันเพียงการพูดถึงทางดนตรี  อย่าลืมว่าดนตรีคลาสสิกสืบทอดกันมานาน  แต่ในอีก 50 หรือ 75 ปี  จะช่วยให้แจ๊สเป็นดนตรีที่มีรูปแบบ

มีความจริงจังเช่นเดียวกับคลาสสิก  “คอยดูก็แล้วกัน”

ปัจจุบันดนตรีแจ๊สได้เป็นไปตามคำทำนายของชาร์ลี พาร์กเกอร์แล้ว.

Tags : ชาร์ลี พาร์กเกอร์

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement