กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : ภาพยนตร์/ดนตรี

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2552 18:48

The Damned United ! คนปากพล่อยฉบับ Popumentary

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

โดนิมิค ชีทแฮม เขียนไว้ใน bites of britain, taste of japan ไม่ต่างกับ ทอม โบว์เยอร์ ตวัดปลายปากกาในหนังสือ broken dreams

โดนิมิค ชีทแฮม เขียนไว้ใน bites of britain, taste of japan ไม่ต่างกับ ทอม โบว์เยอร์ ตวัดปลายปากกาในหนังสือ broken dreams อย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไฟแนนซ์หรือ football culture นั้น ทุกอย่างล้วน "เคลื่อนไหวไปมา" เพื่อพบกับแง่มุมใหม่

       คำว่า "เคลื่อนไหวไปมา" นั้น ผมเข้าใจเอาเองว่า มันคงคล้ายการเดินทางแบบ journey มากกว่า travel หรือง่ายกว่านั้น..เป็นพวกแบ็คแพ็คมากกว่ากรุ๊ปทัวร์ถือธง

       เป็นเรื่องเชยไปแล้วครับ ถ้าจะยังมองอะไรอยู่แค่ content ของมัน เพราะนี่มันโลกยุค the life is DIY โลกยุค popumentary และโลกยุค social network

       ผมไม่ตื่นเต้นกับ twitter แต่ผมตื่นตากับการคลี่คลายไปสู่สิ่งใหม่ของหลาย "วัฒนธรรมป๊อป" มากกว่า เช่นฟุตบอลคลี่คลายจากระบบแข็งทื่อ มาสู่ total football แบบใหม่ ..จากหน้าที่ตายตัว มาสู่การ function ได้รอบด้าน (ไม่ใช่ตัว hold ball ก็เอาแต่เป็นด่านหน้าของกองหลัง) จะ catenaccio แบบอิตาเลี่ยน หรือจะ pyramid ในปลายศตวรรษที่ 19 

       เช่นกัน, หนังสมัยใหม่ไม่ใช้ไวยากรณ์เก่าๆ เชยๆ แบบภาพยนตร์ยุคเก่าแล้ว มีทั้ง dosma 95 กลายที่เกิดจากเดนมาร์ก มาจนถึงล่าสุดกับเทรนด์ทางยุโรปอย่าง popumentary ซึ่งเอาฟุตเตจหรือหนังที่มีรากจริงๆ มาเล่าเรื่องให้สนุกแบบดราม่า โดยมีเจตนาหลักคือ จะต้องเข้าถึงกลุ่มคนดูในวงกว้างหรือแมสฯ ให้ได้ (แม้ว่าในอนาคตเร็วๆ นี้ แมสจะค่อยๆ หายไป และพวก secment จะเข้ามา "เซ้งแผง" แทนก็ตาม)

       popumentary นั้น แตกรากมาจาก dramatic-realism (อันหลังนี่เรื่องหนึ่งที่โด่งดังมากก็คือ hoop dream ในปี 1994) อย่างที่เคยเขียนไป dramatic-realism นั้น ใช้ความสมจริงของอย่างหลัง ที่แต้มด้วยสีสันของอย่างแรก (drama)

       เหมือนฟุตบอลนั่นแหละ ใช้ความยืดหยุ่นของระบบการเล่น บวกกับเทคนิคที่แข็งแกร่งของนักเตะ

       ผมมี dvd และวรรณกรรมฟุตบอลอยู่ในบ้านราวๆ 200 เรื่อง ล่าสุดเพิ่งได้ดู looking for eric ของขาใหญ่ "เคน โลช" กับ the damned united

       แม้เป็นแฟนผีแดง แต่ถ้าดูอย่างมีสติสักหน่อย ไม่ขอเข้าข้าง looking for eric ซึ่งเดินสูตรอยู่ในโครงสร้างหลักมากกว่า (ตัวละครเป็นพวก loser และก็ต้องการกอบกู้ตัวเอง) ผมชอบ the damned united มากกว่าพอสมควร ทั้งที่ไม่ได้เป็นแฟนของ "คลัฟจี้" ไบรอัน คลัฟ

       สำหรับคนที่ไม่ได้ดูบอล ขออธิบายอย่างย่นย่อว่า ไบรอัน คลัฟ คือ ผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ทั้ง "ปากพล่อย"(น่าเตะ) และ "ปากจัด" โดยไม่ดูกาลเทศะ ตอนแรกว่าจะพาดหัวว่า the damned united : ไบรอัน คลัฟ ไปตายซะ ! แต่ลืมไปว่า คลัฟจี้ ตายไปแล้ว (เมื่อ 3 ปีที่แล้ว four four two ยังออก pocketbook เล็กๆ เกี่ยวกับ คลัฟ มาเป็นของแถม)

       ถามว่า คลัฟ มีภาพเหมือนใคร ไม่ใช่ เฟอร์กี้ ไม่ใช่ เพสลีย์ ไม่ใช่ อัลฟ์ แรมเซย์ ไม่ใช่และไม่ใช่ เพราะว่า คลัฟจี้ เหมือน มูรินโญ่ มาก ทั้งความโอหัง ทำอะไรห่ามๆ ในสนาม และพร้อมจะเป็นศัตรูกับทุกคน (และสื่อ)

       ผมได้ dvd หนัง the damned united มา 2-3 เดือนแล้ว พอได้ looking for eric มาอีก เลยดูรวดซ้ำพร้อมกับ maradona และ bend it like beckham (เป็นรอบที่ 3 แล้ว) หนังเหล่านี้ไม่ใช่หนังฟุตบอลที่มุมมองตื้นเขินนะครับ มีอะไรๆ ซ้อนอยู่พอสมควร เช่น เบอร์ 69 บนหน้าอกของตัวละครในหนัง bend it like beckham ก็คือ ปีที่ลมเฟมินิสต์กำลังพัดแรง, การพี้ยาของตัวละคร แสดงภาพของภาวะหลุดพ้น หรือปฏิเสธระบบกับกรอบ ซึ่ง american beauty เคยใช้ในปี 1999 โดย แซม เมนเดส ของอังกฤษเหมือนกัน ฯลฯ

       ไบรอัน คลัฟ พาปากพล่อยๆ ของเขาไม่เจอทั้ง teen และดอกไม้ เคยเป็นผู้จัดการทีมของ "ดาร์บี้" และ "ลีดส์ ยูไนเต็ด" ในปลายทศวรรษที่ 60 และต้น 70's ก่อนจะเกิดคดีอื้อฉาวที่คุมทีมยูงทอง ลีดส์ฯ ได้แค่ 44 วัน

       the damned United ไม่ธรรมดาเลย ใช้ structure ของหนัง feature แบบอังกฤษ คือสะท้อนมุมหลายๆ มุมออกมา เช่น middle class ชนชั้นแรงงาน และการเล่าเรื่องแบบ satire ผมรู้สึกสนุกมากกับการดู the damned united เหมือนดูเกม แมนยูฯ ไล่ขย่มสเปอร์ส บ่อยๆ ในแต่ละปี หนังไม่ได้ต้องการจะ "ถ่มถุยคู่แข่ง" หรือ เทิดทูน "คลัฟจี้" แต่ต้องการทำให้เราเห็นด้านที่เด่นด้อยของ อดีตผู้จัดการทีมฟอเรสต์

       คลัฟ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เพราะทั้ง ดาร์บี้ ที่เขาพาสู่ดิวิชั่น 1 และเป็นแชมป์ กับ ลีดส์ฯ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่มีเรื่องอื้อฉาว คุมทีม 44 วัน มาจนถึง ฟอเรสต์ ที่พาคว้ายูโรเปี้ยนถึง 2 สมัยติดกัน ทั้ง 3 ทีม(ในหนัง)กับ ไบรอัน คลัฟ ล้วนมีอะไรๆ ให้แฟนบอลพูดถึงหมดทั้งด้านที่ดีและความเป็นคนปากพล่อย

       บทไม่ได้ใช้ฟุตเตจเยอะแบบหนังสารคดีบางเรื่อง เป็นแค่ popumentary อ่อนๆ ที่ใช้การแสดงของนักแสดงมาช่วยแทน ฟุตเตจจริงๆ นั้นมาอยู่ในช่วงท้ายของหนังแล้ว คลัฟ พาทีมดาร์บี้สู่ดิวิชั่น 1 และคว้าแชมป์ พอมาคุมทีมลีดส์ฯ ที่ดังในยุค 70 ก็ล้มเหลว ก่อนจะไปได้สูงสุดกับฟอเรสต์ด้วย 2 สมัยของแชมป์ยูโรเปี้ยนในปลายยุค 70's

       the damned united สนุกมากครับ

       มันสนุกตรงที่มันไม่ได้แสดงให้เห็นแค่มุมเดียวด้านเดียว เหมือนหนังฟุตบอลทั่วไป passion ambition อะไรของ คลัฟ ถูกเผยให้เห็นจากการทำงาน ความเย่อหยิ่ง จองหอง พาเขาลงนรก แต่แล้ว ความสามารถก็กระชากเขามาจากนรก เป็นผู้จัดการทีมที่มีอาการสวิงมากกว่าหลายๆ คนในอังกฤษ

        ผมชอบตอนที่เขาเตรียมไวน์ไว้ให้ ดอน เรวี่ ผู้จัดการทีมลีดส์ฯ คนก่อนดื่ม ชอบที่กล้องจับภาพโดยใช้สายตาที่สามของ คลัฟ แสดงภาวะของการปีนป่ายไปสู่จุดสูงสุด แต่ไปไม่ถึง

        และที่ชอบที่สุดก็คือ แทนที่หนังจะผลักดันให้ คลัฟ กลายเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง และไม่ต้องพึ่งพาใคร เขาทำการ "ลดสถานะ" ความเป็น hero ด้วยทฤษฎี tragic ของละครเวทีด้วยจุดอ่อนของตัวเอง นั่นคือ ทันทีที่เขาทิ้ง ปีเตอร์ เทย์เลอร์ คู่หู ไปอยู่กับ ลีดส์ฯ นั้น คลัฟ ไม่เคยมีเส้นกราฟที่ไต่ขึ้น เขาหกคะเมนตีลังกา และสะดุด teen ของคนรอบตัว จนสุดท้ายต้องกลับมา "เลียบาดแผล" กับเพื่อนรักในตอนท้าย (แถมโดยลงโทษให้ลดอีโก้ตัวเอง)

       the damned united อาจไม่ลุ่มลึกเท่า bend it like beckham, ไม่ใช้โครงสร้างของ popumentary เต็มตัวแบบ maradona แต่ดีกว่าหนังฟุตบอลหลายเรื่อง และดีกว่าหนังไตรภาคอย่าง goal ซึ่งพ่อค้าแถวสีลมเชียร์ให้ซื้อเหลือเกิน (แต่ goal นี่เป็นของปลอม ใช้ฮอลลีวู้ดสูตรตายขายแมสฯ พวก loser เดาออกเพียงดูไปแค่ 15 นาที)

       ผมอาจจะคิดว่า มูรินโญ่ มีพฤติกรรมบางอย่างเหมือนกับ ไบรอัน คลัฟ มากที่สุด แต่ถ้าเปรียบเทียบกัน ผมก็คิดว่า คลัฟ เก่งกว่า มูรินโญ่ ซึ่งมีแต้มต่อในการทำงานมากกว่า มีเงินใช้มากกว่าในยุคของเขา มีนักบอลเก่งๆ มากกว่าในการทำทีม คิดแผน วางแทคติก สร้างระบบสำหรับเกม

       คลัฟ ควรจะถูกยกย่องแน่นอน เมื่อเขาสามารถพาทีม "ต๊อกต๋อย" จากดิวิชั่น 2 มาสู่ดิวิชั่น 1 และสามารถคว้ายูโรเปี้ยน บิ๊กเอียร์ มาได้ถึงสองปีรวด

       และเหมือน เฟอร์กี้, กับ ไบรอัน คลัฟ

       ทั้งสองคนมีความเป็น human เหมือนกัน มีจุดแข็ง มีจุดเปราะ และการทำลายตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

       คนทำลายตัวเองนั้น ไม่ผิดหรอกครับ ถ้าเรียนรู้จากการบาดเจ็บ

       แต่คนที่ทำลายตัวเองไม่รู้จบ หรือทำร้ายคนอื่นไม่จบสิ้นนี่สิ ไม่มีอะไรที่ภาคภูมิได้

       the damned united เป็นหนังปากพล่อย

      ที่บางทีคนปากเปราะ ควรหัดดูไว้.

Tags : The Damned United ! คนปากพล่อยฉบับ Popumentary ค่าเงินบาท

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement