กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : Art & Living

วันที่ 12 สิงหาคม 2555 12:21

รอยทางดอกไม้

สร้างรูปทรงใหม่ให้ดอกไม้ด้วยการเย็บ มัด ปัก ร้อย

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ในบ้านเก่าอายุนับร้อยปี

ผลงานระดับนานาชาติของคุณสกุล

'ต้นดอกไม้' ทำจากหวายป่าและแกนไม้จากอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย

งานดอกไม้ทำตามแบบโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์

สกุล อินทกุล

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สกุล อินทกุล เปิด 'พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้' เล่าประวัติงานฝีมือดอกไม้ไทยซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีไทยแต่ครั้งโบราณ

           ช่วงชีวิตของดอกไม้อาจจบลงเพียงวันที่กลีบดอกโรยรา แต่นับจากจุดเริ่มต้นที่ดอกไม้เริ่มแย้มบานความงดงามของดอกไม้ได้เชื่อมโยงและก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย และสิ่งต่างๆ เหล่านั้นยังคงอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนแม้ในวันที่ดอกไม้เหี่ยวเฉา เรื่องราวรอยทางของดอกไม้ได้ถูกเรียบเรียงและจัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ (The Museum of Floral Culture)
           "จริงๆ ก็คิดมาประมาณห้าปี มาเริ่มอยากทำมากตอนทำหนังสือ 'ดอกไม้ไทย' เมื่อสามปีที่แล้ว พอทำหนังสือดอกไม้ไทยเราได้สืบค้นข้อมูล ได้สะสมอะไรต่างๆ มากขึ้น เริ่มคิดว่ามันมีอะไรที่น่าจะนำเสนอในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ได้ เพราะมีทั้งวัสดุอุปกรณ์ มีทั้งงานโครงสร้าง มีทั้งเทคนิควิธี และนำเสนอออกมาในรูปแบบของนิทรรศการได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่คนไทยบางทีก็ยังไม่ทราบเลยว่าวัฒนธรรมดอกไม้ไทยเป็นอย่างไร" คุณ สกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับนานาชาติ และผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ เล่าให้ฟัง
           พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ เป็นบ้านโบราณสไตล์โคโลเนียล ตั้งอยู่ในซอยองครักษ์ 13 ถนนสามเสน เขตดุสิต
           "บ้านนี้คาดว่าสร้างในปี ค.ศ.1920 ประมาณเกือบร้อยปีแล้วในสมัยรัชกาลที่หก ซอยนี้เรียกว่าซอยองครักษ์ คิดว่าสมัยก่อนที่แถวนี้ถูกจัดสรรให้กับข้าราชการโดยเฉพาะองครักษ์  เป็นราชองครักษ์ เป็นตำรวจ และคิดว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ก็เป็นองครักษ์ในสมัยรัชกาลที่หก" คุณสกุล บอก
           พื้นที่ภายในบ้านทั้งชั้นบนและชั้นล่างแบ่งออกเป็นห้องจัดนิทรรศการทั้งหมด 7 ห้อง โดยมี หอภาพดุสิต (Dusit Gallery) เป็นเสมือนโถงต้อนรับ
           "เป็นห้องซึ่งรวบรวมวัฒนธรรมดอกไม้ไทยซึ่งสืบค้นได้มาจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะมีรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับงานวัฒนธรรมดอกไม้ไทย เช่น รูปของงานดอกไม้ซึ่งเป็นขบวนรถบุพชาติในสมัยรัชกาลที่ห้า.. มีภาพมาลัยครุยเหมือนสายสะพายรับรางวัลในสมัยนี้ ..มีภาพฝ่ายในซึ่งจะเห็นว่าเจ้าฟ้าองค์น้อยๆ จะมีมาลัยอยู่บนศีรษะ มีรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์ ซึ่งเป็นนักจัดดอกไม้ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยรัชกาลที่ห้า รูปภาพเหล่านี้สืบไปได้ถึงรัชกาลที่ห้าเท่านั้น"
           รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณสกุลบอกว่า ถือเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรือง (Renaissance) ของงานดอกไม้ในประเทศไทย
           "สมัยรัชกาลที่ห้าเป็นยุคหนึ่งที่งานดอกไม้เฟื่องฟูมีการทำดอกไม้ที่เอิกเกริกพอสมควร เพราะว่าเจ้านายฝ่ายในมีเยอะ.. ก็แข่งขันกันทำให้เกิดงานใหม่ๆ ขึ้น ถือว่าเป็นเรอเนซองส์ของศิลปวัฒนธรรมไทย งานดอกไม้ก็เป็นหนึ่งในนั้น และอีกครั้งที่เรียกว่าเป็นเรอเนซองส์ของศิลปวัฒนธรรมของชาติรวมทั้งวัฒนธรรมดอกไม้ด้วย คือในสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่เก้านี้.. ซึ่งบ้านเมืองอุดมสมบูรณ์มั่นคง จะเห็นว่างานสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม งานคีตกรรมต่างๆ ในใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลปัจจุบันมีความเจริญงอกงามอย่างสูง"
           ห้องจัดแสดงที่อยู่ติดกันมีชื่อว่า โลกแห่งวัฒนธรรมดอกไม้ (World of Floral Culture) จัดแสดงตัวอย่างของงานวัฒนธรรมดอกไม้ที่สำคัญๆ จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เน้นประเทศในทวีปเอเชีย
           "ห้องนี้เราแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมดอกไม้ทั่วโลกที่เราสืบค้นมาได้ แต่เราจะเน้นที่วัฒนธรรมดอกไม้เอเชียมีของอินเดีย จีน ญี่ปุ่น ลาว บาหลี ทิเบต ..การจัดดอกไม้ของอินเดียมีลักษณะเป็นมาลัย จีนจะเป็นการเอาดอกไม้มาใส่ในแจกันลักษณะค่อนข้างอิสระ แต่ของญี่ปุ่นจะเป็นเส้นสาย" คุณสกุล อธิบายให้ฟัง
           ภายในห้องนี้ยังเป็นที่จัดแสดง 'ตำราลับแห่งการจัดดอกไม้แบบโชกะของอิเคโนโบะ' หนังสือม้วนโบราณจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดของพิพิธภัณฑ์
           "คัมภีร์ลับของการจัดดอกไม้แบบโชกะของอิเคโนโบะ เป็นงานเขียนด้วยมือในปี ค.ศ.1756 ซึ่งเป็นเวลา 250 ปีมาแล้ว เทียบได้กับสมัยสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกรุงเทพฯ ยังเป็นเพียงบางมะกอกอยู่เลย เป็นของแท้ได้มาจากญี่ปุ่น ถือว่าเป็นชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์ของเรา"
           ในห้องเดียวกันนี้ยังจัดแสดง 'ต้นดอก' รูปแบบวัฒนธรรมดอกไม้ของประเทศลาว และ 'ทอร์มา' (Torma) เครื่องบูชาของศาสนาพุทธในทิเบต ซึ่งสะท้อนรูปทรงของดอกไม้
           "ต้นดอกเราทำขึ้นใหม่จากตัวอย่างต้นดอกของทายาทของเจ้ามหาชีวิตของลาว เป็นคุณยายท่านหนึ่งซึ่งเป็นเหลนของเจ้ามหาชีวิตในลาว อยู่ที่หลวงพระบาง เราถ่ายรูปมาแล้วทำขึ้นใหม่ เป็นการทำโครงสร้างขึ้นมาแล้วใช้เสียบดอกไม้ลักษณะใกล้เคียงกับของบาหลีและล้านนา ..ทอร์มาเป็นเครื่องบูชาของศาสนาพุทธในทิเบต สมมติฐานของผมเองคือว่า ในที่ซึ่งดอกไม้หาได้ยากผู้คนก็นำสิ่งอื่นมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้เพื่อใช้บูชาพระ.. "
           ห้องจัดแสดง อุโบสถแห่งดอกไม้ (Temple of Flowers) จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ป่าไม้ สายน้ำ ชุมชน ผู้คน และวัฒนธรรมดอกไม้ โดยมีกรณีศึกษาคือ 'อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย' และชุมชนรอบ 'วัดศรีโพธิ์ชัย' ในเขตหมู่บ้านแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
           "ห้องนี้วิหารแรกคือป่า คืออุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ที่จังหวัดเลย เรื่องราวมีอยู่ว่าผมเคยให้น้องไปเก็บเรื่องราวทำสารคดีเรื่องต้นดอกไม้นี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนตัวผมไปเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผมไปที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทรายเดินขึ้นไปข้างบนที่นักท่องเที่ยวเขาไม่ไปกัน เขาจะอยู่กันตรงที่จอดรถง่ายๆ นี่เราเดินขึ้นไปอีกแปดกิโลเมตรไปนอนข้างบน เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า รู้ไหมว่าป่าแห่งนี้ที่จริงแล้วถูกให้สัมปทานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ให้ตัดป่าทั้งป่าทำลายต้นน้ำเพื่อตัดไม้ขายให้นายทุน ชาวบ้านทราบข่าว เอ๊ะ.. ทำไมอยู่ดีๆ มีคนมากากบาทต้นไม้เต็มไปหมดก็เลยรวบรวมบัตรประชาชนเข้าไปที่ทำเนียบ บอกว่าถ้ายังมีสัมปทานนี้อยู่จะขอคืนบัตรประชาชนจะไม่เป็นคนไทยแล้วนะจะไปร่วมกับคอมมิวนิสต์ สมัยนั้นฝั่งตรงข้ามเป็นลาวคอมมิวนิสต์ สัมปทานก็หลุด ทุกวันนี้ป่าผืนนั้นเจ็ดหมื่นไร่ก็คืออุทยานแห่งชาติภูสวนทราย" คุณสกุล เล่าให้ฟัง
           "อีกวิหารคือวิหารของวัดศรีโพธิ์ชัย ที่นาแห้ว ซึ่งมีประเพณีวัฒนธรรมต้นดอกไม้ที่สืบทอดมานับห้าร้อยปี ..ทำเครื่องตกแต่งอุโบสถขึ้นมาใหม่ซึ่งให้ชาวบ้านทำให้เป็นพิเศษ ช่างใช้เวลาแกะประมาณสามเดือน เรียกว่าประตูโขง เราจำลองวิหารแห่งประชาชนและวิหารแห่งธรรมชาติไว้คู่กัน การที่เขาสามารถรักษาป่าไว้ได้ก็เท่ากับรักษาชุมชนของตนไว้ได้ ข้อความคือ พลังแห่งชุมชนเท่านั้นที่จะรักษาบ้านไว้ได้ รักษาธรรมชาติไว้ได้ ไม่ใช่เพื่อพวกเขาอย่างเดียว เพื่อประเทศชาติ เพื่อโลกนี้ อยากจะฝากไปถึงชุมชนต่างๆ เราต้องสนับสนุนให้ชุมชนแข็งแกร่งที่จะรักษามรดกทางธรรมชาติมรดกทางวัฒนธรรมของเขาไว้ ถ้าป่าหมดเราก็ไม่มีประเพณีดอกไม้เหลือไว้ให้ดูเพราะสิ่งแรกที่จะไปก็คือวัฒนธรรมดอกไม้ มันบอบบางที่สุด"
           หอมรดกวัฒนธรรมดอกไม้ (The Heritage) เป็นห้องจัดแสดงซึ่งแสดงให้เห็นงานมรดกทางวัฒนธรรมดอกไม้ของไทย เช่น งานมาลัย งานเครื่องแขวน งานพานดอกไม้ งานบายศรี งานดอกไม้เล็ก งานกระทง และงานใบตอง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีของไทย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นของงานดอกไม้ไทยที่ คุณสกุลเรียกว่า 'สถาปัตยกรรมดอกไม้' (Floral Architec)
           "งานวัฒนธรรมดอกไม้ไทยมีลักษณะเด่นมากเพราะว่ามันมีสถาปัตยกรรมดอกไม้ของเขาอยู่ ถือว่าเป็นแกนเป็นหัวใจของงานวัฒนธรรมดอกไม้ไทย คือการที่เราแยกส่วนประกอบและเอามาประกอบขึ้นใหม่ เช่น แยกดอกกล้วยไม้เป็นกลีบต่างๆ เอามาใช้ประโยชน์ขึ้นรูปทรงใหม่โดยการเย็บ โดยการมัด โดยการปัก โดยการร้อย ให้เกิดเป็นรูปทรงใหม่ นี่คือหัวใจแห่งงานวัฒนธรรมดอกไม้ไทย ..ด้วยความที่เป็นเมืองในเขตร้อนดอกไม้บานทุกวัน ไม่เหมือนดอกไม้ของเมืองนอกที่ตัดมาปักแจกันอยู่ได้ทนแต่ดอกไม้ในบ้านเราปักแจกันอยู่ไม่ทน วิธีการที่จะทำให้ดอกไม้อยู่ทนก็คือการเปลี่ยนรูปทรงให้กับดอกไม้มาเป็นลักษณะต่างๆ เอากลีบดอกไม้มาเป็นรูปบัว กล้วยไม้มาเป็นกุหลาบ กล้วยไม้มาเป็นลายประจำยาม กล้วยไม้มาเป็นมาลัย ทำให้เกิดรูปทรงใหม่ขึ้นมา เป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมงานวัฒนธรรมดอกไม้ไทยพัฒนามาในเส้นทางนี้ เพราะเราอยู่ในดินแดนเมืองร้อนที่ดอกไม้บานทุกวันก็จริงแต่ดอกไม้มีอายุสั้น"
           ชั้นบนของบ้านเป็นส่วนจัดแสดง ปากกาและดินสอ (Pen & Pencil) จัดแสดงภาพร่างงานบางส่วนของคุณสกุล และ หัวใจแห่งงานจัดดอกไม้สมัยใหม่ (FlorESSENCE: Essence of Modern Flower Design) ปฐมบททั้ง 9 แห่งงานจัดดอกไม้สมัยใหม่ ซึ่งคิดค้นโดยคุณสกุล
           "ดินสอ ปากกา และความน่าจะเป็นทั้งหมดทั้งมวล ..ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากความคิดไม่เฉพาะงานของผม แต่ทุกอย่างในโลกนี้เขาบอกว่ามันเกิดขึ้นสองครั้ง อะไรก็แล้วแต่ในโลกนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในความคิด และครั้งที่สองคือเกิดขึ้นมาเป็นรูปธรรมซึ่งสามารถสัมผัสได้"
           ในห้องเดียวกันนี้ยังจัดแสดงผลงานที่ คุณสกุลบอกว่า เป็นผลงานที่สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์ นั่นคืองานตกแต่งดอกไม้สดสำหรับงานพระราชทานเลี้ยงในพระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2549
           "เป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์ เป็นงานดอกไม้ซึ่งอยู่หน้าที่ประทับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งครบรอบหกสิบปีแห่งการครองราชย์ ที่พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร เป็นชิ้นงานจริง พอเสร็จงานคนอื่นเขาเก็บดอกไม้ทิ้งแต่ผมเก็บใส่กรอบไว้บูชา ถือว่าเป็นสิริมงคลที่เราได้มีงานชิ้นนี้ไว้ เป็นกลีบดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีเรียงเป็นพระอินทร์ซึ่งเป็นเทพของเทพทั้งมวล และเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เป็นมงคลที่ใช้เป็นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์"
           ส่วนสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์คือบริเวณสวนโดยรอบ ซึ่งคุณสกุล บอกว่าเป็น หอจัดแสดงงานที่มีชีวิตกลางแจ้ง (Outdoor Living Exhibit) ปลูกพันธุ์ไม้ดอกและไม้ใบต่างๆ ที่ใช้ในงานวัฒนธรรมดอกไม้ของไทย เช่น จำปี จำปา มะลิ แก้ว พิกุล รัก พุด รวมทั้งกล้วยตานีที่ใช้ในงานใบตองของไทย
           "บางคนยังไม่ทราบเลยดอกรักเป็นอย่างนี้แล้วต้นเป็นอย่างไรกลีบเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เด็กๆ บางทีไม่รู้ว่าต้นจำปีเป็นอย่างไร ต้นมะลิไม่รู้จัก"
           กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ต้องใช้เวลาในการเตรียมการยาวนาน คุณสกุลเลือกวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2555 เป็นวันเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ 
           “พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 สิงหาคม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาด้วยทรงเป็นนักอนุรักษ์พรรณพืชเป็นที่ประจักษ์แก่นานาประเทศ.. พิพิธภัณฑ์นี้สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตั้งใจว่าจะต้องเปิดวันนี้” 
 
หมายเหตุ : พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ (The Museum of Floral Culture) ตั้งอยู่ที่ซอยองครักษ์ 13 ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เปิดให้ชมทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. บัตรราคา 150 บาท โทร.0 2669 3633
               : ชมภาพ "พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้" มากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk

Tags : สกุล อินทกุล

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement