กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 29 กันยายน 2555 09:00

มิงกาลาบา "มัณฑะเลย์"

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่แค่วินาทีเดียวก็สำคัญสำหรับการสูดรับกลิ่นอายความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของดินแดนแห่งเจดีย์สีทองที่หลายคนรู้จักดี "พม่า"

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือ พม่า เป็นประเทศที่อาจจะเรียกได้ว่ามีอดีตเมืองหลวงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ได้ เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีชื่อเมืองหลวงที่คุ้นหูคนทั่วโลกและคนไทยมากมายเกือบ 10 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น เมืองหงสาวดี, เมืองอังวะ(รัตนะปุระ), เมืองตองอู(เกตุมวดีตองอู), เมืองชเวโบ, เมืองอมรปุระ, เมืองมัณฑะเลย์, เมืองย่างกุ้ง และเมืองเนปิดอว์ ซึ่งท้ายที่สุดนี้คือเมืองหลวงในปัจจุบัน


 ในบรรดาเมืองหลวงทั้งหลายนั้น ฉันออกจะคุ้นเคยกับชื่อของ "ย่างกุ้ง" มากที่สุด เพราะที่นี่เป็นเมืองหลวงที่มีขนาดใหญ่และร่วมสมัยกับวัยเรียนสังคมศึกษาที่ฉันต้องท่องจำชื่อเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ให้ได้ แต่ทว่า นอกจากย่างกุ้งแล้วเมืองหลวงที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันทั้งในแง่ของขนาดและบทบาททางการเมือง นั่นก็คือ มัณฑะเลย์ ราชธานีแห่งสุดท้ายของพม่าก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ


 เอ่ยถึงมัณฑะเลย์ เพียงสิ่งเดียวที่ฉันรำลึกได้เห็นจะเป็นภาพพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี ตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่เพราะความอัศจรรย์ของวัฒนธรรมที่ดำรงสืบมายาวนานกว่า 1,800 ปีนี้เอง ทำให้ฉันตกปากรับคำเทียบเชิญของทีมงานสายการบินไทยแอร์เอเชียเพื่อร่วมเดินทางไปร่วม "ทริปมหากุศล มัณฑะเลย์" ซึ่งทันทีที่เครื่องบินแอร์บัส A320 ลำใหม่ปล่อยล้อยางลงไปสัมผัสพื้นรันเวย์ที่ยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ภาพวัดวาอารามสีทองอร่ามที่มองเห็นผ่านหน้าต่างก็ทำให้ฉันรู้สึกราวกับกำลังนุ่งโสร่งผัดแป้งทานาคา และพร้อมจะพูดคำว่า


 "มิงกาลาบา มัณฑะเลย์ ..." 


1.


 เคยรับรู้มาว่า กษัตริย์ของพม่ามีคติเรื่องการปกครองที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา โดยเชื่อกันว่าพุทธศาสนานับวันมีแต่จะเสื่อมถอยลง หน้าที่ของกษัตริย์ทุกพระองค์คือต้องฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้ยืนยงสืบไปอย่างน้อยๆ ต้องไม่น้อยกว่าพุทธทำนายที่ว่าไว้คือราว 5,000 ปี ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองเกิดสงคราม หรือมีเหตุให้ผู้คนในเมืองนั้นๆ เจ็บป่วยล้มตาย ก็คล้ายกับเป็นสัญลักษณ์ของความเสื่อมถอยทางพุทธศาสนา กษัตริย์ของพม่าจึงต้องย้ายเมือง ย้ายวัง ไปสร้างความรุ่งเรืองขึ้นใหม่ นั่นจึงอธิบายได้ดีว่า ทำไมพม่าจึงมีอดีตเมืองหลวงอยู่มาก


 มัณฑะเลย์ เป็นเมืองหลวงที่สร้างขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะแม้อมรปุระซึ่งเป็นเมืองหลวงก่อนหน้าจะมีชัยภูมิที่ดี แต่พระเจ้ามินดงก็ทรงเชื่อในพุทธทำนายที่ว่า หากพระพุทธศาสนามีอายุยืนนานถึง 2,400 ปี จะเกิดมีเมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ณ เชิงเขามัณฑะเลย์ ในปีที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ตรงกับปี พ.ศ.2400 พอดี พระองค์จึงโปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงจากนครอมรปุระมาตั้งราชธานีแห่งใหม่ที่อยู่ใจกลางระหว่างภูเขามัณฑะเลย์กับแม่น้ำอิรวดี โดยให้ชื่อเมืองนี้ว่า "มัณฑะเลย์" ตามชื่อของภูเขาในพุทธทำนาย


 แดดไม่จัด แต่ความอบอ้าวก็ทำให้เราต้องเสียเหงื่อให้กับมัณฑเลย์ไปมากโข ดีที่ทริปนี้มีชื่อว่า "มหากุศล" จึงทำให้จิตเราพอจะเย็นลงได้บ้าง ซึ่งการเดินทางครั้งนี้มี อ.เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของไทย เป็นผู้ให้ข้อมูล


 เราเริ่มต้นท่องเมืองมัณฑะเลย์จาก "มัณฑะเลย์ ฮิลล์" หรือภูเขามัณฑะเลย์อันศักดิ์สิทธิ์ แต่ก่อนจะขึ้นไปบนเนินเขา เราแวะเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนเพียงก้อนเดียวที่ วัดมัณฑะเลย์จอคตอคยี ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขามัณฑะเลย์ ฮิลล์ พระพุทธรูปองค์นี้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่า รองจากพระสร้างใหม่ในเมืองย่างกุ้ง จากข้อมูลที่ได้รับ พม่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก ทั้งทองคำ น้ำมัน แร่ต่างๆ รวมถึงอัญมณี จึงไม่ใช่เรื่องยากนักที่จะหาศิลาอ่อนมาแกะสลักรูปเคารพตามความเชื่อ


 รถสองแถวใส่เกียร์ต่ำแล้วเร่งเครื่องจนควันโขมงพาฉันและเพื่อนๆ ในคณะกว่า 10 คน เดินทางขึ้นไปยังภูเขามัณฑะเลย์ แต่ถ้าใครมีกำลังขาเพียงพอก็น่าจะลองใช้บริการบันได 7,292 ขึ้นเพื่อเดินขึ้นไปยังศาสนสถานแห่งนั้นที่ตั้งอยู่บนยอดภูเขา


 ด้านบนนั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในมัณฑะเลย์ สามารถมองเห็นแม่น้ำอิรวดี สายเลือดเส้นใหญ่ของพม่าได้ชัดเจน และจากจุดเดียวกันก็ยังเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของพระราชวังมัณฑะเลย์ที่เคยรุ่งโรจน์มาแต่อดีต ฉันใช้บริการลิฟท์ของที่นี่เพื่อเดินทางต่อขึ้นไปยังวิหารที่เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุ อันบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูป “ชเวยัตตอร์” ประทับยืน 2 องค์ โดยพุทธลักษณะนั้นคล้ายกับกำลังชี้พระหัตถ์ไปยังพระราชวังกลางกรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งมีความหมายว่าที่นี่จะเป็นศูนยกลางของราชธานีต่อไป

2.


 อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า ภาพมัณฑะเลย์ในความรับรู้ของฉันมีเพียงพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีที่เคยดูผ่านสารคดีเท่านั้น และเพื่อให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปตามความคาดหวัง ฉันจึงขออนุญาตฉีกทริปนี้ด้วยการตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อเดินทางไปยัง วัดพระมหามัยมุนี ที่มีพิธีล้างพระพักตร์พระพุทธเจ้าที่ยังมีลมหายใจทุกๆ วัน โดยเริ่มต้นพิธีกรรมราวตี 4


 ฉันมาถึงวัดในช่วงเวลาพอดิบพอดีกับพิธีกรรมที่กำลังเริ่ม ฝนตกเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่ขวางกั้นแรงศรัทธา เพราะพุทธศาสนิกชนชาวพม่าต่างพากันมาร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้เนืองแน่นทุกวัน


 ศรีผ่อง ไกด์สาวชาวไทยใหญ่ เล่าให้ฟังว่า พระมหามัยมุนี เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดปางมารวิชัยสูง 4 เมตร และพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีนี้ก็ดำเนินต่อเนื่องกันมา 1,800 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นที่เมืองยะไข่ ซึ่งตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ของชาวยะไข่โปรดฯ ให้สร้างพระมหามัยมุนี( มหามัยมุนี แปลว่า มหาปราชญ์) ขึ้นในปี พ.ศ. 689 ด้วยทรงสุบินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระองค์ และให้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นเพื่อเชิดชูพุทธศาสนา


 "เชื่อกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้พระพุทธเจ้าได้ประทานลมหายใจให้ 7 ครั้ง นี่จึงไม่ใช่พระพุทธรูปธรรมดา แต่เป็นตัวแทนขององค์สัมมาสัมพุธเจ้า ฤดูร้อนจะทรงเครื่องฤดูร้อน พร้อมกับถวายพัดลม ฤดูหนาวจะห่มผ้า เอาไม้แก่นจันทร์มาใส่ไฟให้ความอบอุ่น แล้วก็มีพิธีล้างพระพักตร์ทุกวันเหมือนกับเป็นพระที่ยังมีชีวิต"


 ไกด์ชาวไทยใหญ่ เสริมว่า พิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีมีมาตั้งแต่พระองค์นี้ยังประดิษฐานอยู่ที่เมืองยะไข่ ต่อเมื่ออัญเชิญมาอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์แห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2327 ในสมัยของพระเจ้าปดุง จึงสืบทอดประเพณีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีสืบมา โดยพิธีกรรมจะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 03.45 เจ้าอาวาสวัดจะมาไขกุญแจเปิดมณฑปที่ครอบองค์พระมหามัยมุนี จากนั้นวงมโหรีจะเล่นดนตรีสดประโคม จนราวตี 4 เจ้าหน้าที่วัดก็จะเริ่มพิธี โดยนิมนต์เจ้าอาวาสขึ้นไปคลุมผ้าที่องค์พระ ก่อนจะล้างพระพักตร์ด้วยน้ำไม้จันทร์หอมในขันทองคำ 3 รอบ จากนั้นน้ำดอกไม้หอมในขันเงินอีก 3 รอบ จากนั้นก็แปรงฟันและล้างพระพักตร์ด้วยน้ำดอกไม้หอมในขันธรรมดาอีกครั้ง แล้วจึงค่อยเช็ดพระพักตร์ด้วยผ้าสะอาด ตรงนี้เองที่ชาวบ้านจะได้รับบุญ คือสามารถฝากผ้าสะอาดของตัวเองขึ้นไปเป็นผ้าเช็ดพระพักตร์ได้ ไกด์ศรีผ่องว่า ผ้าที่เช็ดพระพักตร์จากแรงศรัทธามีมากกว่าวันละ 100 ผืนเลยทีเดียว


 หลังเช็ดพระพักตร์แล้วจะทำการปิดทองที่พระพักตร์และองค์พระ แน่นอนว่า พิธีกรรมนี้ดำเนินมาเกือบสองพันปี องค์พระมหามัยมุนีจึงมีองค์ที่ค่อนข้างอวบอ้วนด้วยแผ่นทองคำแท้ที่แปะอยู่นั่นเอง


 แม้จะไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหน แต่พิธีกรรมล้างพระพักตร์ที่ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง ก็สะกดให้ฉันตกอยู่ในภวังค์แห่งความศรัทธาได้อย่างไม่น่าเชื่อ


 นอกจากพระมหามัยมุนีแล้ว ภายในวัดแห่งนี้ยังมี "หุ่นศิลปะเขมร" ที่จัดแสดงอยู่ทางด้านหลังของมณฑปครอบองค์พระมหามัยมุนีด้วย อ.เผ่าทอง บอกว่า ช้างเอราวัณ สิงห์ และรูปทวารบาล ที่เห็นอยู่นี้เป็นเครื่องสัมฤทธิ์ศิลปะเขมรสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงตีพระนคร(นครธม) แห่งอาณาจักรขอมได้ในปี พ.ศ. 1974 จึงทรงนำมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา และเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกตีจนแตกพ่ายพม่าก็ย้ายรูปสำริดเหล่านี้มาไว้ที่กรุงหงสาวดี เมืองหลวงในยุคนั้น ก่อนจะค่อยๆ ถูกเคลื่อนย้ายมาจนถึงเมืองมัณฑะเลย์ในปัจจุบัน ฟังดูคล้ายกับเป็น "สมบัติผลัดกันชม" ก็ไม่ปาน

3.


 มาถึงเมืองมัณฑะเลย์แล้ว จะไม่เข้าไปชื่นชมความยิ่งใหญ่ของ พระราชวังมัณฑะเลย์ ก็เกรงว่าจะเป็นการเสียเที่ยว เช้าวันถัดมาคณะของเราจึงมีโอกาสเข้าไปรับรู้ประวัติศาสตร์พม่าในอีกมุมหนึ่งผ่านพระราชวังหลังงามดังกล่าว ซึ่ง อ.เผ่าทอง ทองเจือ เล่าให้ฟังระหว่างเข้าชมพระราชวังจำลองว่า พระราชวังแห่งนี้รื้อมาจากเมืองอมรปุระและสร้างขึ้นใหม่ที่เมืองมัณฑะเลย์ โดยพระราชวังประกอบด้วยอาคารไม้สักจำนวนมาก หลายหลังสลักเสลาอย่างงดงาม และปิดทองตั้งอยู่บนฐานสูง มีกำแพงอิฐล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังไม้สักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ทว่า พระราชวังเหล่านี้ถูกเพลิงไหม้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นพระราชวังจำลองทั้งหมด


 ชื่นชมรูปจำลอง "สิงหาสนบัลลังก์" ของพระเจ้ามินดงแล้ว ฉันก็เดินขึ้นไปที่ป้อมปราการที่อยู่ด้านข้างพระราชวัง ซึ่งป้อมปราการนี้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเดียวที่เหลือรอดจากการโจมตีเมื่อครั้งสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา และก็เป็นป้อมปราการนี้เองที่ "พระนางศุภยารัต" มเหสีฝ่ายซ้ายของพระเจ้ามินดงได้เสด็จฯ ขึ้นไปทอดพระเนตรเห็นกองทัพเรือของอังกฤษที่เคลื่อนขยายมาปิดล้อมเมืองมัณฑะเลย์จนแทบเสียพระสติ แล้วพม่าก็เสียเมืองให้กับอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 ในสมัยพระเจ้าสีป่อ โอรสของพระเจ้ามิงดง ซึ่งดำรงฐานะเป็นกษัตริย์ของสุดท้ายของพม่า


 จะว่าไป ไม่ได้มีแค่ป้อมปราการเพียงหลังเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นจากการโจมตี แต่ยังมี "พระตำหนักของพระเจ้ามินดง" อีกหนึ่งหลังที่ไม่โดนทำลาย โดยพระเจ้าสีป่อโปรดฯ ให้รื้อพระตำหนักหลังนี้เมื่อปี พ.ศ. 2423 ภายหลังจากที่พระเจ้ามินดงเสด็จสวรรคต โดยโปรดฯ ให้นำไม้ทั้งหมดไปสร้าง วัดชเวนันดอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวัง แล้วโปรดฯ ให้มีการปิดทองประดับกระจก ประกอบไม้แกะสลักอย่างงดงามที่สุดเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระบิดา


 เมื่อลองขึ้นไปชมที่อาคารไม้สักหลังนี้จะเห็นได้ว่าค่อนข้างทรุดโทรม หากแต่ภาพแกะสลักทั้งหลายยังคงอยู่ในสภาพดี ด้านในมีการแกะสลักไม้เป็นเรื่องทศชาติ แต่ไกด์สาวชาวไทยใหญ่ว่า ปัจุบันวัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะจากกรมโบราณคดีของพม่า


 อีกวัดที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ วัดกุโสดอ วัดนี้พระเจ้ามินดงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2400 ตามแบบพระเจดีย์ชเสซิกอนที่เมืองพุกาม หลังจากโปรดฯ ให้มีการสังคยนาพระไตรปิฎกแล้วก็โปรดฯ ให้มีการจารึกพระไตรปิฎกทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ลงบนแผ่นศิลาจารึกหินอ่อน รวมทั้งสิ้น 729 แผ่น แล้วสร้างอาคารซุ้มเรือนยอดคลุมไว้ทุกแผ่น เมื่อเดินเข้าไปภายในวัดจึงเห็นซุ้มสีขาวตั้งตระหง่านอยู่โดยรอบเต็มไปหมด


 แม้จะดำรงฐานะเป็นเมืองหลวงอยู่เพียง 28 ปี แต่มัณฑะเลย์วันนี้ก็ยังคงฉายภาพเมืองหลวงที่เคยรุ่งโรจน์ผ่านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมประเพร๊ไว้ได้ดีอย่างหาที่ติไม่ได้ การเดินทางมาเยือนพม่าครั้งแรกของฉันจึงค่อนข้างประทับใจ และให้คำมั่นกับตัวเองไว้ว่า จะต้องกลับมาเยือนพม่าให้ได้ อีกครั้ง

...............


การเดินทาง


 มัณฑะเลย์ อยู่ห่างจากอดีตเมืองหลวงย่างกุ้งไปทางทิศเหนือราว 640 กิโลเมตร หากเดินทางด้วยรถยนต์โดยสารอาจใช้เวลานานมากถึง 14 ชั่วโมง แต่วันนี้สายการบินไทย แอร์เอเชีย เปิดเส้นทางบินใหม่เป็นการบินตรงจากกรุงเทพฯ-มัณฑะเลย์ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน (จันทร์, อังคาร, พฤหัสบดี และเสาร์) โดยจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคม 2555 สามารถดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ทาง www.airasia.com


 ข้อสำคัญในการเดินทางไปมัณฑะเลย์ หรือเมืองต่างๆ ของพม่า ในการเข้าวัดทุกวัดนักท่องเที่ยวจะต้องถอดรองเท้า รวมถึงถุงเท้าและถุงน่องก่อนเข้าสู่ศาสนสถาน และสตรีห้ามนุ่งกระโปรงสั้น เสื้อเกาะอก สายเดี่ยว หรือชุดที่ดูแล้วไม่เคารพต่อสถานที่เด็ดขาด ส่วนเงินที่พม่าใช้เงินสกุล "จ๊าด" อัตราแลกเปลี่ยน 20 จ๊าด เท่ากับ 1 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนอาจขึ้นลงได้ โปรดตรวจสอบทุกครั้งก่อนการเดินทาง) แต่ถ้าให้แนะนำควรแลกเป็นเงินดอลล่าร์แบงก์ใหม่(ย้ำว่า ต้องแบงก์ใหม่เท่านั้น) ไปใช้ที่พม่าจะสะดวกที่สุด

Tags : มัณฑะเลย์ พม่า พระมหามัยมุนี

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement