กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 24 กันยายน 2555 02:21

ฝันสลาย วัยรุ่น 'พันล้าน'

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทำงานแป๊บเดียวก็มีเงินใช้.. คำหลอกล่อวัยรุ่นอยากรวยทั้งหลาย จนสุดท้ายเสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ทั้งการเรียน เพราะเชื่อว่า 'งานง่ายจ่ายแพง' มีอยู่จริง

ภาพถ่ายเด็กวัยรุ่นถือเงินเป็นฟ่อน โชว์แล็ปท็อปรุ่นใหม่ หรือยืนข้างรถหรู ซูเปอร์คาร์ป้ายแดง ที่ถูกโพสท์อย่างกลาดเกลื่อน เหมือนขยะปลิวว่อนอยู่บนเฟซบุ๊คในช่วงสองปีที่ผ่านมา กับการสร้างความน่ารำคาญของคนที่ถูกติดป้ายชื่อลงบนภาพ หรือที่ศัพท์บนโลกออนไลน์เรียกกันติดปาก ว่า 'ติดแท็ก' (Tag) โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น

วันนี้ ผลพวงของความน่ารำคาญ เริ่มลุกลามกลายเป็นความเสียหายที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

เพราะแท้ที่จริง นี่คือกลลวงของการโฆษณาชวนเชื่อที่มาพร้อมกับการหยอดคำหวาน ในทำนองชักชวนกันไปหารายได้เสริม งานง่ายๆ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงก็มีเงินใช้ กระทำกันเป็นขบวนการที่ใหญ่มาก โดยเอาคำว่า 'ขายตรง' บังหน้า แต่กลับมีลักษณะการดำเนินงานเป็น ธุรกิจเครือข่าย 'ด้านมืด' ที่หวังสร้างผลตอบแทนจากการชักชวนเหยื่อให้เข้ามาติดกับ มากกว่าจะมุ่งขายสินค้าในเครือข่ายอย่างที่ควรจะเป็น

ที่สำคัญคือ เครือข่ายลักษณะนี้ มีเป้าหมายเป็น วัยรุ่น นักศึกษา คนรุ่นใหม่ ที่ฝันอยากจะรวยเร็ว 

..แต่ช้าก่อน! คุณยังไม่สามารถเริ่มงานได้ จะต้องเข้ามาร่วมประชุม และเรียนงานกับเราก่อน

และขอโทษ ไม่ได้เรียนฟรีๆ นะ!

สำหรับ "กลุ่มบีฮิป" ที่ตกเป็นประเด็นร้อน เพราะ 'ไมเคิล ซาเฟล' ผู้นำกลุ่ม ที่กำลังถูกหาว่าโกงเงินชาวบ้านนั้นเป็นแฟนหนุ่มของดาราสาว 'ตาล' กัญญา รัตนเพชร์ โดยลักษณะการทำงานของ บีฮิป จะเริ่มจากการเสียเงินค่าเข้าประชุมต่อครั้ง 200 บาทขาดตัว ที่หลายคนบ่นว่า แม้แต่น้ำดื่มก็ต้องซื้อมากินเอง แถมต้องมาซ้ำหลายๆ ครั้งหน่อยถึงจะเก่ง

แต่ไม่ว่าจะมาอีกกี่ครั้ง คำพูดที่เข้าหูก็จะเดิมๆ คือ ทำงานกินเงินเดือน เมื่อไหร่จะรวย.. เป็นลูกต้องรู้จักกตัญญูพ่อแม่ อย่าคิดแต่จะแบมือขอเงิน.. บลาๆๆๆ

โดยเฉพาะการเชิญ เกสต์ สปีคเกอร์ คนดังระดับประเทศมาพูดสร้างแรงจูงใจ ขายฝัน อาทิ ตัน ภาสกรนที ที่ถูกนำไปกล่าวอ้างมากที่สุด โดยเจ้าตัวออกมาให้ข่าว บอกว่าไปแค่ครั้งเดียวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว โดยที่ไปพูดก็เน้นเรื่องการใช้ชีวิต และสร้างแรงบันดาลใจ

นอกจาก ตัน แล้ว ก็ยังมี 'ต๊อบ' อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เจ้าของเถ้าแก่น้อย วัยรุ่นพันล้านตัวจริง และ โชค บูลกุล ก็ยังถูกนำมาใช้ในการโฆษณาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถืออีกด้วย

เมื่อกระบวนการล้างสมองเริ่มเห็นผล เยาวชนของชาติมองเห็นทางได้เงินรำไรอยู่ข้างหน้า ขั้นตอนต่อไปก็คือ การพยายามล้วงเงินออกจากกระเป๋าอย่างเนียนๆ ด้วยการเสนอแผนธุรกิจหลายแบบ แต่ละแบบเป็นเงินหลักหมื่นทั้งนั้น

กว่าจะรู้ตัว ว่าไม่คุ้ม เหยื่อเหล่านี้ก็เสียทั้งเงิน ทั้งเวลาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • ล้างบางจอมแท็ก

ราวสองปีก่อน น่าจะจำกันได้กับเคสป่วนผู้คนบนเฟซบุ๊ค โดย 'JUMP Magazine' ที่เอาภาพสาวๆ น่ารักมาล่อให้คนคลิกยอมรับ แต่เมื่อ 'add friend' กันเสร็จสรรพแล้ว ความน่ารักเริ่มกลายเป็นน่ารำคาญ เพราะต้องถูกติดแท็กภาพโฆษณาชวนไปทำงานพาร์ทไทม์ไม่เว้นแต่ละวัน จนต้องมานั่งไล่ 'unfriend' พวกไม่พึงประสงค์กันจนเมื่อย

ในเวลาไล่เลี่ยกัน 'เฟซบุ๊คถูกแฮ็ค' ก็เป็นหัวข้อสนทนาที่คนพูดถึงกันมาก เพราะธุรกิจเครือข่ายเริ่มกลายพันธุ์เป็นมิจฉาชีพ ไล่ 'แฮ็ค' เฟซบุ๊คชาวบ้าน ด้วยการเอาของฟรีมาล่อ ให้สมัครร่วมกิจกรรมด้วยการล็อกอินเฟซบุ๊ค และเหยื่อก็หลงกล ยื่นพาสเวิร์ดให้ด้วยตัวเอง

ถามว่า แฮ็คไปเพื่ออะไร ?

คำตอบก็คือ เพราะคนหนึ่งคนสามารถมีเพื่อนได้ในจำนวนที่จำกัดตามข้อบังคับของเฟซบุ๊ค แต่เมื่อต้องการหว่านโฆษณาไปให้ได้มากกว่านี้ จึงต้องแฮ็คให้ได้มาซึ่งฐานข้อมูลเพื่อนที่มีอยู่ของเหยื่อ เพื่อทำการกระจายโฆษณาอีกครั้ง

เรื่องนี้ เกินความน่ารำคาญไปไกลแล้ว!

แม้กระทั่ง 'มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ค' ก็ยังเคยโดนเข้ากับตัวเอง จึงเปลี่ยนมาตรการป้องกันเสียใหม่ ทำให้ปัญหาการแท็กโฆษณาลดน้อยลง

พลพรรคเครือข่ายธุรกิจด้านมืด ก็ไม่ย่นย่อ รีบปรับวิธีการหากินแบบใหม่ จากแท็กโฆษณา ก็หันมาตั้ง 'กรุ๊ปแชท' แทน โดยลากคนเข้ามาในกลุ่มให้ได้มากที่สุด

และหวังผลเหมือนเดิม คือ โปรยยาหอมถึงความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อให้คนกรอกใบสมัครเข้ามา ก่อนจะติดต่อกลับไปอีกครั้ง เพื่อชวนให้เหยื่อเข้ามาประชุมเรียนงาน จนถึงจ่ายเงินหลายหมื่นเพื่อเป็นสมาชิกอย่างที่เล่าข้างต้น

... ราวตีหนึ่งเศษๆ ของวันที่ 17 กันยายน 2555 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติยึดอำนาจกลุ่มงานPart Time 'สร้างรายได้เสริม :)' ที่มีสมาชิกอยู่กว่า 7 หมื่นคน โดยผู้เล่นเฟซบุ๊ครายหนึ่ง นามว่า 'จ่านิก' ที่เริ่มต้นจากการแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม และทำทีว่า สนใจอยากจะเข้าร่วมธุรกิจ

แต่หลังจากซักไซ้ไล่บี้ จนผู้ดูแลกลุ่มเห็นแวว น่าจะประสงค์ร้ายมากกว่า เลยจะคลิกลบออกจากกลุุ่ม แต่พลาด กลับ 'แต่งตั้งให้เป็นแอดมิน' แทน

ส้มหล่น ได้ตำแหน่งแอดมินมาอย่างนี้ สิ่งแรกที่จ่านิกทำคือการปลดแอดมินเดิมออกจากตำแหน่งทั้งหมด พร้อมประกาศปลดแอกให้แก่สมาชิกทั้ง 7 หมื่นกว่าชีวิต โดยเรียกเอาบรรดาคนคอเดียวกัน ที่ต่อต้านการทำธุรกิจด้านมืดบนเฟซบุ๊คมาเข้าร่วม ขยายข้อมูล แฉพฤติกรรมมิชอบของธุรกิจกลโกงเหล่านี้

และหนึ่งในนั้นก็คือ 'มังกรหยก' หนึ่งในแอดมินแห่ง 'สำนักข่าววางเพลิง' ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่แรกเปิดเพจบนเฟซบุ๊คว่า 'ต่อต้าน มิจฉาชีพออนไลน์ ทุกประเภท'

  • คำสารภาพของ 'มือเผา'

จากความน่ารำคาญที่ต้องถูกติดสารพัดแท็กโฆษณา จนเจอคนที่คิดเหมือนกัน และหันมาก่อตั้งสำนักมือเผา ในชื่อ "สำนักข่าววางเพลิง" ขึ้นมา เมื่อกว่า 2 ปีก่อน โดยมีแอดมินทั้งหมด 5 คนที่สลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาดูแลหน้าเพจ คือ มังกรหยก, บ.ก., เด็กชงกาแฟ, จิ้งจอกราตรี และนักวิจารณ์

...หลอกคนมาล้มเหลวสิบคนคนละ 43,000 เท่ากับเงินจำนวน 430,000บาท แต่ได้เศษเงินมาแค่ 5,000 คิดเป็น 1.16%แค่นั้น

คือคำอธิบายจาก มังกรหยก ที่แสนง่ายและเห็นภาพว่าลำดับชั้นอันต่ำต้อยของวัยรุ่นที่พยายามโอ้อวดโดยถือเงินเป็นฟ่อนนั้น จริงๆ แล้ว เป็นผลตอบแทนที่น้อยนิดมากกับเม็ดเงินที่หามาได้

"ตอนแรกพวกผมตั้งเพจมา เพราะเกิดจากความรำคาญล้วนๆ แต่พอทำไปทำมา ก็เริ่มเห็นว่าไม่ไหวแล้ว อย่างเด็กๆ ที่มาปรึกษาพวกผม มาฟ้องว่าโดนหลอกไปแล้ว เท่านั้นเท่านี้... ผมถามเขาว่า เอาเงินมาจากไหน เชื่อไหม ว่า คำตอบคือ กู้ กยศ.!"

ใช่แล้ว.. กยศ. หรือชื่อเต็มๆ คือ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่กำลังถูกนำไปใช้แบบผิดๆ ไม่ต่างกันกับ การกดบัตรสินเชื่อ และการกู้เงิน ธกส. เพื่อเอาเงินมาสมัครเพราะคิดว่า ผลตอบแทนจะได้ไว และกำไรจะเป็นกอบเป็นกำ

ผลก็คือ ดอกเบี้ยที่เพิ่มพูน แต่กระเป๋ายังแฟ่บอยู่เหมือนเดิม

"มันเจ็บปวดนะ ลองคิดดูว่าสิ่งที่มันทำ คือเอาเศษเงินมาทำร้ายคนไทยด้วยกัน ทำร้ายระบบเศรษฐกิจประเทศไทย ทำลายระบบการศึกษา สังเกตดู เด็กๆ จะมานั่งตามแท็กรูปตอนกลางคืน ดึกๆ นี่มาแล้ว ถามว่าทำไมไม่อ่านหนังสือ ทำไมไม่หลับไม่นอน นี่มันทำลายชาตินะ"

ภารกิจหลักของมังกรหยก และสำนักข่าววางเพลิง คือการตีแผ่ความจริงของธุรกิจมืดเช่นนี้ ทั้งการแฉกลโกง ทั้งให้ความรู้ต่างๆ เพื่อจะดักคนที่กำลังจะหลงผิดให้ตาสว่าง โดยยอมรับอีกด้วยว่า ที่ทำอยู่นั้นเรียกว่า ล้ำเส้น พรบ.คอมพิวเตอร์ ไปเรียบร้อยแล้วด้วย

"รู้ครับ แต่ก็ต้องทำ" คำตอบสั้นๆ จากปากของมังกรหยก ที่ตอนนี้มีอีกบทบาทสำคัญ คือ ประสานงานผู้เสียหาย เพื่อเข้าให้ข้อมูลแก่ดีเอสไอ โดยหวังจะให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ล้างบางพฤติกรรมการหลอกล่อที่ผิดๆ ไม่ให้เกิดซ้ำ

"ผมไม่รังเกียจขายตรงนะ เพราะผมก็เคยทำ ซึ่งถ้าเขาเปลี่ยนวิธีการใหม่ ให้ถูกต้อง ผมก็โอเค และจะหยุด แต่ถ้าเขาไม่หยุด สำนักข่าววางเพลิงก็จะทำงานต่อ"

  • เงินง่ายๆ ไม่มีจริง

วรุต มหาวาณิชย์วงศ์ หนุ่มวัย 26 ปี ผู้เผชิญโลกเงินทุนมาอย่างช่ำชอง และสามารถเก็บเกี่ยวกำไรจากการลงทุนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงขั้นที่น่าจะเรียกได้ว่า เขาคือ เศรษฐีร้อยล้านกับเขาได้เหมือนกัน

แม้ว่าคนทั่วไป อาจจะมองว่า 'นักลงทุน' เป็นงานสบาย วันๆ ไม่ต้องทำอะไร นั่งเฉยๆ ก็ได้เงินมา เรื่องนี้ วรุต ขอเถียงขาดใจ พร้อมฟันธงว่า 'งานง่าย เงินเยอะ' มีอยู่จริงน่ะเหรอ

...ไม่มีทาง!!!

"ดูเหมือนนั่งเฉยๆ แต่จริงๆ ในหัวผมคิดอยู่ตลอดเวลานะ อย่างผู้บริหารตามองค์กรต่างๆ ก็เหมือนกัน ถึงเราจะเห็นว่าเขานั่งเฉยๆ แต่ที่จริงในหัวก็ต้องทำงานอยู่ตลอด" วรุตเอ่ย

พร้อมเสริมด้วยนิยาม 'งานทำเงิน' ในความคิดของเขาว่า จะต้องเป็นงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ มีนวัตกรรม จนถึงงานที่อาศัยการมองภาพรวม (Big Picture)

"เขาบอกว่า งานง่ายๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้ตังค์ ควรจะต้องตั้งคำถามต่อแล้วนะ ว่า ถ้ามันง่ายมาก แล้วเงินดี เขาจะมาบอกเราทำไม ทำไมเขาไม่ทำซะเอง" คำถามบนตรรกะพื้นฐานสุดๆ ที่วรุต บอกว่า ใช้เป็นคาถาป้องกันตัวจากการโดนหลอกได้ชะงัดนัก เพียงขอให้มีสติอยู่กับตัว อย่าลงไปตามคำโฆษณา และใช้สมองสักนิดเพื่อคิดไตร่ตรอง

อีกหนึ่งหนุ่มนักลงทุนเจ้าของพอร์ตร้อยล้านอย่าง วีระพงษ์ ธัม วัย 31 ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินที่ว่ากันว่า จำนวนเงินในกระเป๋าที่หาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองนั้นอยู่ในระดับไม่ต่างกันกับวรุต สะท้อนภาพวงการนักลงทุนให้ฟังว่า ในช่วงหลังได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่ฝันอยากจะรวยเข้ามาสู่วงการนี้เยอะขึ้นมากจริงๆ สาเหตุหนึ่งก็เพราะความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า การลงทุนเป็นอะไรที่ง่าย และรวยเร็ว

"ต้องมองอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า อะไรก็ตามถ้าทำง่ายๆ แล้วได้เงินมากๆ มีอยู่จริง แน่นอนว่าคนต้องแห่กันมาทำ ก็ต้องแข่งขันสูง ต้องแย่งกัน"

เขาอธิบายง่ายๆ ว่า งานลักษณะแบบนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับการก่อเจดีย์ทราย คนที่ได้ประโยชน์คือคนบนยอด ส่วนรายใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ถ้าอยากจะได้อยู่ข้างบนกับเขาบ้าง ก็ต้องหาคนใหม่ๆ เข้ามาเป็นฐานให้แทน

อยากให้เข้าใจว่า คนเราจะทำงานสร้างผลตอบแทนอะไรกลับมาได้ เราจะต้องสร้างคุณค่าอะไรขึ้นมาซักอย่างก่อน แต่ถ้าเราไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลยนั้น ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นงาน แต่เป็นการมุ่งหารายได้เพียงอย่างเดียว และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เรียกว่าไม่มีความยั่งยืนอะไรเลย

"นี่ไม่ได้พูดเรื่องศีลธรรมเลยนะ เอาแค่มองธุรกิจล้วนๆ" วีระพงษ์ บอก เพราะส่วนตัวแล้ว เขาไม่สนับสนุนให้ทำธุรกิจที่ไม่ซื่อ หรือคิดหลอกคนอื่นๆ

และยังเอ่ยฝากไปถึงน้องๆ ที่คิดอยากจะทำธุรกิจนี้ว่า ขอให้เริ่มต้นให้ถูกต้องก่อน ไม่ใช่มองหาแต่ความั่งคั่ง ซึ่งนั่นจะทำให้ไม่มีความยั่งยืน

Tags : ขายตรง

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement