กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 19 กันยายน 2555 11:35

เสรีเหนือศีรษะ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หมวกที่เราสวมใส่กันทุกวันนี้อาจถูกตีค่าว่าเป็นเพียงพร็อพประกอบการแต่งกายตามเทรนด์แฟชั่นต่างๆ

แต่รู้หรือไม่ว่าหมวกใบเล็กๆ นี้ไม่ได้มีฟังก์ชั่นแค่การเป็นเครื่องประดับผมหรือกันแดดเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะและชนชั้น ใช้แสดงถึงมารยาททางสังคม อีกทั้งยังเปรียบเสมือนจดหมายเหตุทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนแต่ละชนชาติ

"เลือกดูก่อนได้นะคะ มาใหม่หลายแบบหลายสีค่ะ งานเกาหลีก็มีนะคะ" เสียงแม่ค้าขายหมวกแฟชั่นในย่านใจกลางกรุงเทพฯ กำลังเรียกลูกค้าให้หยุดเลือกชมเลือกซื้อหมวกที่ร้านของเธอ ซึ่งสีสันของหมวกหลายขนาดหลากสีที่วางอยู่บนแผงก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ไม่ยาก นอกจากย่านนี้แล้ว ยังมีร้านขายหมวกและเสื้อผ้าแฟชั่นอยู่อีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ แน่นอนว่าได้รับความนิยมจากลูกค้าทุกเพศทุกวัย อาจเป็นเพราะใครๆ ก็สวมหมวกกันทั้งนั้น

แต่ความสำคัญของหมวกไม่ได้มีแค่เป็นของประดับศีรษะใช้สวมเพื่อเกาะกระแสแฟชั่นเท่านั้น หากแต่เมื่อย้อนไปในอดีตหมวกกลับเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากในการบ่งบอกสถานะทางสังคม สถานะทางศาสนา หรือใช้เพื่อแสดงอารยธรรมและมารยาททางสังค ม

ประดิษฐกรรมสวมกบาล

ในอดีตมนุษย์รู้จักการสวมเครื่องประกอบศีรษะมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือประมาณ 800,000 ปีมาแล้ว โดยมีหลักฐานเป็นภาพเขียนฝาผนังบ่งชี้ว่าเครื่องสวมหัวสมัยนั้นมีลักษณะคล้ายหน้ากากโดยผู้ที่สวมใส่มักจะเป็นตัวแทนในการทำพิธีกรรมทางความเชื่อ ในประเทศไทยเองก็พบว่ามีเครื่องสวมหัวลักษณะนี้อยู่เช่นกัน ที่เห็นได้ชัดคือ 'หน้ากากผีตาโขน' ของจังหวัดอุบลราชธานีที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน

จากนั้นเครื่องสวมหัวก็มีการวิวัฒนาการไปถึงยุคทวารวดีที่มีการสวมมงกุฎเพื่อบ่งบอกสถานะของกษัตริย์ และในสมัยอยุธยาหมวกก็มีวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับการค้าขายกับต่างประเทศ มีหลักฐานพบว่าขุนนางไทยท่านหนึ่งได้สวม 'ลอมพอก' เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่14 เพื่อติดต่อเจริญสัมพันธไมตรี ซึ่งลอมพอกที่ว่านี้เป็นหมวกที่ได้รับอิทธิพลมาจากหมวกของขันทีชาวเปอร์เซียร์ที่ไทยได้นำเข้ามารับใช้ในราชสำนักไทย ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ก็พบทั้ง 'หมวกกะโล่' ที่นายช่างฝรั่งจะสวมใส่เวลาทำงานด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม และยังมี 'หมวกสักหลาด' ที่เจ้านายสมัยนั้นชอบใส่กันอีกด้วย

พอมาถึงยุคการก่อตั้งกรุงเทพฯ หมวกก็ยังคงมีตัวตนอยู่ในสังคม พบว่าที่ชุมชนกุฎีจีนมีการอาศัยอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งจีน คริสต์ และมุสลิม มีหลักฐานจากภาพเขียนในวัดกัลยาณมิตรพบว่ามีภาพขุนนางชาวมาเลย์โพกผ้า ส่วนข้าราชบริพารสวมหมวกกอปิเยาะห์ ชาวจีนสวมหมวกเจ๊กปีกกว้างพายเรือขายของ ภาพเหล่านี้แสดงการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชุมชนในกรุงเทพฯ และหมวกในยุคอดีตได้ดี

พาฉัตร ทิพทัส นักจัดการความรู้อาวุโส มิวเซียมสยาม ในฐานะผู้จัดนิทรรศการนานาประดิษฐกรรมสวมกบาลเปิดประเด็นชวนคิดว่า ในปัจจุบันพบว่าคนไทยทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานหันมาสวมหมวกแฟชั่นกันมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ จะเห็นว่ามีวัยรุ่นแต่งตัวนำสมัยพร้อมกับมีหมวกประดับบนศีรษะเดินเที่ยวกันเป็นกลุ่มๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งการนั่งรับประทานอาหาร บางคนก็ยังสวมหมวกทั้งๆ ที่ไม่โดนแดดด้วยซ้ำ

"พอเห็นตรงนี้ก็คิดว่าน่าสนใจ มันชวนคิดว่าหมวกมันถูกทรีตว่าเป็นแค่วัตถุทางแฟชั่นแค่นั้นใช่ไหม ก็เกิดคำถามขึ้นมา และค้นพบว่าจริงๆ แล้วหมวกก็มีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์เหมือนกันนะ หมวกไม่ได้มีแค่หมวกแฟชั่น แต่ยังมีหมวกอย่างอื่นอีกหลายประเภท เราเองก็ลองมานั่งไล่เรียงก็พบว่า มันมีเยอะมากเลยแต่มันไม่ใช่หมวกที่เราคุ้นเคย มันมีหมวกที่มีประโยชน์ใช้สอย หมวกที่ใช้บอกอัตลักษณ์หรือบ่งบอกสถานะ หรือแม้แต่มงกุฎนางงามก็บอกคุณค่าของ Gender เรื่องของเพศหญิงที่โยงกับเรื่องการเมืองในอดีต" นักจัดการความรู้ฯ อธิบาย

พาฉัตรบอกอีกว่าหมวกยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม รวมถึงการถ่ายโอนศิลปะของหมวกจากต่างชาติเข้ามาในไทย ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่าหมวกไม่ใช่สินค้าแฟชั่นอีกแล้ว แต่หมวกคือสิ่งที่มีทั้ง Social function และ Material function และใช้สื่อสาร functionทางสังคมได้มากกว่าที่จะเป็น function ทางแฟชั่น ดังนั้นหมวกใบเล็กๆ นี้จึงสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าเป็นแค่ของสวยๆ หรือเครื่องประดับ

มาลานำไทย

ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวแต่หมวกยังถูกยกระดับความสำคัญให้เป็นเครื่องแบบ กฎระเบียบนี้ถูกตราขึ้นในยุค 'มาลานำไทย' ซึ่งเป็นยุคที่หมวกมีบทบาทสำคัญในชีวิตคนไทยมากที่สุด ยุคนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นอกจากวิถีชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้ว วัฒนธรรมการแต่งกายก็มีการปรับเปลี่ยนด้วย โดยสมัยนั้นการแต่งกายของไทยมีลักษณะเด่นด้านการนิยมแบบตะวันตกเพิ่มมากขึ้น โดยจอมพลป.พิบูลสงครามผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้วางนโยบายนี้ขึ้นมา

นโยบายดังกล่าวได้ระบุไว้ในระเบียบปฏิบัติโดยเฉพาะรัฐนิยมฉบับที่ 10 มีใจความสำคัญคือ "เน้นการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยเมื่อปรากฏตัวในที่ชุมนุมชนหรือสาธารณชน กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ในเวลาทำงานปกติข้าราชการหญิงต้องใส่เสื้อขาวนุ่งกระโปรงสีสุภาพหรือผ้าถุง และสวมรองเท้าหุ้มส้น ถุงเท้าสั้นหรือยาวก็ได้ และต้องสวมหมวก สีของเครื่องแต่งกายนั้นถ้าเป็นงานกลางแจ้งควรใช้สีเทา ถ้าเป็นงานในร่มหรือเกี่ยวกับเครื่องจักร ควรใช้สีน้ำเงินเข้ม เป็นต้น"

พาฉัตรเล่าเพิ่มเติมให้ฟังว่า เรื่องการใส่หมวกของคนไทยในยุคนี้นอกจากจะมีกฎระเบียบออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีการรณรงค์ควบคู่กันไปด้วย โดยใช้เพลงมาเป็นสื่อกลางในการรณรงค์

"เราได้ไปเสาะหาผู้ที่ผ่านยุคนั้นมาและยังมีชีวิตอยู่ให้มาถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟัง ก็เจอสิ่งที่ล้ำค่ามาก มีข้าราชการบำนาญของกรมประชาสัมพันธ์ท่านหนึ่งได้ไปเจอแผ่นเสียงเก่า มีแผ่นเดียวเท่านั้นเป็นแผ่นออริจินอล แกก็เอาไปอัดเสียงลงดีวีดีใหม่เพื่อเอามาฟังเพลงข้างใน ปรากฏว่าในนั้นประกอบไปด้วยเพลงปลุกใจสมัยจอมพลป.ทั้งหมด หนึ่งในนั้นมีเพลงชื่อสวมหมวกไทย ที่ขับร้องโดย คุณมัณฑนา โมรากุล ศิลปินแห่งชาติ ท่านก็เล่าว่าในยุคนั้นผู้คนล้วนสวมหมวกกันทุกหนทุกแห่ง เป็นความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองสยาม ณ เวลานั้น"

แต่สำหรับยุคนี้ การออกระเบียบบังคับเรื่องการแต่งกายดูจะมากเกินไปสำหรับสังคมแห่งเสรีภาพ ซึ่ง จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ให้ทัศนะในฐานะนักต่อสู้ทางอุดมการณ์ในยุค 14 ตุลาว่า การสวมหมวกของคนสมัยนี้หากมีความพอดีและรู้จักกาลเทศะก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้

"คิดว่ามันเป็นเรื่องเสรีภาพของหัว ใครอยากจะใส่ก็ใส่ ใครไม่อยากใส่ก็ไม่ต้องใส่ แต่ว่าเวลาอยู่ในโรงภาพยนตร์ ในงานพิธีต่างๆ เราก็ต้องรู้กาลเทศะ เพราะที่มาของการสวมหมวกในยุคนี้มาจากฝรั่ง ในเมื่อเราใช้วัฒนธรรมของเขาแล้วก็ต้องเคารพกฎเกณฑ์ของเขาด้วย เมื่อเข้าไปในสถานที่ที่ต้องแสดงความเคารพ เราก็ต้องถอดหมวก ซึ่งคนไทยบางคนไม่เข้าใจตรงนี้"

หมวกบวกดีไซน์

เมื่อหมวกเดินทางมาจนถึงยุคปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ทั้งรูปร่างหน้าตา ฟังก์ชั่น และการสื่อสารทางสังคม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสำคัญของมันถูกลดทอนลงแม้แต่น้อย เพราะสมัยนี้ผู้คนก็ยังคงนิยมสวมหมวกกันอยู่ ยิ่งถ้าเป็นหมวกแฟชั่นก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าจะนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

รสพร ส่งทานินทร์ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทหมวก Rocky Garment ที่ผลิตหมวกนานมากถึง 21 ปี บอกว่า หมวกยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะหมวกแฟชั่น ปัจจุบันร็อคกี้ผลิตหมวก 4 ประเภท ได้แก่ 1. หมวกทรง Cap เป็นนิยมที่สุด 2.หมวกปีกรอบ 3.หมวกไวเซอร์ (Visor) และ 4. หมวกฮันติ้ง (Hunting) โดยในอดีตการผลิตหมวกเหล่านี้จะทำออกมาในลักษณะเรียบๆ แค่พอใส่กันแดดได้ ไม่ได้มีการดีไซน์อะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาหมวกก็มีการปรับปรุงให้มีคุณภาพดีมากขึ้น

"เมื่อก่อนผ้าที่ตัดจะเป็นผ้าเรียบไม่ค่อยมีลวดลายอะไรมาก แต่ในปัจจุบันก็จะมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้นค่ะ มีการตกแต่งมากขึ้น ก็จะมีลายดอกไม้ ผ้าก็ต้องเอาไปพิมพ์ลายก่อนหรือเอาไปฟอกก่อนให้มันดูซอฟท์ลง มีการตกแต่งมากขึ้น เพิ่มการปักลาย สมัยนี้ถ้าเป็นหมวกแก๊บก็จะต้องปักนูนเป็น 3 มิติ"

เธอบอกอีกว่า สำหรับหมวกแบบอื่นๆ ที่วัยรุ่นไทยนิยมกันโดยทั่วไปก็คือหมวก 59Fifty หรือหมวกสไตล์ฮิปฮอป ซึ่งเป็นทรงหมวกที่เด็กผู้ชายชอบกันมาก นอกเหนือจากนั้นก็มีหมวกทรงไมเคิล, Beanie Hat, Beach Hat  และ Boater Hat หรือหมวกทรงขนมเค้ก เหล่านี้ก็กำลังเป็นที่นิยมเช่นกัน ส่วนวัยกลางคนจะสวมหมวกแก๊บและหมวกปีกรอบซึ่งเป็นไลน์ผลิตของร็อคกี้

"ส่วนหมวกแฟชั่นมากๆ แบบที่คนดังในต่างประเทศใส่กัน เท่าที่เข้าใจคือในบ้านเรายังไม่มีนะคะ แต่ที่อังกฤษจะมีร้านที่ทำหมวกให้ราชวงศ์อยู่ 3 ร้านดังมากๆ เขาจะทำหมวกแบบสั่งตัดเป็นพิเศษสำหรับคนๆ นั้นโดยเฉพาะ ถ้าที่เมืองไทยคิดว่ายังไม่มีคนสนใจและยังไม่มีช่างทำหมวกแบบนี้มารองรับการผลิต บ้านเราก็มีการผลิตอยู่ไม่กี่แบบซึ่งมันก็เบสิคๆ ค่ะ แต่ในต่างประเทศ อาจจะด้วยความที่วัฒนธรรมฝรั่งเขาผูกพันกับหมวกมากกว่าเราก็เลยจะมีร้านแบบนี้อยู่มากพอสมควร"

แม้ว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะสวมหมวกเป็นแฟชั่นแต่ยังมีคนบางกลุ่มที่สวมหมวกเพื่อแสดงตัวตน รสพรอธิบายประเด็นนี้ว่า หมวกกับสังคมไทยวันนี้มองผิวเผินอาจเป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่เมื่อเธอได้ไปทำการวิจัยตลาดโดยสำรวจจากวัยรุ่นที่นิยมใส่หมวกที่มาเดินเที่ยวบริเวณสยาม พบว่าวัยรุ่นชายที่นิยมเล่นกีฬาเอ็กทรีมอย่างการปั่นจักรยานผาดโผนหรือสเก็ตบอร์ด จะนิยมใส่หมวกเท่ๆ ในแบบเดียวกันทั้งกลุ่ม

"คือเด็กกลุ่มนี้เขาจะแต่งแบบนี้กันหมด เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาอยู่แก๊งเดียวกัน จะใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ กางเกงใหญ่ๆ แล้วก็มีหมวกเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เขาแสดงตัวตนของกลุ่มเขาออกมาผ่านเครื่องแต่งกาย พวกตระกูลแร๊พก็เช่นกัน มันเหมือนว่าหมวกไปช่วยเสริมบุคลิกภาพของพวกเขา"

หมวกจึงไม่เป็นแค่วัตถุทางแฟชั่น เพราะไม่ว่าจะในยุคสมัยใดหมวกยังคงมีความสำคัญ ทั้งในแง่การใช้ประโยชน์และการบ่งบอกตัวตน ทว่าจะเลือกสวมหมวกแบบไหนที่สุดแล้วก็เป็นเสรีภาพเหนือศีรษะของแต่ละบุคคล

Tags : หมวก นิทรรศการเรื่องหนักหัว นานาประดิษฐกรรมสวมกบาล มิวเซียมสยาม

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement